ผมทอดวางสายตาอ่านวาทกรรมเหล่านั้นทีละป้ายๆ อย่างช้าๆ ...ยิ่งอ่านยิ่งรู้สึกเสมือนว่า ป้ายที่ปักอยู่นั้น เป็นประหนึ่งกระจกที่แขวนไว้ให้เราได้ส่องสำรวจดูตัวเอง

ผมเติบโตมาจากวัด แม้ไม่ถึงขั้นกินนอน
เป็นเด็กวัดก็เถอะ แต่ก็ไม่เขินอายที่จะเรียกตัวเองว่าเด็กวันอยู่ดี  เพราะทุกเช้าก่อนไปโรงเรียนผมต้องหิ้วปิ่นโตไปตักบาตรที่วัด พอทานข้าวก้นบาตรเสร็จ ก็จัดแจงล้างถ้วยล้างชามพร้อมๆ กับการห่อข้าวห่อปลาไปทานเป็นมื้อเที่ยงที่โรงเรียน 

เสาร์-อาทิตย์ หากไม่ได้ไปเลี้ยงวัว บ่อยครั้งก็ทำหน้าที่ขนน้ำเข้าวัด  ครั้นวัดร้างไม่มีพระจำวัด 
ผมก็รับหน้าที่ไปนอนเฝ้าวัดคนเดียว... 

นั่นคือเรื่องราวโดยสังเขปของชีวิตผมที่ผูกตรึงอยู่กับคำว่า “วัด” 

ทุกวันนี้ในยามมีโอกาสเดินทางเข้าวัด  จะทั้งโดยส่วนตัว หรือพานิสิตและบุคลากรไปทำกิจกรรม
ก็เถอะ  ผมมักถือโอกาสปลีกวิเวกเที่ยวชมวัดอย่างเงียบๆ  บางทีก็ไปดูภาพเขียนสีตามผนังโบสถ์  บางทีก็ดูศาลาหลังเก่า หรือไม่ก็ตู้หนังสือเก่าๆ รวมถึงแวะวนดูพระไม้โบราณๆ  หอระฆัง รวมไปถึงการนั่งสูดอากาศอันเย็นสงบภายใต้ร่มไม้หลากใบ...


 

ล่าสุดวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๓  ผมมีโอกาสได้ร่วมเดินทางไปทอดเทียนพรรษากับชาวหอพักอีกครั้ง – ครั้งนี้จัดขึ้นที่วัดศุภมิตรสิทธาราม  ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองมหาสารคาม 

ภายหลังขบวนแห่เทียนเข้าสู่ตัววัด พร้อมๆ กับการเคลื่อนพลทั้งหมดขึ้นบนศาลาหลังใหญ่  จากนั้นก็เข้าสู่พิธีทางศาสนา  เมื่อกระบวนการต่างๆ ได้ผ่อนซาลง ผมก็พาตัวเองออกมาเดินทอดเท้าสู่ลานวัดเพียงลำพัง 

ผมเคยบอกกับทีมงานเสมอว่า “เพราะทุกที่มีเรื่องเล่า...ดังนั้นเวลาสัญจรไปที่ไหนสักแห่ง ต้องไม่ลืมที่จะเปิดใจเรียนรู้กับเรื่องราว ณ สถานที่ตรงนั้นให้มากที่สุด บางทีเรื่องเล่าอาจอยู่ในตัวตนของคน หรือไม่ก็อยู่ในส่วนที่ไม่ใช่ตัวตนของมนุษย์  ...ซึ่งทั้งปวงนั้นต้องฉลาดพอที่จะหยิบมาเป็นเรื่องเล่าเพื่อการเรียนรู้ของนิสิต หรือไม่ก็สะกิดให้นิสิตได้สนใจที่จะเรียนรู้และซึมซับเท่าที่เขาพึงใจจะใฝ่รู้




คราวนี้  ผมเลือกที่จะเดินลัดเลาะไปตามต้นไม้น้อยใหญ่  มองเห็นความชุ่มเขียวอย่างมีชีวิชีวา  มองเห็นความรื่นรมย์อันสงบงามของต้นไม้  มองเห็นความอ่อนโยนของต้นไม้ที่มีต่อนกและแมลงหลากสายพันธุ์  รวมถึงมองเห็นซากใบไม้ที่กองสุมทับห่มคลุมผืนดินราวกับกำลังปกป้องผิวดินจากถูกทำร้ายจากบางสิ่งบางอย่าง... 

