แมวเก้าชีวิต
สวัสดีครับ หลายท่านที่เคยแวะเข้ามาอ่านบันทึกบ่อย ๆ อาจจะสังเกตว่าว่าผมจะเขียนเรื่องที่มักเกี่ยวกับแมกไม้ สายธารไปเสียส่วนใหญ่ บางคนอาจมองว่าเพ้อฝัน ช่างจินตนาการเกินไป แต่จริง ๆ แล้วผมอยากให้เรา ๆ ท่าน ๆ ช่วยกันดูแลรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมครับ โดยจะเน้นที่ไปต้นไม้ โดยเฉพาะท่านใดที่มีที่มีทางก็อยากให้ช่วยกันปลูกต้นไม้มาก ๆ ยิ่งปลูกยิ่งดี เพราะต้นไม้คือเพื่อนชีวิต เจ้าช่วยดูดอากาศพิษแทนข้าอะไรทำนองนี้ โดยเฉพาะในปัจจุบันเราประสบกับภาวะโรคร้อน สภาวะอากาศของโลกเปลี่ยนแปลงค่อนข้างรุนแรง ร้อนก็ร้อนมาก หนาวก็หนาวมาก ประเทศที่ไม่น่ามีหิมะตกก็ตก เช่น ล่าสุดก็มีข่าวหิมะตกในเมืองบูเอโนส ไอเรส เมืองหลวงของอาร์เจนตินา ซึ่งมีหิมะตกเป็นครั้งแรกในรอบ 89 ปี ทำให้บางคนเกิดมาจนเข้าวัยแย้มฝาโลงก็พึ่งเคยเห็นก็คราวนี้ แต่ก็ไม่แน่นะครับประเทศไทยเราเองก็อาจเห็นหิมะตกก็เป็นได้ ต่อไปอาจไม่ต้องเดินทางไปดูป่าหิมะถึงต่างประเทศให้เสียเงินเสียเวลา
ดังนั้นผมก็เลยไม่ค่อยได้เขียนเรื่องเกี่ยวกับสัตว์สักเท่าไร ทั้งที่ความจริงเป็นตนเองก็เป็นคนรักสัตว์คนหนึ่งครับ ดังนั้นเพื่อไม่ให้เจ้าสี่ขา สองขาที่น่ารักน้อยใจ ครั้งนี้เลยจะเขียนถึงบ้าง สัตว์ที่ว่านี้ก็คือ แมว นั่นเองครับ สมัยตอนเป็นเด็กคุณยายบอกว่าถ้าใครฆ่าแมวก็เหมือนกับฆ่าพระองค์หนึ่ง เท็จจริงเป็นอย่างไรก็ไม่ทราบเหมือนกัน แต่แมวนี่ก็เก่งน่าดูนะครับ เป็นสัตว์ที่อึด ไม่ตายง่าย ๆ ไม่งั้นคงไม่มีฉายา “แมวเก้าชีวิต” หรอกครับ เห็นมาคลอเคลียกับเราดูเหมือนแสนเชื่อง แต่ขอเวลาจะปีนป่ายก็คล่องแคล่วเงียบกริบ ไม่งั้นเขาคงไม่เรียกพวกที่แอบตัดช่อง ย่องเบา ยกเค้า ขโมยของชาวบ้านว่า “ตีนแมว” หรอกครับ ดังนั้นเวลาถ้าจะตีแมว ถ้าต้องการจะตีให้ถูกจะต้องปิดประตูตีจึงจะตีได้ แต่ถ้าจะไล่ตีโล่ง ๆ เห็นทีจะยากครับ ดีไม่ดีคนไล่ตีนอกจากจะตีไม่ถูกแล้ว อาจหกคะเมน หัวคะมำ แถมซ้ำยังได้แผลอีก (ไม่รู้ว่าเป็นบาปที่ไล่ตีหรือเปล่า) แต่จริง ๆ แล้ว คงไม่มีใครคิดอุตริไปปิดประตูตีแมวหรอกครับ เพราะออกจะน่ารัก น่าเลี้ยงขนาดนั้น บางตัวราคาแพงเป็นแสน ๆ ถ้ามีลักษณะถูกต้องตามตำราแมวมงคล แต่เรามักใช้เป็นคำเปรียบเทียบ คือการรังแกคนที่ไม่มีทางสู้หรือไม่มีทางหนีรอดไปได้ แต่ก็ไม่แน่เสมอไปครับ แมวอาจไม่ยอมให้ตีง่าย ๆ ก็เป็นได้ เพราะโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน ดังเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ครับ
