วันสำคัญทางศาสนาพุทธ ผมเองได้รับรู้ รับทราบมาตั้งแต่ผมยังเด็กๆ เพราะว่าผมเติบโตมาสังคมที่มีความแตกต่าง แต่ไม่แตกแยกมาโดยตลอด ผมถือว่าการรับรู้ การให้เกียรติกันเป็นสิ่งที่ศาสนิกทุกคนต้องมี ผมอาจจะมีทัศนะปฏิบัติที่อาจจะไม่เหมือนกับมุสลิมอีกหลายๆคน แต่ผมก็ยังยืนยันว่า ความไม่เหมือนกันในความเชื่อ มันไม่ได้ทำให้ผมละที่จะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน (ผมเองก็ต้องแลกเปลี่ยนในวันสำคัญทางศาสนาอิสลามในโอกาสต่อไป) บันทึกนี้เป็นการแสดงความคิดเห็นของพระคุณเจ้า "บัณฑิตเมธี" ในบันทึกที่ 174. http://gotoknow.org/blog/somdejmas/377349 และพระคุณเจ้าเองก็ได้นำการแสดงความเห็นนี้เป็นบันทึกของท่านเช่นกัน http://gotoknow.org/blog/dhammaaromdee/378248 ผมเห็นว่านี้คือความจริงใจกันของความเชื่อที่ต่างกัน ในวันสำคัญทางศาสนาพุทธ ผมคิดว่าผมนำเสนอสิ่งนี้น่าจะเข้ากับเหตุการณ์ได้ดี ขอเชิญท่านอ่านได้ครับ ธรรมะสวัสดีท่านอาจารย์ เบดูอิน ช่วงนี้มีศาสนกิจมากจึงไม่ค่อยได้เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ได้อ่านบันทึกของอาจารย์ เรื่อง “สิ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับชาวพุทธ...ที่เบดูอิน(ซึ่งเป็นมุสลิม)เห็น” ก็มีความเห็นแลกเปลี่ยนอยู่ ๒ – ๓ ประเด็น แต่คงจะแลกเปลี่ยนในเฉพาะเกี่ยวกับพุทธศาสนาเป็นหลัก ในประเด็นที่ ๑ ต้องขออนุโมนาในกุศลจิต ที่ท่านอาจารย์ได้แสดงความเป็นห่วงต่อพี่น้องชาวพุทธ ยิ่งได้อ่านบันทึกนี้ก็ยิ่งเห็นความเป็น “ศาสนสัมพันธ์” ของท่านอาจารย์ที่เด่นชัดมากขึ้น และหวังว่าความเป็นห่วงของอาจารย์ครั้งนี้ จะเป็นบทสะท้อนของเพื่อนต่างศาสนา ที่จุดประกายความคิดให้พระสงฆ์นักการศาสนา พ่อแม่ ครู สถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้ทบทวนบทบาทและหน้าที่ของตนเพื่อการแก้ปัญหาอย่างร่วมมือร่วมใจ ซึ่งต้องยอมรับว่า สิ่งที่อาจารย์เป็นห่วงและเขียนในบันทึกนั้น เป็นความจริงที่เกิดขึ้นในสังคมของเรามานานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และก็คิดว่ามีหลายส่วนที่ร่วมกันแก้ไขปัญหามาบ้างแล้ว แต่ปัญหาที่ว่านี้ เป็นปัญหาใหญ่ที่มีภาพกว้าง ซับซ้อน ถึงขั้นปฏิรูปกันทีเดียว (ในความเห็นส่วนตัวของอาตมา) ประเด็นที่ ๒ ศาสนาเป็นเพียงพิธีกรรม หรือ เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต อาตมาก็เห็นด้วยกับพระคุณเจ้ารูปนั้น ว่าความเป็นศาสนาของ “พุทธศาสนา” เป็นวิถีการดำเนินชีวิต (way of life) เพียงแต่พุทธศาสนิกชนบางส่วน (แต่จะส่วนมากหรือส่วนน้อย ก็ลองพิจารณากันดู) ได้เน้นไปให้ความสำคัญกับพิธีกรรมทางศาสนา