เท่าทันสื่อ

เมื่อสองสามวันก่อน มีโอกาสเข้าฟังการสนทนาในหัวข้อ media literacy หรือมีคนแปลว่า "เท่าทันสื่อ" ก็เกิดความคิด ความรู้สึกหลายประการ

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม เราสามารถขอหยิบยืมสิ่งที่เราขาด สิ่งที่เราไม่มี แต่จำเป็นในชีวิต มาจากคนรอบข้าง สิ่งแวดล้อม ทั้งมีและไม่มีชีวิตได้ตลอดเวลา เอามาทำให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทำให้สามารถทำในสิ่งที่อยากทำ มีในสิ่งที่อยากมี และบางทีก็ได้เป็นในส่ิงที่อยากจะเป็น และทำให้เรามองเห็นความสำคัญของ "ประสาทสัมผัส การรับรู้" ของเราเพิ่มมากขึ้นเยอะ เพราะหากปราศจากซึ่งประสาทสัมผัสเหล่านี้ เราก็จะไม่มีกลไกใดๆในการจะดำเนินชีวิตแบบสัตว์สังคมได้เลย

ในยุคปัจจุบัน เรายังได้ทำลายกำแพงทางกายภาพ ภูมิศาสตร์ ที่ขวางกั้นการรับรู้สิ่งแวดล้อมที่อยู่ห่างไกลออกไปได้สำเร็จ ด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารในยุคนี้ ที่ล้ำหน้ากว่าแต่ก่อนอย่างเกินจินตนาการ ไม่เพียงเฉพาะแค่เรื่องวิชาการ ความรู้ แต่การเชื่อมต่อสอดประสานของวัฒนธรรมประเพณีผ่านช่องทางเชื่อมเหล่านี้ ทำให้เกิดกำลังขับเคลื่อนไปสู่สมดุลของสังคมยุคใหม่อย่างรวดเร็วและไม่หยุดยั้ง

"สื่อ" จึงไม่ได้เป็นแค่ของฟุ่มเฟือยหรือเพียงแค่เครื่องอำนวยความสะดวกอีกต่อไป แต่เป็นทั้งหนทาง มรรคา และตัว "สร้างกำหนด" วัฒนธรรมใหม่ ประเพณีใหม่ ภาษาใหม่ ไปจนถึงวิถีชีวิตใหม่ ที่โครงสร้างเหล่านี้กำลังกลายเป็นแกนโครงสร้างหลักอีกรูปแบบหนึ่ง

แน่นอนที่สุด ของอะไรก็ตามที่มาใหม่ๆ ก็ต้องการการ "ปรับตัว" ของคนที่อยู่ในระบบ การปรับตัวที่ว่านี้ก็จะมีหลายระดับ ขึ้นกับ compliance ของแต่ละปััจเจกว่า พร้อมในการเผชิญหน้ากับ unknown มากน้อยแค่ไหน มีความคุ้นชินกับ "ส่ิงที่ไม่รู้" ได้รวดเร็วเพียงใด และ "ตัวตนเดิม" ของตนเองนั้น มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงได้ขนาดไหนด้วย

Howard Gardner ได้กล่าวถึง Five Minds for the Future หรือสภาวะจิตที่จำเป็นในอนาคต ได้แก่ Disciplinary mind, Synthesizing mind, Creative mind, Ethical mind และ Respectful mind ในสองประการหลังเป็นประเด็นที่จะต้องใช้โดยตรง เพื่อการเผชิญหน้ากับสิ่งแวดล้อมที่แตกต่าง วัฒนธรรม ความเชื่อ และคุณค่าที่แตกต่างที่กำลังถูกนำมาอยู่ใกล้ชิดกันอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในอดีต

ปรากฏว่าในคนที่ไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน เมื่อเจอกระแสข้อมูลข่าวสาร ทั้งในปริมาณและคุณภาพมากมายมหาศาล ไม่สามารถที่จะ "process" หรือจัดการได้อย่างดีพอ ก็จะถูกกระแสสื่อใหม่นี้โหมกระหน่ำแบบตั้งตัวไม่ทัน ไม่สามารถที่จะ ride หรือขับขี่กระแส หากแต่กลายเป็น "ถูกพัดพาไปตามกระแส" แทน คนกลุ่มนี้ก็จะกลายเป็น victim หรือผู้รับเคราะห์ไปท่ามกลางคลื่นกระแสแห่งข้อมูลของยุคนี้

นี่จึงกลายเป็นที่มาของหัวข้อ Media Literacy หรือ "เท่าทันสื่อ" นั่นเอง

มีสิ่งสำคัญในการที่คนเราจะเสพ รับรู้สื่อ แต่อาจจะไม่ได้ตระหนักและทำให้เกิดผลเสียได้อย่างขาดไม่ถึง ก็คือ "ธรรมชาติ ที่มาของสื่อ" แต่ละชนิด ที่แตกต่างกัน สื่อบางประเภท เป็นสื่อสาธารณะ ที่มีองค์กรรัฐรับผิดชอบดูแล แต่สื่อบางประเภท ก็มาจากองค์กรอิสระ ที่รวมถึงเป็น profit-making organization หรือองค์กรแสวงหาผลกำไร เป็นการประกอบอาชีพทำมาหากิน เหมือนๆกับองค์กรค้าขายทั่วๆไป แต่แทนที่จะขายของ ก็ขายข่าวแทน

