๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๓ เป็นอีกครั้งที่ผมต้องเดินทางไปร่วมงานทอดเทียนพรรษา
กับนิสิตและเจ้าหน้าที่งานบริการหอพักนิสิต
ครั้งนี้, ผมไม่ได้ปั่นจักรยานไปวัดเหมือนเมื่อวาน เพราะระยะทางจากที่พักไปถึงวัดนั้นไกลมากโขเลยทีเดียว

นี่เป็นครั้งที่สองกระมังที่ชาวหอพักได้มาทอดเทียนพรรษา ณ วัดป่าศุภมิตรสิทธาราม ซึ่งเป็นวัด
ที่ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองมหาสารคาม โดยมีระยะทางห่างจากมหาวิทยาลัยอันเป็นที่ตั้งขามเรียง (ม.ใหม่) ประมาณ ๘ กิโลเมตร และห่างจากมหาวิทยาลัยเขตพื้นที่ในเมือง (ม.เก่า)
ในราวๆ ประมาณ ๒ กิโลเมตร
ในอดีตก่อนที่มหาวิทยาลัยจะเคลื่อนตัวออกไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในเขตเทศบาลขามเรียง (อำเภอกันทรวิชัย) วัดแห่งนี้ถือเป็นวัดที่มหาวิทยาลัยเข้าไปทำหน้าที่อุปถัมภ์ค้ำชูตามแนวคิดการ
ทำนุบำรุงศาสนาอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เมื่อมีงานหรือเทศกาลใดๆ ในทางศาสนา หรือแม้แต่
ในทางสังคมและการเมือง มหาวิทยาลัยก็ถูกจัดวางเป็นแกนหลักขับเคลื่อนกิจกรรมในนาม
"คุ้มวัดป่าศุภมิตรฯ" เสมอมา

จะว่าไปแล้ว : สมัยที่ผมเป็นนิสิต (มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตมหาสารคาม :
มศว มหาสารคาม) ต้องยอมรับว่าการจัดกิจกรรมของนิสิตแต่ละครั้งมีความสัมพันธ์กับวัดรายรอบมหาวิทยาลัยเป็นยิ่งนัก ความสัมพันธ์ที่ว่านั้นไม่ใช่การเข้าวัดฟังธรรมสักเท่าไหร่ แต่จะหมายถึงการมาหยิบยืมถ้วยชาม, ช้อน, หม้อ, ทัพพี,กระติ๊กน้ำ แก้วน้ำ หรือแม้แต่สื่อ,เต็นท์และผ้าผืนยาวหลากสีที่ใช้จัดตกแต่งเวทีต่างๆ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่นิสิตต้องพึ่งพิงจากวัดแทบทั้งสิ้น
ครับ, ผมเองก็เกี่ยวพันกับเรื่องทำนองนี้อย่างไม่รู้จบ จัดงานทีไรมีอันต้องเข้าไปกราบหยิบยืมจากพระคุณเจ้าในวัดต่างๆ เรื่อยมา ถึงกระนั้นก็เถอะ ก็เป็นที่น่าสังเกตว่าสมัยนั้นกลับแทบไม่มีกิจกรรมถวายเทียนพรรษา ไม่มีกิจกรรมทอดกฐิน หรือแม้แต่เข้าวัดฟังธรรมสักเท่าไหร่ และนั่นยังรวมถึงการไม่ค่อยเห็นนิสิตเข้าไปบำเพ็ญประโยชน์ในวัดด้วยเหมือนกัน
แต่ที่แน่ๆ ไม่ว่าวัดใดก็ล้วนแล้วแต่ทำหน้าที่ให้บริการแก่นิสิตอย่างไม่อิดออด นิสิตใคร่ยืมสิ่งของเครื่องใช้ใดๆ พระคุณเจ้าก็จัดหามาให้ บางวัดมีการให้แลกบัตรประจำตัวนิสิตไว้ บางวัดก็ไม่ต้องวางหลักฐานใดๆ สักอย่าง แต่สิ่งที่พบจนเป็นปรากฏการณ์สำคัญก็คือ “ยืมแล้ว..คืนช้า-หรือไม่ก็ยืมแล้ว..คืนของไม่ครบ !”
และทั้งหลายทั้งปวงนั้น พระคุณเจ้าท่านก็เมตตา ไม่ถือสา ได้แต่เปรยบอกอย่างเอ็นดูว่า
ไม่เป็นไร...ชินแล้ว...!”