จนบางทีละเลยที่จะสนใจในเรื่องหลักธรรมที่เป็นหลักพื้นฐานทางศาสนาซึ่งสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ ซึ่งเราจะเห็นว่า หลักการปฏิบัติพิ้นฐานของชาวพุทธ ก็สวนทางกับวิถีชีวิตของชาวพุทธในปัจจุบัน ซึ่งในประเด็นนี้อาตมาคิดว่า เรื่องการปฏิบัติตนของศาสนิกชนที่สวนทาง หรือ ขัด กับคำสอนทางศาสนานั้น คงจะเกิดขึ้นในทุกศาสนา ไม่ว่า พุทธ คริสต์ อิสลาม ฮินดู เพียงแต่จะมากน้อยก็ขึ้นอยู่กับเหตุผลหลายประการ เช่น การเผยแผ่และการทำงานเชิงรุกของนักบวชในศาสนานั้นๆ ความเคร่งครัดในการนับถือศาสนา หรือแม้การไหลบ่าเข้ามาของวัตถุนิยมและบริโภคนิยม แต่สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตนและการสำนึกรู้ต่อหน้าที่ในฐานะศาสนิกชนในแต่ละคนเป็นสำคัญ ซึ่งก็เป็นหน้าที่ขององค์กรศาสนาแต่ละศาสนาที่จะต้องหันกลับมาทบทวนบทบาทในการทำหน้าที่ของตนให้มากชึ้น ประเด็นที่ ๓ เรื่องการทำข้อสอบวิชาพระพุทธศาสนาของนักเรียน ที่ท่านอาจารย์ตกใจมากที่นักเรียนพุทธทำวิชาพระพุทธศาสนาไม่ได้ ทั้งๆที่เป็นพื้นฐานง่ายๆ เป็นวิถีชีวิต ที่คนพุทธไม่ว่าพ่อแม่ ตัวเด็กเองต้องทำอยู่แล้ว ซึ่งอาจารย์สรุปว่า เด็กรู้จักบอลโลก ดารานักร้อง มากกว่าศาสนาพุทธของตัวเองนั้น ทำให้อาตมานึกถึงวันหนึ่ง ขณะที่สอนวิชาพระพุทธศาสนา แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษานตอนปลาย วันนั้น อาตมาสอนเรื่องวันวิสาขบูชา กำลังจะเขียนเนื้อหาบนกระดานดำ เด็กนักเรียนคนหนึ่งยืนขึ้นแล้วกล่าวว่า “พระอาจารย์ครับ ผมเรียนเรื่องวันวิสาขบูชามาตั้งแต่ประถมศึกษาจนถึงมัธยมศึกษา ผมเรียนซ้ำอย่างนี้ทุกปี” อาตมาคิดในใจว่า ก็ใช่ของเด็ก ในแต่ละครั้งในการสอนธรรมะแก่เด็กนักเรียน เราจะยกตัวอย่างการอธิบายวันวิสาขบูชา ให้เด็กนักเรียนจะรู้ว่า 1. วันประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน 2. ตอนเย็นไปเวียนเทียน ฯลฯ แต่เราไม่เคยวิเคราะห์ หรือ ถอดรหัสวันวิสาขบูชาให้เด็กนักเรียนหรือแม้แต่ชาวพุทธทั้งหลาย ได้เกิดกระบวนการเรียนรู้ในสาระสำคัญของวันวิสาขบูชาในอีกมุมมองหนึ่งว่า “วันวิสาขบูชา เป็นกระบวนการพัฒนาชีวิตอย่างมีคุณค่า” อาตมาจึงเกิดแรงบันดาลใจในการถอดรหัสวันวิสาขบูชา เพื่อชวนให้นักเรียนได้เรียนรู้การพัฒนาชีวิตอย่างมีคุณค่า ผ่านการประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ซึ่งเรื่องที่เล่ามานั้นก็สะท้อนให้เห็นหลายอย่าง เช่น ความล้มเหลวของการจัดการศึกษาในสังคมไทยซึ่งจะเห็นได้ว่าค่านิยมการส่งเสริมให้เด็กเก่งในเรื่องวิชาการ เด็กจะมีความรู้สึกว่า ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ทั้ง ๘ กลุ่มสาระ กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เป็นกลุ่มสาระที่เด็กนักเรียนให้ความสำคัยน้อยที่สุด (ในความเห็นของอาตมา ผิดถูกประการต้องขออภัย) ในด้านของนักการศาสนา หลายครั้งที่เรานึกชื่นชมในเคร่งครัดของเพื่อนต่างศาสนาว่ามีความมั่นคงต่อศาสนาของตน ซึ่งเป็นข้อดีประการหนึ่งในการปลูกฝังคุณธรรมแก่ศาสนิกชน แต่ในส่วนพุทธศาสนาแล้วเราอาศัยการเกิดขึ้นของศรัทธาของผู้ปฏิบัติเป็นที่ตั้ง คือ ถ้าเห็นว่าดี ก็เข้ามาศึกษา จึงอาจทำให้รู้สึกว่าความเคร่งครัดของชาวพุทธหย่อนยานไปบ้าง ในส่วนของผู้ปกครองนั้น ก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ว่าโลกเจริญขึ้นทางวัตถุ ทำให้เวลาและการดูแลเอาใจใส่ต่อลูกของครอบครัวลดลงเป็นอย่างมาก ซึ่งจริงๆแล้วอาตมาเห็นว่า ครอบครัว เป็นสถาบันที่สำคัญที่สุดในการปลูกฝังคุณงามความดี หลักการปฏิบัติทางศาสนาได้ดีที่สุด แล้วถ้าจำไม่ผิดสมัยอาตมาเป็นเด็กก็เป็นเช่นนั้น คือ พ่อแม่พาไปวัด สอนให้ไหว้พระ กราบพระ สวดมนต์ ทำบุญตักบาตร สอนว่าอันนั้นควร ไม่ควร ก่อนที่พระสงฆ์ท่านจะสอนเสียอีก ในสมัยนี้ไม่ทราบว่าบทบาทตรงนี้ของครอบครัวยังมีการปฏิบัติกันบ้างหรือไม่ในครอบครัว ว่ากันมาซะเนิ่นนาน ก็หวังว่าบันทึกจะช่วยบันทึกของอาจารย์ในการสะท้อน และจุดประกายให้พระสงฆ์นักการศาสนา พ่อแม่ ครู สถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้ตอบโจทย์ที่ว่านี้ กันอีกแรง ในขณะที่เขียนบันทึกนี้ อาตมาก็หาวิธีตอบโจทย์นี้ เหมือนกัน ครับท่านอาจารย์
สวัสดีค่ะเบดูอิน
*** ศาสนาใช่เป็นเพียงพิธีกรรม ....ดิฉันใช้เป็นหัวข้อในการสอนให้เด็กๆได้คิดเสมอ
*** การสอนวิธีคิดให้เด็กๆ ที่เขามีชีวิตร่วมกันในสังคมโลก....ยากขึ้นจริงๆ ค่ะ
*** ระลึกถึงเบดูอินนะคะ
สวัสดีครับ อ่านแล้วครับ ดีมาก ๆครับ
อ่านแล้วได้มุมมอง ได้ปัญญานะคะ
ไม่ว่าศาสนาใด ไม่ใช่เพียงพระหรือผู้ทำหน้าที่เผยแผ่ศาสนา หรือคุณครูเท่านั้นที่มีความสำคัญในการทำให้คำสอนเป็นสิ่งที่กลมกลืนไปกับชีวิตจริง ที่สำคัญมากๆก็คือพ่อแม่ ผู้ใหญ่ในบ้านของแต่ละครอบครัวที่จะต้องเป็นตัวอย่างในการคิดดี ประพฤติชอบ ประกอบกิจกรรมทางศาสนา บ่มเพาะให้ลูกหลานได้เห็นและดำเนินรอยตาม
ขอบคุณ คุณธนาและ
มากๆ
สวัสดีค่ะ
ขอบคุณพี่มากครับ
คงจะเรียกได้ว่า...เน้นรูปธรรมมากกว่านามธรรมมังคะ เพราะบางครั้งบางงานเขาจัดเสียใหญ่โต นิมนต์พระวัดดังๆมาเพียบแต่.....เสียงคนที่มาร่วมงานก็ดังไม่แพ้ชื่อเสียงของพระเหมือนกัน ( เจอบ่อยๆค่ะ )
บางครั้งเราก็เน้นให้เด็กปฏิบัติและท่องจำมากกว่าที่จะสอนให้เด็กเข้าใจ ( อย่างที่เด็กว่าเขาเรียนมาตั้งกี่ปีๆมาแล้วนะแหละค่ะ )
การสอนให้ทำสิ่งที่ดีจนติดเป็นนิสัยยากมากนะคะว่าไหม??
