เมื่อเช้าตื่นมาประมาณตีสาม จัดแจงโทรเรียกรถ Taxi เพื่อมุ่งไปสนามบินสุวรรณภูมิ หลังจากเตรียมของเรียบร้อยอาบน้ำแล้วก็ขึ้นรถ ระหว่างนั่งหายใจเงียบ ๆ ไม่ปรารถนาการพูดคุย แต่ก็เห็นความพยายามของคนขับที่อยากคุย ทำให้ย้อนเห็ยตนเองเวลาที่แสดงความพยายามดูแลผู้อื่นจนบางครั้งมากเกินไป อย่างที่ครูเคยถามว่า

“เหนื่อยไหม ไม่ต้องพยายามร่าเริงก็ได้”

ตอนแรก ๆ หนูก็ไม่ค่อยเข้าใจ แต่พอเห็นการแสดงออกของพี่คนขับ จากที่ไม่ได้พูด ก็จะมีเสียงถอนหายใจ เคาะนิ้ว ใจหนูตอบสนองว่า

“เป็นสภาวะบีบคั้นภายในทำให้แสดงออกแบบนี้ แล้วอยู่ดี ๆ ก็มีเสียงว่า “อย่ามัวแต่ดูคนอื่น ดูตัวเองซิ”

จึงได้ย้อนมาที่ลมหายใจ แล้วก็ระลึกถึงคำครูว่า

 “จะทำอะไรต้องเช็คศีลก่อน ไม่ใช่ทำผิดไปแล้ว แล้วค่อยมาจับผิดตนเอง นี่ก็ไปตัดสินเขา คิดเรื่องเขา ผิดศีลข้อ ๑”

พอไปถึงสนามบิน ตรวจเช็คความเรียบร้อย ไม่นานก็เปิดให้เช็คอิน จึงโหลดของแล้วก็เข้าไปด้านใน ช่องทางที่จะขึ้นเครื่องคือ A1B ตอนแรกเข้าไปนั่งรอในจุดที่ไม่ค่อยมีคนมากนัก แต่พอใกล้ ๆ เวลาก็ไปอยู่ในบริเวณที่รอเรียกขึ้น เราต้องขึ้นรถ cobus ไปเพื่อไปที่เรือบินอีกที ในรถหนาวมาก แต่อากาศนอกรถกำลังดีจังหวะก้าวออกจากรถรอเดินขึ้น ท้องฟ้าสว่างสดใสสวยงาม อยากจะหยิบมือถือขึ้นมาเก็บภาพ ไม่นานเรือบินก็เครื่องขึ้นฟ้าเช้านี้อากาศดี แม้จะไม่ได้ที่นั่งติดหน้าต่างเสียทีเดียวแต่ก็พอมองเห็นบ้าง ฟ้าเปิดโปร่ง มีเมฆลอยอยู่เล็กน้อยแต่ก็งดงาม หนูงีบหลับไปพักหนึ่งแล้วก็มาตื่นตอนที่เสริฟกาแฟ ค่อยรู้สึกสบายขึ้น มองออกไปนอกหน้าต่างเห็นภูเขาเป็นลูก ๆ บ้านเรือนเหมือนเป็นภาพจำลองของพื้นที่ เหมือนเป็นเมืองจำลอง ใจนึกย้อนถึงห้องทดลอง

“รึเราจะเป็นหนึ่งในสัตว์ทดลอง ที่มีศักยภาพในการสร้างสรรค์อะไรได้ แล้วใครมาสังเกตการณ์อีกที”

แล้วก็มีเสียงว่า

“เฮ้ย อย่าฟุ้งซ่านไม่มีประโยชน์ก็อย่าไปเสียเวลา”

นั่งหายใจกับการดูเมฆไปเรื่อย ก็แว๊บคิดถึงว่า “ต้องไปรับรถ”

เกิดภาพนึกย้อนที่มาของเงินในการซื้อรถในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งได้จากพ่อแม่ ส่วนหนึ่งได้จาก เงินเดือนที่เป็นภาษีประชาชน และภารกิจแรก ๆ ที่จะได้ทำคือ ตอบแทนพระคุณโรงเรียนแล้วก็มีเสียงสรุปรวบยอดว่า

“รถคันนี้มาเพื่อทำหน้าที่รับใช้ครอบครัว รับใช้ประชาชน และตอบแทนพระคุณทุกสรรพสิ่ง”

เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นภายในตน ถึงที่มาที่ไปของเงินที่ใช้ในการซื้อรถ รวมถึงภารกิจที่จะปฏิบัติค่ะครู

พอถึงสนามบินขอนแก่น โทรเรียก TAXI ระหว่างรอก็โทรหาพ่อ

พอTAXI มาถึงเป็นรถรุ่นที่กำลังจะไปซื้อเลยค่ะ New Lancer M/T แปลกมาก ๆ

ระหว่างนั่งจึงคุยกับคนขับ ฟังเขาเล่าประสบการณ์การใช้งานมาในช่วงสองเดือน

 

พอถึงบ้าน ดอกไม้หน้าบ้านที่ปลูกไว้บานสดใสสีแดง สีชมพูสวยงาม ก่อนไปประชุมบานแค่ดอกเดียว แต่กลับมาครานี้บานกระจายทั่วทั้งแปลงเลยค่ะครู แล้วหนูก็โทรไปสอบถามงานที่ทำงาน แล้วค่อยอาบน้ำแต่งตัวแวะไปที่ทำงาน แล้วก็ขับรถไปที่ศูนย์มิตซู แม้จะรู้สึกเพลีย ๆ บ้างแต่ก็ทำทุกอย่างตามที่ตั้งใจไว้ ไปรับรถใหม่ แล้วก็ขับไปกราบพระที่วัดหลวงพ่อ ระหว่างทางก็ระลึกว่า

“ขอโอกาสใช้รถคันนี้เป็นเครื่องมือในการสั่งสมบารมี เพื่อให้ถึงที่สุดแห่งการเกิด”

 แล้วก็เข้ามาเคลียร์งาน ทำความเข้าใจบทบาทที่ต้องรับผิดชอบในวันประชุม เล่าเรื่องแลกเปลี่ยนความประทับจากการไปประชุม R2R พี่ ๆ ตอบรับดี อยากให้จัดชั่วโมงในการเล่าสู่กันฟัง หนูรู้สึกยินดีที่พี่ ๆ ให้การตอบรับ ประกายขแงแววตาแต่ละคนดูมีหวัง และก็อยากลองเรียนรู้ R2R บ้าง ไม่รู้ซิค่ะครู เพียงเท่านี้ก็รู้สึกชื่นใจ

 

เที่ยง ๆไปทานส้มตำกับพี่ ๆที่ทำงานแล้วก็ขออนุญาตกลับบ้าน โดยความตั้งใจคือ พารถไปหาคนในครอบครัว เพราะรับรู้ได้ว่า “ท่านรอคอย” ขับไปเรื่อย ๆ ต้องหมั่นควบคุมความเร็วเพราะ Run in จึงขับประมาณหกสิบถึงแปดสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง หนูลองเติมน้ำมันเต็มถัง และ NGV เต็มถังที่ปั้มนอกสุด ขับมาเรื่อย ๆ จนถึงบ้าน จากทั้งหมดสี่ขีด เหลือหนึ่งขีด อ้อตอนเติมน้ำมันลิตรละประมาณสามสิบห้าบาทหมดไปพันกว่า ๆ และเติมแก๊สไปอีก สามสิบบาท ลองขับแก๊สมาจนถึงบ้านรวม ๆ จากปั้มประมาณหนึ่งร้อยสามสิบกิโลเมตร ก็ถือว่า ประหยัด แต่ก็ยังคำนวณยอดสุทธิไม่ได้ แต่ก็ยอมรับว่าลดค่าใช้จ่ายไปเยอะค่ะ

                มาถึงบ้าน เพราะฝนตกตลอดทาง แม้กระทั่งที่บ้านเอง พ่อ แม่ พี่สาว พี่เขยมานั่งรวมกันหน้าร้าน แล้วก็ทำความเข้าใจ พ่อเตรียมน้ำอบและใบยอ เอาไว้พรมรถ ทุกคนดูเบิกบานสนุกสนาน พาหลาน ๆ นั่ง แต่หนูก็ยังไม่ค่อยชินค่ะ ดับตอนออกตัวเกียร์หนึ่งบ่อย ๆ

                แต่สุดท้ายก็ลงตัวด้วยวิถีและความตั้งใจ เพียงคนในครอบครัวไม่ทุกข์ และเบิกบานแจ่มใส เพียงเท่านี้ความอ่อนล้า ความอ่อนเพลียก็บรรเทาด้วยปีติที่เกิดขึ้น

กราบขอบพระคุณครูค่ะ