ผมขออนุญาต ศ. ดร. ภาวิช ทองโรจน์ ขอนำบทความของท่านมาลงเผยแพร่ดังต่อไปนี้
สภามหาวิทยาลัยกับหลักการบรรษัทภิบาล1
ศาสตราจารย์ ดร.ภาวิช ทองโรจน์
รองประธานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏกาฬสินธุ์ และ มหาวิทยาลัยนครพนม
อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา
อธิการบดีเกียรติคุณมหาวิทยาลัยมหาสารคาม
อดีตคณบดีคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Email: [email protected]
เมื่อพิจารณาบทบาทของสภามหาวิทยาลัย เราอาจนึกถึงอำนาจและหน้าที่ ที่ถูกกำหนดไว้ในกฎหมายที่เกี่ยวข้องในแต่ละกรณี เช่น ในพระราชบัญญัติของมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่เป็นของรัฐ และพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน เป็นต้น ซึ่งจะมีการรวบรวมขึ้นมาเป็นมาตราหนึ่งของกฎหมายโดยเฉพาะ มีสาระสำคัญที่แสดงถึงหลักการแห่งอำนาจหน้าที่นั้นโดยรวม ว่า สภามหาวิทยาลัยมีหน้าที่ในการ “ควบคุมดูแล” กิจการทั่วไปของมหาวิทยาลัย โดยวิธีการควบคุมดูแลนั้น ได้ประมวลไว้เป็นข้อๆ ในมาตรานั้น รวมแล้วจะมีประมาณยี่สิบข้อ นอกไปจากนั้น สภามหาวิทยาลัยยังมีอำนาจหน้าที่นอกเหนือไปจากที่กำหนดในมาตราหลักนี้ ที่ไปปรากฏสอดแทรกอยู่ในส่วนต่างๆ ของกฎหมายฉบับเดียวกัน รวมทั้งบทบาทหน้าที่เพิ่มเติมบางส่วนยังไปมีระบุไว้ในกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกด้วย เช่น พระราชบัญญัติข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ที่ระบุว่า สภามหาวิทยาลัยมีหน้าที่ในการบริหารบุคคลของมหาวิทยาลัยของรัฐด้วย และที่เพิ่มเติมขึ้นไปจากนั้น คือในกระบวนการควบคุมดูแลในส่วนอื่นๆ ยังเลี่ยงไม่พ้นที่สภามหาวิทยาลัยจะต้องมีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการบริหารกิจการบ้านเมืองอีกหลายฉบับ ที่มหาวิทยาลัยมักมีโอกาสเข้าข่ายที่จะต้องอยู่ภายใต้บังคับในแต่ละกรณีด้วย เช่น กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในกรณีที่มหาวิทยาลัยต้องทำนิติกรรมสัญญาต่างๆ หรือกฎหมายที่ควบคุมพฤติกรรมของทั้งส่วนของมหาวิทยาลัยในฐานะนิติบุคคล และผู้บริหารมหาวิทยาลัยในฐานะบุคคลด้วย เช่น กฎหมายอาญา กฎหมายว่าด้วยการปกครอง กฎหมายแรงงาน หรือ กฎหมายเกี่ยวกับการทุจริตประพฤติมิชอบด้านต่างๆ
อย่างไรก็ดี กฎหมายทั้งหลายเท่าที่ได้ยกตัวอย่างมาเป็นเพียงมาตรการหลักในการควบคุมดูแลมหาวิทยาลัยเท่านั้น ในทางปฏิบัติ ยังมีมาตรการอื่นๆ ที่แม้อาจไม่ได้ตราเป็นกฎหมายแต่ก็ส่งผลอย่างชัดเจนต่อการดำเนินกิจการของมหาวิทยาลัย เช่นหลักเกณฑ์แนวปฏิบัติด้านการประกันคุณภาพการศึกษา การวิจัย และการดำเนินกิจการอื่นๆ เมื่อประมวลหลักการทั้งหลายเข้าด้วยกัน ทั้งที่เป็นกฎหมายและหลักอื่นๆ ก็จะเห็นว่า แท้ที่จริงแล้วการควบคุมดูแลกิจการของมหาวิทยาลัยต้องยึดหลัก “ธรรมาภิบาล” (Good Governance) เป็นสำคัญนั่นเอง
1 เอกสารประกอบการประชุมวิชาการ เรื่อง "บทบาทของกรรมการสภามหาวิทยาลัยในการปฏิรูปอุดมศึกษาไทย " จัดโดย ที่ประชุมกรรมการสภามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ณ ศูนย์ประชุม สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ วันที่ 19 กรกฎาคม 2553
จะเห็นได้ว่า การควบคุมดูแลให้มหาวิทยาลัยปฏิบัติหน้าที่ตามที่ควรจะเป็นนั้น เป็นกระบวนการที่จะต้องมีการดูแลอย่างใกล้ชิด มีหลักปฏิบัติที่เป็นที่ยอมรับกันอย่างชัดเจน สภามหาวิทยาลัยจึงเป็นคณะบุคคลที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบัน การกำกับดูแลกิจการของมหาวิทยาลัยได้เน้นการให้ความเป็นอิสระ โดยมุ่งหวังว่าความเป็นอิสระนั้นจะนำมาซึ่งความคล่องตัวและประสิทธิภาพขององค์กร ซึ่งจะส่งผลบวกถึงพัฒนาการทางการศึกษาของมหาวิทยาลัยในที่สุด หลักการของความเป็นอิสระนั้น มีความหมายว่า ยอมให้มหาวิทยาลัยอยู่นอกกฎระเบียบของการบริหารราชการโดยปกติ และไม่อยู่ภายใต้การสั่งการโดยตรงของหน่วยงานที่อาจจัดว่าเป็น “หน่วยเหนือ” ใดๆ ในขณะเดียวกัน สังคมก็มีความคาดหวัง –รวมทั้งมีความชอบธรรม ที่จะได้ประโยชน์อันพึงประสงค์จากผลผลิตของมหาวิทยาลัยในฐานะที่เป็นกลไกหลักในการพัฒนาทุนมนุษย์ที่มีความรู้ความชำนาญระดับสูง รวมทั้งในฐานะที่เป็นคลังสมองในการพัฒนาทุนทางปัญญาให้แก่ชาติ เพราะหากมหาวิทยาลัยไม่สามารถบรรลุถึงพันธกิจที่สำคัญนี้ได้ก็จะเกิดภยันตรายอันใหญ่หลวงจากการที่มหาวิทยาลัยล้มเหลวในการปฏิบัติหน้าที่อันสำคัญในการสร้างศักยภาพที่จะนำชาติให้อยู่รอดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกยุคปัจจุบันที่ความรู้ได้กลายเป็นพลังอำนาจของชาติอย่างแท้จริง ในความเป็นอิสระของมหาวิทยาลัยจึงจะต้องมีกลไกคอยควบคุม ทั้งนี้เพื่อให้มหาวิทยาลัยดำเนินการด้วยความรับผิดชอบในการปฏิบัติพันธกิจให้ได้ตามความคาดหวัง กลไกนั้น คือบทบาทหน้าที่ทั้งมวลของสภามหาวิทยาลัย
สภามหาวิทยาลัยจึงทำหน้าที่เป็นตัวแทนของสังคมที่จะกำกับดูแลให้มหาวิทยาลัยปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจที่สังคมได้มอบหมาย เป็นเสมือนรอยต่อหรือจุดเชื่อมระหว่างมหาวิทยาลัยกับสังคมภายนอก ที่จะสะท้อนความต้องการจากสังคมภายนอกเข้ามาสู่มหาวิทยาลัย และดูแลให้มหาวิทยาลัยดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายตามวัตถุประสงค์ ในการปฏิบัติหน้าที่เช่นนี้ สภามหาวิทยาลัยจึงต้องมีองค์ประกอบที่จำเป็นต่างๆ เช่น ต้องมีโครงสร้างที่เหมาะสม มีเครื่องมือและกระบวนการต่างๆ ที่จะเอื้อต่อการควบคุมดูแลมหาวิทยาลัยอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ที่สำคัญที่สุด คือ สภามหาวิทยาลัยต้องมีความตระหนักรู้ และมีทัศนคติที่ถูกต้อง ว่าหากมหาวิทยาลัยปฏิบัติหน้าที่ไม่สอดคล้องกับพันธกิจ ความเสียหายก็จะเกิดแก่ประเทศชาติ สภามหาวิทยาลัยจึงเป็นความหวังและเป็นปราการทางยุทธศาสตร์ด่านแรกที่สังคมและประเทศชาติฝากไว้ให้ทำหน้าที่กำกับดูแลมหาวิทยาลัยให้ช่วยนำพาชาติไปสู่ความเข้มแข็ง