ครับ-เรื่องราวเหล่านั้น เมื่อหวนคิดย้อนกลับไปทีไรก็แจ่มชัดราวกับเป็นปัจจุบัน คิดถึงตอนไหน
ก็อดยิ้มไม่ได้ เพราะหลายต่อหลายครั้ง ผมในฐานะนายกองค์การนิสิต ก็จำต้องขับรถตระเวนออกไปรับผิดชอบแทนนิสิตจากองค์กรต่างๆ อยู่เนื่องๆ เพราะไม่ว่าใครก็ตามที่ขึ้นชื่อว่าเป็นนิสิต
ยังไงๆ ก็เป็นนิสิตของมหาวิทยาลัยอยู่วันยังค่ำ พอพระท่านออกมาทวงถามและติดตามสิ่งของ
ด้วยตัวท่านเอง-
และเมื่อตามแล้วไม่เจอ...ผมก็ต้องรับผิดชอบอยู่ดี (ทำไงได้ล่ะ...ก็อาสามาเป็นนายกองค์การนิสิตเองทำไมล่ะ-ฮา)
แน่นอนครับ นั่นคือเรื่องราวในมุมยิ้มๆ ที่เกิดขึ้นในสมัยที่เป็น “มศว มหาสารคาม” แต่พอย้าย
ไปตั้งรกรากที่ “ม.ใหม่” เรื่องราวเหล่านี้ก็ดูจะลดน้อยถอยลงอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่บทบาทของมหาวิทยาลัยที่มีต่อวัดแห่งนี้ก็ดูเลือนหายไปบ้างเหมือนกัน คงมีแต่เฉพาะกองกิจการนิสิตเท่านั้นที่ยังต้องขันอาสาเป็นผู้แทนมหาวิทยาลัยฯ เข้ามารับผิดชอบจัดกิจกรรมกับวัดป่าศุภมิตรฯ ตามเทศกาลต่างๆ รวมถึงเมื่อถึงคราวต้องทำหน้าที่ในนาม “คุ้มวัด” ทางผมและทีมงาน
ก็จัดหานิสิตมาร่วมกิจกรรมอย่างคึกคัก เพราะลึกๆ เราตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่า “เพราะที่แห่งนี้คือบ้านอีกหลังของเรา”


ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ เมื่อมีโอกาสเข้ามาดูแลงานบริหารหอพักนิสิต ผมจึงลองสอบถามถึงความเข้าใจของเจ้าหน้าที่และนิสิตที่มีต่อวัดป่าศุภมิตรฯ ซึ่งได้ข้อมูลตรงกันในทำนองว่า ทุกคนแทบ
ไม่รู้เลยว่ามหาวิทยาลัยมีพันธกิจอันสำคัญกับวัดนี้อย่างยิ่งใหญ่ ตรงกันข้าม,ทุกคนเข้าใจว่าวัดแห่งหนึ่งในเขต “ม.ใหม่” ต่างหากคือพันธกิจทางใจที่มหาวิทยาลัยต้องเข้าไปทำหน้าที่ทำนุบำรุง...
เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมจึงถือโอกาสบอกกล่าวเล่าแจ้งย้อนอดีตให้ทุกคนได้ร่วมรับรู้ พร้อมๆ กับการฝากเป็นแนวคิด หรือแม้แต่นโยบายให้ชาวหอพักได้เข้ามาทอดเทียนพรรษาในวัดดังกล่าว รวมถึงการนิมนต์พระคุณเจ้าจากวัดนี้ไปประกอบพิธีทำบุญตักบาตรตามประเพณีของชาวหอพัก (ม.เก่า) อย่างไม่ตกหล่น โดยบัดนี้ก็ปฏิบัติต่อเนื่องสืบมาเป็นปีที่สอง
และที่สำคัญ ผมยังยืนยันว่า ไม่ว่าเหตุผลกลใดก็ตาม เรายังคงต้องมีพันธกิจต่อการจัดกิจกรรมในทางศาสนากับวัดรายรอบมหาวิทยาลัยอยู่วันยังค่ำ ไม่ว่าจะเป็นมิติของการไปเรียนรู้ หรือไป
ในฐานะการให้บริการแก่สังคมก็เถอะ สิ่งเหล่านี้ต้องขับเคลื่อนกันด้วยใจ เฉกเช่นกับวาทกรรมที่ผมเคยเขียนไว้ว่า “เอาใจนำพา...เอาศรัทธานำทาง”
ขณะเดียวกัน ในห้วงยามที่เราเติบโตขยายการศึกษาไปยังพื้นที่ใหม่นั้น เราก็ยังคงต้องมี
พันธกิจที่ต้องสื่อสาร หรือสานสร้างกับพื้นที่เก่าอย่างไม่ขาดหาย เพราะหากวางเฉยจนขาดห้วงไป ก็จะต่างอะไรกับคนที่ลืมวิถีแห่งรากเหง้าของตัวเอง... 