สมัยก่อนที่ทำงานเวลาที่หัวหน้าจะเรียกผู้ใต้บังคับบัญชาเข้าไปสอบถาม ว่ากล่าว ตักเตือน สั่งสอน ก็มักจะเรียกเข้าไปพบเป็นกรณีส่วนตัวแล้วปิดประตูพูดคุยกัน ซึ่งเรามักเรียกว่า "เข้าห้องเย็น" ยิ่งหัวหน้าดุมากเท่าไหร่ ห้องก็ยิ่งเย็นยะเยือกลงเท่านั้น คิดว่าเข้าไปแล้วไม่มีทางรอดตายแหงแน่นอน เตรียมเก็บร่างไปประกอบพิธีได้เลยอะไรทำนองนี้ ทั้งที่จริงคนที่ถูกเรียกเข้าห้องเย็น จิตใจอาจกระวนกระวาย ร้อนรุ่ม เต้นตุ้ม ๆ ต่อม ๆ ไม่เป็นจังหวะ เรียกว่าร้อนในใจ แต่กายเย็นเฉียบ ซึ่งถ้าเปลี่ยนชื่อจากห้องเย็นมาเป็นห้องร้อนก็คงไม่ผิด แต่มาถึงสมัยนี้ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือลูกน้องที่ผมกล่าวถึง เธอเป็นสตรีที่ช่างแสนกล้า เพราะเป็นคนที่ตรงไปตรงมา ไม่ยอมคน ชนเป็นชน เสียเป็นเสีย แต่ไม่ถึงกับตายเป็นตายครับ แม้หัวหน้าจะดุขนาดไหนก็ไม่ประหวั่นพรั่นพรึง ดังนั้น วันหนึ่งในขณะที่เธอกำลังทำงานยุ่ง ๆ อยู่นั้น จู่ ๆ ก็มีเพื่อนร่วมงานบอกว่าให้ไปเข้าพบกับหัวหน้าที่ห้องด่วนเพื่อพูดคุยด้วยเรื่องบางอย่างท่าทางซีเรียส งานก็ยุ่งอยุ่แล้ว หัวหน้าก็ยังขอมายุ่งด้วยอีก แต่ด้วยคำสั่งที่ต้องไปพบเดี๋ยวนั้น ก็ทำให้ไม่เธอสามารถขัดคำสั่งได้ เวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมงหลังจากที่เธอเข้าไปพบกับหัวหน้าสองต่อสองในห้อง ท่ามกลางบรรดาสายตาเพื่อนร่วมงานหลายคู่ ที่ลุ้นคอยชะเง้อชะแง้มองไปที่ประตู ว่าเมื่อประตูเปิดออกมาเธอผู้กล้าจะออกมาในลักษณะใด หลังจากที่หัวหน้ารียกเข้าห้องเย็น เพราะปกติคนที่ออกจากห้องเย็นจะหน้าซีด ๆ ยิ้มเจื่อน ๆ คอตกนิด ๆ แล้วเพื่อน ๆ ก็มักเข้าไปจับมือบีบแล้วพูดให้กำลังใจว่า “ไม่เป็นไร” อะไรทำนองนี้ใช่ไหมครับ แต่ผิดถนัดครับเพราะเธอออกด้วยท่าทีมั่นใจ อย่างไม่สะทกสะท้าน สะเทือนแถมยังมีรอยยิ้มเล็กๆ อีกต่างหาก ส่วนหัวหน้านั้นเล่า เงียบไม่มีเสียงลอดออกมาจากห้องแต่ไม่ต้องกลัวนะครับว่าหัวหน้าจะเป็นอย่างไรเพียงแต่ไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดีเท่านั้น ได้ยินแต่เสียงหญิงกล้าของเราพูดกับเพื่อนร่วมงานว่า “เห็นมั้ย คิดที่จะปิดประตูตีแมว แล้วเป็นอย่างไรสุดท้ายก็ถูกแมวตี”
ฟังแล้วก็ได้ข้อคิดครับว่า แมวนั้นน่ารัก มีเก้าชีวิต อย่าคิดตี ดีไม่ดี จะถูกแมวตีเอา........จึงขอฝากโดยเฉพาะท่านหัวหน้าที่รักทั้งหลาย โปรดสร้างบรรยากาศในการทำงานที่ดีกับลูกน้อง เพราะลูกน้องคือผู้นำนโยบายไปปฏิบัติ ถ้าลูกน้องร่วมใจไม่ขยับ นโยบายหรือจะเขยื้อน จึงควรส่งเสริมให้กำลังใจให้มาก อย่าสร้างบรรยากาศแบบปิดประตูตีแมว เพราะโลกปลี่ยนไป ปิดประตูตีแมวสมัยนี้ไม่เข้าทีหรอกครับ

คุณชำนาญนะคุณชำนาญ อุตส่าห์ตามอ่านจนได้สำนวนเกี่ยวกับแมวก็มาก ไหงลงท้ายด้วยการสอนผู้บริหารเสียนี่ สงสัยจะต้อง "โดนแมวข่วน"
สวัสดีค่ะ
ช่างคล้ายๆกับพี่เสียนี่กระไร หมายถึงความเป็นตัวตนของลูกน้องหญิงคนนั้น ถ้าอยู่ร่วมงานด้วยจะขอจับมือสักที เพราะพี่ชอบคนลักษณะแบบนี้ จะได้ร่วมมือร่วมใจกันปิดประตู...สู้ หรือข่วนเหมือนครูหยุยว่ามา อิ อิ
มีความสุขกั๋บก๋านกั๋บงานเน้อเจ้า...