การควบคุมดูแล น่าจะตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า Governance ซึ่งในภาษาไทยเรามักเห็นการใช้คำว่า “อภิบาล” ไปรวมกับคำอื่นๆ และเป็นศัพท์ที่เราได้ยินกันมากขึ้นในทฤษฎีการบริหารองค์กรในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับองค์กรที่รับสิทธิจากสังคมไปประกอบกิจการต่างๆ โดยกิจการและผลผลิตมีผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง ในแง่นี้ หลักการในการควบคุมดูแลสำหรับมหาวิทยาลัยก็จะไม่ต่างไปจากการควบคุมดูแลองค์กรทั้งหลาย
บรรษัทภิบาลกับระบบการควบคุมดูแลมหาวิทยาลัย
องค์กรที่มักถูกยกเป็นต้นแบบของระบบการบริหารจัดการรวมทั้งการควบคุมดูแลมักจะอ้างถึงองค์กรธุรกิจภาคเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริษัทมหาชน ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ทั้งนี้เพราะองค์กรทางธุรกิจเหล่านี้เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขของกติกาของสังคมที่ยอมให้มีการระดมทุนจากผู้ถือหุ้นไปเป็นทุนในการประกอบกิจการ ดังนั้น สังคมจึงจำเป็นที่จะต้องมีหลักการที่เป็นเงื่อนไขกติกาที่ให้หลักประกันว่า บริษัทเหล่านั้นจะต้องดำเนินการโดยถูกต้องและมีความรับผิดชอบต่อมหาชนซึ่งเป็นเจ้าของสิทธิในการประกอบการ และได้มอบสิทธิให้แก่บริษัทนั้นๆ ไป โดยกระบวนการทางกฎหมายในการจัดตั้งบริษัท และที่สำคัญที่สุด คือต้องรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสำคัญในการให้ทุนซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินการแก่บริษัทโดยคาดหวังผลประโยชน์ที่จะเกิดจากการลงทุนนั้น ดังนั้น เพื่อให้เกิดหลักประกันในการดำเนินงานที่ถูกต้องของบริษัทมหาชน จึงจำเป็นต้องมีระบบในการกำกับดูแลบริษัทเหล่านี้ รวมทั้งมีกลไกและเครื่องมือที่เหมาะสม ซึ่งหากระบบดำเนินการไปโดยถูกต้องแล้ว ในภาพรวมก็จะเกิดความเจริญทางเศรษฐกิจอันจะส่งผลถึงความเจริญของประเทศชาติในที่สุด
ระบบการกำกับดูแลบริษัทมหาชนได้แก่ ตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นแหล่งระดมทุนเพื่อเอื้อโอกาสให้แต่ละบริษัทมีทุนอันเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินกิจการ และมีองค์กรที่ทำหน้าที่ควบคุมกำกับดูแล ได้แก่ สำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งมีกลไกและเครื่องมือในการกำกับอันได้แก่กฎหมายและกฎระเบียบหรือหลักเกณฑ์ แนวปฏิบัติ ต่างๆ ที่ ก.ล.ต. เป็นผู้กำหนด แนวปฏิบัติที่ ก.ล.ต. ถือว่าเป็นเครื่องมืออันทรงประสิทธิภาพอย่างยิ่งคือการส่งเสริมให้บริษัทต่างๆ มีกระบวนการ “บรรษัทภิบาล” หรือ Corporate Governance (CG) ซึ่งหมายถึงหลักการ กฎระเบียบต่างๆ ที่บริษัทต้องนำไปปฏิบัติโดยมุ่งให้บริษัทนั้นๆ มีการดำเนินการอย่างถูกต้องตามเงื่อนไขอันเป็นที่คาดหวังของสังคม ผู้ที่มีหน้าที่ดูแลให้เกิดกระบวนการบรรษัทภิบาล ได้แก่ คณะกรรมการบริษัท (Board of Directors) ซึ่งกฎหมายได้กำหนดให้มีขึ้นเพื่อทำหน้าที่ในการกำกับดูแลบริษัทนั้นๆ แทนสังคมหรือ ก.ล.ต. อีกต่อหนึ่ง