และที่สำคัญ  ผมเลือกที่จะเดินจากต้นไม้อีกต้นไปยังอีกต้นอย่างช้าๆ  เพียงเพื่อให้หัวใจของตัวเองได้สดับอ่านถ้อยคำอันเป็นปรัชญาที่ปักยึดอยู่บนลำต้นของต้นไม้แต่ละต้น  ซึ่งภาวะเช่นนี้ มันนานและนานมากแล้วที่ผมไม่เคยได้อ่านวาทกรรมแห่งชีวิตผ่านต้นไม้ในอาณาบริเวณของวัด 


อย่างไรก็ดี  ถึงแม้วาทกรรมที่ปักยึดอยู่ตามลำต้นของต้นไม้ที่ว่านี้ดูเหมือนผมจะเคยพบพาน หรืออ่านผ่านตามาแล้วจากแหล่งต่างๆ ก็เถอะ  แต่ต้องยอมรับว่า  บรรยากาศที่ซึมซับได้จากการอ่านนั้นมันต่างกันลิบลับเลยทีเดียว  ความเข้มขรึมแต่ไม่เคร่งเตรียดในสีพื้นของแผ่นป้ายคล้ายตอกย้ำให้เห็นถึงความหนักแน่นของความหมายแห่งข้อความ ขณะที่สีขาวของตัวอักษร ก็คล้ายสื่อสารให้เห็นความสุขสว่างของชีวิต  ... 

ภายใต้ต้นไม้หลากต้นและสายลมอ่อนๆ ที่หยอกล้อใบไม้อย่างเป็นมิตร  ยิ่งชี้ชวนให้ผมรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า  ที่นี่คือห้องเรียนอีกห้องหนึ่งที่กว้างใหญ่..ร่มรื่นและเงียบสงบ  และเป็นมิตรกับการให้แต่ละคนได้มีเสรีภาพกับการเสาะแสวงหาอะไรๆ ด้วยตัวเองอย่างมากมาย  พร้อมๆ กับการหนุนนำให้เรามีแรงบันดาลใจพอที่จะเงี่ยหูฟังเสียงเต้นของหัวใจของเราเอง


แน่นอนครับ  เมื่อเดินอ่านป้ายที่ปักยึดอยู่ตรงนั้นครบทุกป้าย  ผมก็ถือโอกาสเดินวกกลับไปยังประตูทางเข้าอีกครั้ง  จากนั้นก็เดินย้อนคืนสู่ตัวศาลาอย่างช้าๆ อีกรอบ

ครั้งนี้, ผมทอดวางสายตาอ่านวาทกรรมเหล่านั้นทีละป้ายๆ อย่างช้าๆ ...ยิ่งอ่านยิ่งรู้สึกเสมือนว่า ป้ายที่ปักอยู่นั้น  เป็นประหนึ่งกระจกที่แขวนไว้ให้เราได้ส่องสำรวจดูตัวเองตามจังหวะก้าวของชีวิต
        - เดินเข้าวัดก็ส่องสำรวจตัวตน...
          พอจะเดินออกจากวัด ก็ส่องสำรวจตัวเองอีกครั้ง 
          ถึงแม้จะเร็วเกินกว่าที่จะบอกว่าเราเปลี่ยนแปลงได้กี่มากน้อย 
          แต่อย่างน้อยเราก็ได้อ่านผ่านตาและได้เก็บกลับไปคิดบ้างกระมัง

 

 ..........................................................

ปล. หลายเดือนก่อนหน้านี้ ผมเคยได้ฝากให้หัวหน้าฝ่ายภูมิทัศน์ได้ปรับแต่งสวนหย่อมในหอพักให้ร่มรื่นชวนต่อการเข้าไปพักผ่อน  ทำมุมเล็กๆ นั้นให้เป็น “มุมความสุขของชาวหอพัก”  โดยเบื้องต้นก็ได้ติดตั้งอินเทอร์เน็ตไร้สายให้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว  พร้อมๆ กับการพูดเปรยๆ ในทำนองว่า  “จะดีหรือไม่หากต้นไม้ในมุมที่ว่านั้น  มีป้ายวาทกรรมสอนใจให้นิสิตได้อ่าน  มีสาระเกี่ยวกับพันธุ์ไม้ต้นนั้นให้นิสิตได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน”

หรือมหาวิทยาลัย โตเกินกว่าที่จะทำเช่นนั้นแล้ว !