เราพึงตระหนักรู้ว่า สื่อที่เรากำลังเสพอยู่นี้ เป็นสื่อประเภทใด อะไรคือ The Source หรือวิสัยทัศน์ของการมีหน่วยงานนี้แต่แรกเริ่ม เพราะถ้าเป็นองค์กรแสวงหาผลกำไร การนำเสนออาจจะมี hidden agenda หรือวัตถุประสงค์แฝงเพื่อเป็นการเปิดโอกาส หรือแผ้วทางการหากำไร ให้แก่ผู้ใดผู้หนึ่ง แต่ไม่ได้เน้นการนำเสนอข่าวที่เป็นกลาง หรือยิ่งไปกว่านั้นคือ หากสื่อนี้เป็นองค์กร หรือหน่วยงานที่ manipulate หรือควบคุมกระแสข่าวสาร เพื่อประโยชน์ของคนกลุ่มเดียว การจะเสพสื่อยิ่งต้องอาศัยสติ ปัญญา การใคร่ครวญแยกแยะมากย่ิงขึ้น

เมื่อไม่กี่ปีมานี้ มีภาพยนต์เจมส์ บอนด์ ตอน The World is not Enough ที่ตัวร้ายเป็น media mogul หรือเจ้าพ่อขายสื่อทำข่าว แสดงให้เห็นถึงอำนาจมหาศาล ที่สื่ออาจจะดำเนินการกระทำต่อสังคมได้อย่างเหมือนจริงมากๆ (ที่จริง อาจจะเป็นเรื่องจริงก็ยังได้) มีการกระทำตั้งแต่เป็นตัว "สร้างข่าว" ขึ้นมาเอง เพื่อที่สำนักพิมพ์ของตนเองสามารถ "ทำข่าว" ได้รวดเร็ว (ตั้งแต่ก่อนมีข่าวซะอีก ก็เพราะเป็นคนสร้างข่าวเอง) สร้างกระแส ปั่นหุ้น กระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกของสังคมไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งตลอดเวลา

และในยุคนี้นี่เอง คนเราถูก empower ให้สามารถแสดงความคิด ความรู้สึก ความเห็น และตีพิมพ์สู่สาธารณะได้ง่ายดายกว่าแต่ก่อนมาก การส่ง mass email สามารถเข้าถึง "ตู้ไปรษณีย์" ส่วนตัวของคนทั่วโลกเพียงแค่ปลายนิ้วคลิ้ก หรือเดี๋ยวนี้มีเครื่องมือ social network มากมาย อาทิ facebook HI5 tweeter blogs message-board etc ที่ความเห็นส่วนตัวของเรา ความรู้สึก หรืออะไรก็ได้ ที่เราตีพิมพ์ลงไป จะมีคนมาอ่านนับหมื่น แสน ล้านคนในพริบตา

การ "เสพสื่อ" กลายเป็นสิ่งเสพติด ไม่เพียงแค่เพื่อ "รู้" เท่านั้น บางทีก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของ status ทางสังคม ที่คนเราแสวงหาต้นทุน ว่าฉันก็รู้เรื่องนี้ รู้มากกว่าแกอีก หรือรู้ถูกต้องกว่าแกอีก ที่แกรู้มาน่ะผิด หรือล้าสมัยกว่าที่ฉันรู้ ข่าวสารธรรมดาๆที่นำเสนอแบบแต่ก่อน ก็ดูจะตื่นเต้นน่าสนใจน้อยลง ทำให้ต้่องมีการใช้ "ภาษาพิเศษ" วิธีการพิเศษ เพิ่มภาพ เพิ่มเสียง เพ่ิมเพลง เพิ่มอารมณ์ลงไปมากขึ้น และเหมือนสิ่งเสพติดทุกชนิด เช่น เหล่้า บุหรี่ ชา กาแฟ คนเราก็จะรู้สึก "ด้าน" เร็ว ต้องการแรงขึ้น มากขึ้น ถี่ขึ้น ถึงจะถึง level ความพึงพอใจเดิมได้ ก็ไม่แปลกอะไรที่เราจะพบว่าภาษาสื่อในปัจจุบัน มันจะลงไปกเฬวรากมากขึ้นๆ

จนเดี๋ยวนี้โปรแกรมข่าวธรรมดาๆ อย่างข่าวพยากรณ์อากาศ ก็ยังต้องมีเทคโนโลยีหวือหวา มี presenters สวยหล่อเท่ห์มาช่วยขายข่าวฝนตกขี้หมูไหล!!

และบางที จนเราก็ไม่รู้ตัวเองว่า ที่แท้ ณ ขณะนั้น เราเองที่ทำหน้าที่เป็น "สื่อ" เองด้วย!!

เราไม่ได้มีอ ำนาจแค่เสพสื่ออย่างเดียวอีกต่อไป ด้วยเครื่องมือในปัจจุบัน ไม่ต้องใช้ต้นทุนอะไรมากมาย เราสามารถกลายเป็น "เจ้าของสื่อ" ไปได้อย่างง่ายดาย ขายความคิด ส่งต่อความเห็น กระตุ่้นอารมณ์ความรู้สึกของ mass public ทั้งหมดนี้เป็นไปได้อย่างไม่ได้ลำบากอะไรเลย

เมื่อคิดคำนึงถึงตอนนี้ ผมก็เกิดสรุปได้ว่า สงสัยเราจะไม่ได้ต้องการเพียงแค่ media literacy หรือการ "เท่าทันสื่อ" เท่านั้นเสียแล้ว

ที่เราต้องการมากกว่าใดๆทั้งสิ้นน่าจะเป็น Self Literacy หรือการ "เท่าทันตนเอง" มากที่สุด!!