เนื่องจากการดำเนินการของบริษัทมหาชนทั้งหลายจะส่งผลอย่างชัดเจนโดยอาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วต่อระบบเศรษฐกิจของชาติ รวมทั้งต่อบุคคลผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ดังนั้น หลักเกณฑ์เกี่ยวกับบรรษัทภิบาล จึงได้รับการพัฒนาขึ้นมาเป็นทฤษฎี และต่อเนื่องออกไปเป็นกฎระเบียบต่างๆ ที่มีความชัดเจนและเป็นที่ยอมรับได้ หลักเกณฑ์บรรษัทภิบาลได้ถูกนำมาศึกษาเพื่อเป็นรูปแบบสำหรับระบบการบริหารจัดการที่ดีในองค์กรประเภทต่างๆ รวมทั้งมหาวิทยาลัยด้วย
ในเชิงเปรียบเทียบเราจะเห็นว่าระบบในการควบคุมดูแลมหาวิทยาลัยมีหลักการที่ไม่ต่างไปจากระบบกำกับดูแลของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ มหาวิทยาลัยจึงเปรียบเสมือนบริษัท ซึ่งเป็นกลไกหลักในการทำหน้าที่ของระบบอุดมศึกษา ซึ่งก็เปรียบเสมือนตลาดหลักทรัพย์ หน่วยงานกลางของรัฐที่ทำหน้าที่ดูแลกฎระเบียบต่างๆ ที่เปรียบเทียบได้กับ ก.ล.ต. นั้น ก็คงได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (ส.ก.อ.) ซึ่งมี คณะกรรมการการอุดมศึกษา (ก.ก.อ.) เป็นคณะบุคคลที่คอยดูแลด้านนโยบาย เช่นเดียวกับคณะกรรมการของ ก.ล.ต, นั่นเอง
กระบวนการบรรษัทภิบาลได้รับการรวบรวมขึ้นมาเป็นหลักการที่ชัดเจนเมื่อเวลาไม่นานมานี้ โดยจะพบเป็นสาระหลักของวิชาการด้านการบริหารทั้งหลาย หลักการที่เป็นที่นิยมนำมาเป็นรูปแบบ น่าจะเป็นแนวทางที่เสนอโดย Bob Tricker แห่งมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด (ตัวอย่าง: Tricker, Robert I, Corporate Governance, Gower Press, 1984; International Corporate Governance: Text Readings and Cases, New York: Prentice Hall, 1994; Corporate Governance - principles, policies and practices, Oxford University Press, 2009) Tricker ได้รับการยกย่องให้เป็น บิดาของบรรษัทภิบาล (ตัวอย่าง: http://en.wikipedia.org/wiki/Robert_Ian_(Bob)_Tricker )
ต่อไปนี้ จะเป็นความพยายามที่จะจำลองเอาหลักการบรรษัทภิบาล โดยเฉพาะบางส่วนที่เสนอโดย Tricker มาอธิบายเปรียบเทียบกับระบบการควบคุมดูแลมหาวิทยาลัย
การควบคุมดูแล (Governance)
ไม่มีนิยามที่ชัดเจนของคำว่า Governance รวมทั้งไม่มีรูปแบบที่เป็นมาตรฐานของโครงสร้างที่จะทำให้เกิดระบบการควบคุมดูแลที่ดี หรืออีกนัยหนึ่ง ที่มักเรียกกันว่า ระบบธรรมาภิบาล (Good Governance) แต่โดยทั่วๆ ไป การควบคุมดูแล มักจะหมายถึงการจัดระบบที่ทำให้อำนาจในการควบคุมกลยุทธและทิศทางขององค์กรได้รับการมอบหมาย รวมทั้งการจำกัดขอบเขต อย่างเหมาะสมเพื่อให้เกิดหลักประกันสำหรับความสำเร็จในระยะยาวขององค์กร ทั้งนี้โดยต้องนำความเสี่ยงและสิ่งแวดล้อมที่องค์กรดำเนินอยู่มาประกอบการพิจารณาด้วย