..อ่านแล้วชอบใจ..คิดถึง..ศรีธนนชัย...กับแมวดิ้นตาย...อะอาๆๆ...สวัสดี..ยายธีเจ้าค่ะ
เอ่อ ครูคิม ครับ
ลำบากนะนั่น ผู้บริหาร จัดการอย่างไรหล่ะครับนี้น ถึงเหลืออยู่แค่นั้น
ถ้าคิดว่า ผู้บริหารมีอำนาจเป็นใหญ่ ก็ไม่ได้ ตลอดไปหรอกครับ
ฮืมมม ....
สวัสดีค่ะ
สวัสดีครับคุณมนัสนันท์
- คุยกันพูดกันดี ๆ การถูกตีคงไม่เกิดขึ้นครับ
- ที่ทำงานที่มีแต่ความรัก ก็จักน่าอยู่น่าทำงาน ยินดีที่แวะเข้ามาทักทายครับ
สวัสดีค่ะน้องชำนาญ
มาเรียนรู้ด้วยคนค่ะ
ตอนนี้น้องเราเก่งขึ้นมาก บันทึกน่าอ่านค่ะ
ขอบคุณ คุณชำนาญ
ที่แวะเข้าไปทักทายกัน
ผมเป็นสมาชิกใหม่ ได้กำลังใจ
ได้ข้อคิด ได้มิตรภาพ จากพี่น้อง
ชาว G2K มีพลังในการทำงาน
เพิ่มขึ้นเยอะเลยตรับ
ขอบคุณจริงๆครับ
หนุ่มตุ้ย
555 เหนือฟ้าก็ยังมีฟ้า ใครจะอยู่ค้ำฟ้า ซักวันเซียนจะโดน เซียนปราบเซียน
ท่านช่างเข้าใจเปรียบเปรย การที่คิดว่าปิดประตูตีแมวแล้วจะจัดการแมวได้ ทุกวันนี้สถานการณ์มันเปลี่ยนแปลงไป ถ้าผู้บริหารไม่เอาแต่ใจตนเอง และไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นบ้าง ซักวัน ปิดประตูตีแมวไม่สำเร็จหรอกคะ ทุกวันนี้ แมวทั้งสวย ทั้งเก่ง ไม่เหมือนแมวสมัยโบราณแล้วนะคะ
-ขอบคุณท่านมากนะคะ ที่เข้าไปเยี่ยมอ่าน หลายวันแล้ว แต่ยุ่งด้วยเลี้ยงหลาน มาเป็นลูก หาพี่เลี้ยงมาให้ เขาไม่ยอมรับ อยู่หลายวัน พึ่งเข้ากันได้คะ แล้วจะหมั่นมาเยี่ยมนะคะ ทางที่ดี ไปเยี่ยมสุก่อนนะคะ แล้วจะตามมาคะ
-ขึ้นต้นว่าด้วยภาวะโลกไม่สมดุล ต่อมาเป็นแมว ต่อมา เป็นแมวไม่ดิ้นตาย
-ด้วยเวลามีจำกัด เลยไปเยี่ยมคืนแต่ผู้มาเยี่ยมเท่านั้นคะ
-คนอื่นก็ส่งใจไปเท่านั้นคะ
http://gotoknow.org/blog/rangaai/371719 เชิญชมบทความ ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมที่สวยงาม นับวันจะหมดไป อากาศนับวันจะร้อนขึ้น พร้อมภาพเด็ดๆๆคะ
สวัสดีค่ะ