อ.วรรณศักดิ์พิจิตร บุญเสริม,ผศ.ดร.ลัดดา แสนสีหา ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิต
ครับ-นั่นคือสิ่งที่ผมฝากและย้ำให้กับเจ้าหน้าที่มาตลอดปีเศษๆ ซึ่งบัดนี้ผมก็เชื่อว่าพวกเขาเริ่มเปิดใจที่จะทำความเข้าใจในบริบทของมหาวิทยาลัยที่มีต่อชุมชนมากขึ้น เพราะชุมชนคงไม่ได้
มีแต่เฉพาะความเป็น “หมู่บ้าน” หรือ “โรงเรียน” เท่านั้น แต่ยังต้องรวมถึง “วัด” ด้วยเหมือนกัน
ยิ่งครั้งนี้, ก่อนเริ่มพิธีสงฆ์ในการทอดเทียนพรรษา หรือถวายปัจจัยต่างๆ พระคุณเจ้าได้เมตตาแสดงธรรมให้ฟังอย่างเป็นกันเอง โดยเนื้อหาส่วนหนึ่งก็มีการเปิดประเด็นพูดถึงบทบาทและสถานะของมหาวิทยาลัยที่มีต่อวัดแห่งนี้ด้วยเหมือนกัน ซึ่งเรื่องราวที่สะท้อนออกมานั้น ก็สอดรับกับสิ่งที่ผมสื่อสารและย้ำเน้นมาตลอดเวลา และเมื่อผนวกเข้าหากัน จึงยิ่งย้ำชัดว่า “ที่แห่งนี้...คือบ้านอีกหลังของมหาวิทยาลัย”


อย่างไรก็ดี คำว่า “บ้านหลังที่สอง” ในที่นี้ก็คงมิได้หมายความว่า...มหาวิทยาลัยเป็นเจ้าของวัดแต่เพียงผู้เดียวหรอกนะครับ หากแต่หมายถึงการเป็นพันธกิจทางใจที่มีมาอย่างยาวนาน
หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ...ระหว่างมหาวิทยาลัยกับวัดนั้นต่างเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน เป็นเสมือนการพึ่งพิงกันและกันเพื่อให้เกิดพลังในการทำนุบำรุงและธำรงไว้ซึ่งศาสนา พร้อมๆ กับการผูกโยงไปถึงการผนึกกำลังเพื่อพัฒนาและจรรโลงให้สังคมได้วิวัฒน์ไปสู่สิ่งอันดีงาม และสุขสงบ
ไม่รู้สิ, บางทีอาจเป็นเหมือนที่ผมเคยบอก เราอาจกลับมาที่นี่อีกมากกว่าหนึ่งครั้ง พานิสิตมาถือศีลปฏิบัติธรรมในวันพระร่วมกับชาวบ้าน มาปัดกวาดวัดวาอารามอยู่เนืองๆ นำนิสิตมาเข้าค่ายเล็กๆ อย่างน้อยภาคเรียนละ ๑ ครั้ง...(และอื่นๆ อีกมากมาย) หรือไม่ก็เรียนรู้ประวัติศาสตร์ความเป็นจังหวัดมหาสารคามและมหาวิทยาลัยมหาสารคามผ่านวัดนี้ด้วยก็เป็นได้



แต่สำหรับวันนี้ ผมถือว่าอะไรๆ ก็ลงตัวเกือบทุกอย่าง แต่สิ่งหนึ่งที่เจ้าหน้าที่และนิสิตต้องเรียนรู้
ก็คือ วัดในตัวเมืองกับวัดในหมู่บ้าน ก็อาจย่อมมีวิถี หรือพิธีสงฆ์ที่แตกต่างกันบ้างเป็นธรรมดา
ดังนั้นจึงควรประสานเรื่องราว หรือกระบวนการต่างๆ ให้ได้มากที่สุดเท่าที่พึงกระทำได้ และพร้อมเสมอกับการปรับเปลี่ยนวิธีการต่างๆ ตามวาทกรรม “ฤกษ์สะดวก...”
เฉกเช่นกับครั้งนี้ ทั้งนิสิตและเจ้าหน้าที่ก็คงรับรู้บ้างแล้วกระมังว่าบางทีงานบุญเล็กๆ
แบบนี้ สำหรับวัดในตัวเมืองอาจไม่มีชาวบ้านมาร่วมมากมายเหมือนที่พบเจอตามหมู่บ้านอื่นๆ หรือแม้แต่ครั้งนี้การไม่มี “คุณพ่อทายก” มาช่วยทำหน้าที่เป็นผู้นำประกอบพิธีสงฆ์เหมือนวัดตามหมู่บ้านต่างๆ ก็คงสอนให้นิสิตและเจ้าหน้าที่ได้เรียนรู้แล้วกระมังว่า...บางทีนิสิต หรือเจ้าหน้าที่ก็ต้องกล้าพอที่จะเรียนรู้การเป็นผู้นำในทางพิธีสงฆ์ด้วยตัวเองบ้างเหมือนกัน...
ส่วนเมื่อทำแล้วจะออกมาในทำนอง...ผิดๆ ถูกๆ ...
ติดๆ ขัดๆ บ้างก็ไม่เป็นไร
ขอเพียง “ใจนำพา” ก็ถือว่าสุดยอดแล้ว
ส่วนครั้งหน้า ก็คงต้องเตรียมเรื่องนี้กันให้ชัด ถ้าไม่มีชาวบ้านมาเป็นผู้นำในทางพิธีสงฆ์
ทั้งเจ้าหน้าที่และกรรมการนิสิตหอพักก็คงต้องเตรียมตัวเองมาให้พร้อมมากกว่านี้ หรืออาจต้องเชิญนิสิตจากชมรมพุทธศาสน์มานำสู่พิธีต่างๆ ด้วยก็ไม่ผิด !

นั่นคือการเรียนรู้เล็กๆ น้อยๆ ทั้งบทบาท/สถานะของมหาวิทยาลัยที่มีต่อวัดแห่งนี้ รวมถึงบทบาทของการเรียนรู้ที่จะเป็นผู้นำทางพิธีสงฆ์ด้วยตนเอง (เพราะเห็นติดขัด ออกอาการลุ่มๆ ดอนๆ มาสองกิจกรรมแล้วก็ว่าได้) แม้กระทั่งความแตกต่างของบรรยากาศแห่งวัดในเมืองและวัดในหมู่บ้าน ก็ล้วนเป็นโจทย์การเรียนรู้ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
และนั่นก็รวมถึงการแต่งกายให้เหมาะสมกับการเข้าร่วมงานบุญงานทานตามครรลองความเป็น "วิถีไทย" อันสอดรับกับนโยบาย ๓ D (Decency) ที่กำลังรณรงค์อยู่ทั่วทุกสารทิศ
โดยทั้งปวงนั้น ผมเชื่อเหลือเกินว่าไม่เกินแรงใจ (ใฝ่รู้) ของนิสิตและเจ้าหน้าที่เลยสักนิด
ครับ, ไว้โอกาสหน้ามาพิสูจน์กัน !




...
หมายเหตุ
(๑) เงินที่รับบริจาคในครั้งนี้ทอดถวายเป็นจำนวน ๗,๙๙๙ บาท
(๒) ปี ๒๕๕๒ ทีมงานของเราสามารถทอดเทียนพรรษาในวัดต่างๆ รายรอบมหาวิทยาลัยและเขตตัวเมืองฯ จำนวน ๒๓ วัด...ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ "เอาใจนำพา..เอาศรัทธานำทาง"
สวัสดีค่ะอาจารย์
“เอาใจนำพา...เอาศรัทธานำทาง”...........
สาธุ สาธุ สาธุ ค่ะ
ขอร่วมอนุโมทนาด้วยครับ
สวัสดีค่ะ
สวัสดีครับ พี่ชาดา ~natadee
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมนะครับ...