องค์คณะบุคคลที่ทำหน้าที่ในการควบคุมดูแลองค์กร (เช่น คณะกรรมการบริษัท หรือสภามหาวิทยาลัย) มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงที่จะต้องจัดให้มีระบบการควบคุมดูแลที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ โดยระบบนี้จะต้องแทรกลงไปในทุกส่วนขององค์กร จนทำให้บุคลากรขององค์กรทุกคนมีบทบาทหน้าที่ที่จะทำให้เกิดธรรมาภิบาล
ระบบการควบคุมดูแลที่ดีจะต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญดังต่อไปนี้
• ภาวะผู้นำที่เข้มแข็งและกอร์ปด้วยวิสัยทัศน์
• แผนกลยุทธที่สมเหตุสมผลและเป็นไปได้
• นโยบายที่มีประสิทธิภาพ
• การกระจายอำนาจที่ชัดเจนและเหมาะสม
• การติดตาม กำกับดูแลการดำเนินกิจการ ที่มีประสิทธิภาพ
• ระบบความรับผิดชอบที่เป็นที่ไว้ใจได้
• ระบบการจัดการความเสี่ยงที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ
ระบบการ “ควบคุมดูแล” มหาวิทยาลัย
คำว่า “ควบคุมดูแล” จะพบอยู่ในกฎหมายของมหาวิทยาลัยต่างๆ และกำหนดไว้ให้เป็นข้อสรุปของภาพรวมของอำนาจหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัย ในที่นี้หากนำมาวิเคราะห์โดยเปรียบเทียบกับหลักการของระบบบรรษัทภิบาล (Corporate Governance) ก็จะพบความชัดเจนที่ตรงกันเป็นส่วนมาก
Tricker ได้เสนอหลักการบรรษัทภิบาลโดยอาจจำลองแนวคิดได้ดังแผนภูมิที่แสดงไว้ใน รูปที่ 1 ข้างล่าง แผนภูมิดังกล่าวได้อธิบายสรุปถึงประเภทของกิจกรรมที่ “คณะกรรมการบริษัท” (Board of Directors) จะต้องกระทำ เพื่อกำกับดูแลให้บริษัทดำเนินกิจการอย่างมีความถูกต้อง และเป็นไปโดยเกิดความเจริญก้าวหน้า จะเห็นได้ว่า หลักธรรมาภิบาลที่ใช้กับบริษัทนั้น หาได้เน้นเพียงกฎระเบียบเพื่อให้บริษัทดำเนินการโดยถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น หากแต่ยังเน้นถึงการที่จะต้องพัฒนาให้บริษัทมีการเจริญเติบโตในทางธุรกิจอีกด้วย ซึ่งในส่วนนี้ย่อมหมายถึงความรับผิดชอบของบริษัทที่มีต่อผู้ถือหุ้น ในขณะที่การดำเนินกิจการโดยความถูกต้องเป็นธรรมนั้นหมายถึงความรับผิดชอบต่อสังคม
เพื่อให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ในการควบคุมดูแลองค์กรให้ดำเนินการโดยยึดหลักบรรษัทภิบาล การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการที่ควบคุมดูแลองค์กร ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการของบริษัทมหาชน หรือ สภามหาวิทยาลัย โดยสรุปแล้วมีกิจกรรมที่จะต้องดำเนินการที่แยกเบื้องต้นได้เป็นสองประเภทของกิจกรรม ดังนี้ ซึ่งในกรณีนี้จะขอกล่าวโดยยึดการดำเนินการของสภามหาวิทยาลัยเป็นหลัก

รูปที่ 1: Tricker’s Model หลักการ Corporate Governance ปรับปรุงจากหลักการที่เสนอโดย Robert Tricker (Tricker, Robert I, International Corporate Governance: Text Readings and Cases, New York: Prentice Hall, 1994)
1. กิจกรรมการควบคุมดูแลให้องค์กรปฏิบัติตามกฎระเบียบ (Conformance Activities)