สวัสดีค่ะ
ศาสนาพุทธ ของเมืองไทย ทุกคนสบายๆ และสบายจริงๆ กิจกรรมจัดถึงจะมีการเข้าร่วมทำและเป็นผู้ใหญ่สูงอายุ ที่จะเข้าวัดประจำเสียมากกว่า ไม่มีการบังคับ ไปบางบ้างไม่ไปวัดบ้างไม่มีใครว่า หรือว่าก็ไม่ไป เพราะยังไม่แก่ ไม่แก่ฉันไม่ไปวัด ใจไม่พร้อมกิจกรรมทางพุทธ พระสงฆ์ปฏิบัติ มากกว่าคนธรรมดา หรือไปเพราะมีงานประเพณีฯเท่านั้นเพราะใช้สถานที่ของวัด ก็ต้องเข้าวัด การเต็มใจไปวัดจึงมีเพียงส่วนน้อยมากของคนไทยทุกวัย และการปฏิบัติโดยรวมแค่ ศีล 5 ข้อยังทำไม่ได้ ทุกศาสนาสอนให้เป็นคนดี และดีทุกศาสนา แต่การปฏิบัติต่างกันมากในสิ่งที่ใช้ในชีวิตประจำวัน คนไทยตามใจฉันเป็นส่วนใหญ่ ไม่มีกฏระเบียบเกี่ยวกับศาสนา ถึงมีก็ไม่ปฏิบัติ
เด็กๆหรือทุกวัย ของคริสต์ และอิสลามเท่าที่พี่ดาทราบ หากไปปฏิบัติเข้าโบสถ์ ไปสุเหร่า ประจำ จะเป็นเด็กดีปฏิบัติตัวดี สิ่งที่ไม่ดีจะไม่นำเข้าตัว ดูอบอุ่นเมื่อได้พบกันทุกๆสัปดาห์ การสอนสิ่งดีๆแล้วเชื่อและปฏิบัติได้น่าชื่นชมมาก แต่เด็กไทยมีส่วนน้อยมากที่จะเข้าวัดปฏิบัติตัวดีตามศาสนาพุทธที่กำหนดไว้ และไม่มีการกำหนดเลยที่ทุกสัปดาห์พบปะกันอย่างสม่ำเสมอ เช่นคริสต์และอิสลามมีกำหนดพบกันทุกสัปดาห์ 1 วัน
อาจจะมีข้อเสียอย่างมากคือ ผู้ใหญ่ไม่เป็นตัวอย่างที่ปฏิบัติตัวตามที่ศาสนาพุทธกำหนดเช่นศีล 5 ข้อ มีผู้ใหญ่เพียงน้อยมากที่ทำได้ แม้แต่พระบางรูปก็ทำไม่ได้ก็มี แล้วจะให้เด็กๆปฏิบัติได้หรือ ตัวอย่างไม่ดีมีมากทีเดียว สุรา งานไหนงานนั้น พูดโกหก ฆ่าสัตว์ ขโมย ผิดสามีผิดภรรยา 5 ข้อนี้ มีสักกี่คนที่ทำได้ ยิ่งเดียวนี้ เด็กๆดื่มเหล้า เบียร์ ตั้งแต่อายุน้อยๆ น่ากลัวมากทั้งหญิงและชาย เพราะอะไรล่ะ ก็เพราะผู้ใหญ่ ที่อยู่ใกล้ตัวเด็ก และสื่อต่างๆที่ออกให้เห็น มีให้น่าลอง...เลียนแบบ....อยู่ตลอดเวลา.........เอ่ยไปก็เท่านั้นนะคะ ทำใจค่ะ คนไทยสบายที่สุดในโลก ค่ะ
คนที่มางานต้องดัง ครับเห็นบ่อยๆ
*** ไปทำบุญที่วัดเมื่อเช้านี้ค่ะ เพื่อสืบสาน- ส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมที่ช่วยจรรโลงประเพณีปฏิบัติอันดีงามของพุทธศาสนาตามหน้าที่ของศาสนิกชนที่ดี.... ขอบคุณนะคะที่ช่วยเผยแพร่-ประชาสัมพันธ์สาระสำคัญของพุทธปัญญา ฯลฯ ***

ลูกสาวป๊ะอิ่มบุญเลยนะ
ขอแสดงความยินดีเนื่องในวันสำคัญทางศาสนาครับ
อ่านแล้ว มีความรู้สึกเห็นด้วยหลายประการ เช่น
ครับผม
ขอบุญรักษา คุณเบดูอินและครอบครัว ให้มีความสุขมากๆนะคะ..
ขอบพระคุณมากๆครับ