ถือว่า "โฮฒบุญ ฮวมทานนำกัน"
สวัสดีค่ะ อ.แผ่นดิน
ร่วมอนุโมทนาด้วยเช่นกันค่ะ เมื่อวันอาทิตย์(๒๕ก.ค.๔๓)ครูยุได้ไปร่วมพิธีบวช เด็กนักเรียนในร.ร.เป็นเด็กลูกครึ่ง
บวชเณรภาดปิดเทอมฤดูร้อน วัดในต่างแดนจะเป็นสถานที่เช่า บ้านเป็นหลัง โรงเก็บรถดัดแปลงเป็นโรงครัว
เสียงดังมากไม่ได้ ปรุงอาหารไทยบางอย่างต้องระวังกลิ่น จะไปทำความเดือดร้อนให้เจ้าของประเทศเค้าค่ะ
ขอบคุณภาพสวยๆค่ะ
มาสาธุอนุโมทนา
แรงศรัทธา และความรับผิดชอบต่อสังคมนั้นพี่ขอชื่นชมค่ะ
เห้นน้องๆเบิกบานใจในบุญกุศลที่ทำกันแล้วยิ่งน่าศรัทธยิ่งนัก
ขอบคุณบันทึกดีๆนี้นะคะ
ขอให้สุขกายสุขใจตลอดกาลนานค่ะ
สถานศึกษาและวัดมีส่วนเกี่ยวข้องร่วมกันมาไม่ว่าจะสมัยไหน เพราะเป็นแหล่งที่ช่วยกันอบรมกล่อมเกลา คนให้เป็นคน หากเราร่วมใจกันจากจุดเล็กๆจนเติบใหญ่ก็เชื่อว่าสังคมเราจะมีคนมีคุณภาพที่ทำงานอย่างใส่ใจและทำด้วยใจนำทางอย่างแน่นอนค่ะ
สนับสนุนกับกิจกรรมของอาจารย์ต่อไปนะคะ
อนุโมทนาด้วยนะคะ
-สวัสดีครับ
-แวะมาขอบคุณที่เข้าไปเยี่ยมชมเกษตรบ้านพราน
-และมาเยี่ยมชมกิจกรรมของ มมส...ครับ
-กิจกรรม"วิถีไทย" ดี ดี แบบนี้ต้องขยายแล้วหละครับ
-ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะ
เป็นตาม่วนแท่ บุญปางนี่ คึกคักดีนะคะ ชอบหนุ่มเสื้อแดง กับยายเสื้อลายจัง
สาธุ
มาชม คำว่าบุญ ๆ นี่บ่มีไผ่ปันแจกแท้หนอ... อยากได้ให้เฮ็ดเอาเด้อ...อิ อิ อิ
ชื่นชมในลานบุญวัฒนธรรมท้องถิ่นไทยอีสาน...
ที่ได้สืบทอดประเพณีอันดีงามนี้...
ชื่นชมที่ มหาวิทยาลัยไทยหลายแห่งได้เห็นคุณค่าทางพุทธธรรมนำเทียนไปทอดตามวัดต่าง ๆ ...
ของ ม. ทักษิณก็สืบสานประเพณีนี้เช่นเดียวกันละ...
ชมพิธีถวายเทียนพรรษาแล้วสุขใจอิ่มใจคะ
เป็นการสืบทอดประเพณีที่มีค่าและงดงาม
ขอชื่นชมนะคะที่สืบทอดงานบุญครั้งนี้ได้ถึง 23 วัด
วิสัยทัศน์เพราะมากคะ "เอาใจนำพา..เอาศรัทธานำทาง"
ขอบคุณมากคะที่ไปนำขบวนบุญไปแวะเยี่ยมที่บล็อก
ขออนุโมทนาบุญครั้งนี้ด้วยคะ
สวัสดีค่ะ คุณแผ่นดิน
แวะมาเยี่ยมค่ะ ขออนุโมทนาบุญด้วย
ขอบคุณที่นำภาพงานบุญมาฝาก
ขอให้ผลบุญที่ทำ ได้น้อมนำให้สุขกายสุขใจตลอดไป
ร่วมอนุโมทนาสาธุบุญด้วยคนค่ะ
เสียดายติดธุระเลยไม่ได้ไปร่วมงานด้วยเลยค่ะ