หมายถึงการที่สภามหาวิทยาลัยต้องกำกับดูแลให้มหาวิทยาลัยดำเนินการโดยถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจหมายรวมไปถึงการดำเนินการอันเป็นที่คาดหวังของสังคมและประเทศชาติ เช่น การจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพโดยเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด การเปิดโอกาสทางการศึกษา เป็นต้น ลักษณะของกิจกรรมประเภทนี้ เป็นการดำเนินการที่เน้นไปที่สถานการณ์ในปัจจุบันเป็นหลัก และอาจรวมทั้งสิ่งที่เกิดมาในอดีต (Past and present oriented) เพื่อประโยชน์ในการนำมาเป็นพื้นฐานในการปฏิบัติหน้าที่ในปัจจุบันและอนาคตให้ดียิ่งขึ้น กิจกรรมเช่นนี้ยังอาจจำแนกออกได้เป็น
ก. การกำกับดูแลการดำเนินกิจการ (Supervising executive activities) เป็นกิจกรรมที่สภามหาวิทยาลัยดำเนินการโดยมีผลกระทบอยู่ภายในองค์กร (Inward looking หรือ Internal role) ได้แก่บทบาทหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัยที่ควบคุมดูแลให้มหาวิทยาลัยดำเนินการให้เป็นไปตามแผนพัฒนา รวมทั้งให้ถูกต้องตามกฎหมาย และกฎเกณฑ์ระเบียบปฏิบัติต่างๆ
ข. การควบคุมดูแลให้มหาวิทยาลัยดำเนินการโดยรับผิดชอบต่อสังคม (Accountability) ซึ่งเป็นการคำนึงถึงผลกระทบของการดำเนินการของมหาวิทยาลัยที่เกิดต่อภายนอกองค์กรเป็นหลัก (Outward looking หรือ External role) ได้แก่การที่สภามหาวิทยาลัยจะต้องมีสำนึกรับผิดชอบว่าพันธกิจของมหาวิทยาลัยคือการสนองตอบความต้องการของสังคม ตามหน้าที่หลักของมหาวิทยาลัย ได้แก่การผลิตบัณฑิต และหน้าที่ทางวิชาการด้านอื่นๆ สำนึกเช่นนี้จำเป็นที่จะต้องเกิดขึ้นในระดับสภามหาวิทยาลัย และในกระบวนการควบคุมดูแลทั้งหมดก็จะต้องให้มหาวิทยาลัยดำเนินการไปบนหลักการอันสำคัญนี้ ตัวอย่าง เช่น การจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ การเปิดโอกาสทางการศึกษา การให้บริการทางวิชาการแก่สังคม การให้ความรู้ในการช่วยแก้ปัญหาต่างๆ การผลิตบัณฑิตโดยให้ตอบสนองความต้องการของสังคมอย่างแท้จริง การวิจัยเพื่อสร้างทุนทางปัญญาให้แก่ชาติ เป็นต้น
2. กิจกรรมการควบคุมดูองค์กรด้านการปฏิบัติหน้าที่ (Performance Activities)
นอกจากสภามหาวิทยาลัยจะต้องควบคุมดูแลให้มหาวิทยาลัยตั้งอยู่บนความถูกต้องซึ่งเป็นพื้นฐานของการดำเนินกิจการของมหาวิทยาลัยแล้ว สภามหาวิทยาลัยยังมีความรับผิดชอบในการดูแลให้มหาวิทยาลัยมีพัฒนาการทางด้านต่างๆ อันจะเกิดประโยชน์ต่อความเจริญก้าวหน้าและความเข้มแข็งของมหาวิทยาลัยเอง ซึ่งลักษณะของกิจกรรมเช่นนี้เป็นการมองจากปัจจุบันไปในอนาคต (Future focused) ทั้งนี้ โดยการกำหนดแผนพัฒนาและดูแลให้เกิดการดำเนินการตามแผน ซึ่ง ณ ขณะที่กำหนดเป็นแผนนั้นอาจยังเป็นอนาคตกาล แต่สภามหาวิทยาลัยจะต้องร่วมกับมหาวิทยาลัยในการเคลื่อนอนาคตเข้ามาสู่ปัจจุบันและให้เกิดความเป็นจริงตามแผนพัฒนาที่ได้วางไว้ให้ได้ในที่สุด กิจกรรมด้านนี้อาจจำแนกได้เป็นสองประเภท ดังนี้
ก. การวางแผนกลยุทธ (Strategy Formulation) คือการกำหนดแผนพัฒนาของมหาวิทยาลัย ซึ่งประกอบไปด้วยการกำหนดเป้าหมายและวิธีการที่จะขับเคลื่อนองค์กรไปเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้นๆ ซึ่งจะต้องเป็นการมองจากปัจจัยและสิ่งแวดล้อมภายนอก (Outward looking) ที่เกี่ยวข้องกับพันธกิจของมหาวิทยาลัย เช่น ความต้องการบัณฑิต คุณภาพบัณฑิต ปัญหาของสังคมที่มหาวิทยาลัยอาจช่วยได้โดยใช้กระบวนการทางวิชาการ เป็นต้น ปัจจัยเหล่านี้อาจนำมาเป็นตัวกำหนดผลผลิตของมหาวิทยาลัย ซึ่งในการวางแผนพัฒนานั้นยังอาจคำนึงถึงปัจจัยภายนอกด้านอื่นๆ ประกอบกับปัจจัยภายในที่เป็นตัวกำหนดเงื่อนไขที่จะเอื้ออำนวยให้การสร้างผลผลิตสามารถเกิดขึ้นได้ ปัจจัยเหล่านี้ได้แก่ทรัพยากรต่างๆ เช่น งบประมาณ องค์ประกอบด้านกายภาพ และ ทรัพยากรบุคคล เป็นต้น
ข. การกำหนดนโยบาย (Policy Making) เมื่อได้แผนในการพัฒนาองค์กรแล้ว จะต้องนำแผนกลยุทธนั้นมาดำเนินการให้เกิดกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นรูปธรรมเพื่อให้บรรลุไปสู่เป้าหมายที่วางเอาไว้ การที่การดำเนินการจะเกิดความชัดเจนและนำมาปฏิบัติได้ จำเป็นที่จะต้องนำแผนนั้นมากำหนดเป็นนโยบาย ซึ่งเป็นการวางกติกาและเงื่อนไขให้เกิดกิจกรรมขึ้นภายในองค์กร ซึ่งนำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ในการสร้างผลผลิตรวมทั้งการพัฒนาขีดความสามารถในด้านต่างๆ การวางแผนกลยุทธจึงเหมือนการไปรับรู้ความต้องการจากภายนอกมหาวิทยาลัย เมื่อรับรู้แล้วก็กลับเข้ามาในมหาวิทยาลัยเพื่อกำหนดนโยบายในการดำเนินการบนพื้นฐานของศักยภาพที่มหาวิทยาลัยมี หรืออาจต้องพัฒนาเพื่อยกระดับศักยภาพเพื่อให้เหมาะสมกับการปฏิบัติภารกิจตามยุทธศาสตร์ที่กำหนด ดังนั้น การกำหนดนโยบายจึงเป็นการมองจากภายในองค์กร (Inward looking) เป็นหลัก
กิจกรรมทั้งสี่ด้านตามที่เสนอใน Tricker’s Model นั้นจะต้องเป็นกระบวนการที่มีการเรียงร้อยเป็นพลวัตรที่สอดประสานกันเป็นวงจร โดยการกำหนดแผนกลยุทธจะเป็นแม่บทที่ทำให้เกิดการกำหนดนโยบาย นโยบายจะเป็นแนวทางในการกำกับดูแลการดำเนินกิจการ และสัมฤทธิผลที่เกิดจากการดำเนินกิจการนั้นจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรับผิดชอบต่อสังคม การที่ผลลัพธ์จะบรรลุถึงความรับผิดชอบต่อสังคมหรือไม่อย่างใดนั้น ก็จะกลายมาเป็นประเด็นสำหรับการพัฒนาแผนกลยุทธให้เกิดความเหมะสมยิ่งขึ้น ต่อไป
สภามหาวิทยาลัยกับอธิการบดีในฐานะหัวหน้าคณะผู้บริหาร (Chief Executive Officer)
คณะกรรมการของบริษัทเอกชนไม่ได้มีหน้าที่เข้าไปดำเนินการบริหารกิจการโดยตรง แต่จะปฏิบัติหน้าที่ตามหลักการที่กล่าวมาข้างต้นได้ โดยการคณะกรรมการต้องมีอำนาจในการแต่งตั้งผู้บริหารสูงสุดขององค์กร (Chief Executive Officer, CEO) และทำการควบคุมดูแลองค์กรโดยผ่านผู้บริหารที่ตนเป็นผู้แต่งตั้ง สภามหาวิทยาลัยก็เช่นเดียวกัน ที่จะต้องมีอำนาจในการสรรหาและเสนอแต่งตั้งอธิการบดี ซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุดของมหาวิทยาลัย ในการสรรหา สภามหาวิทยาลัยจำเป็นที่จะต้องคัดเลือกบุคคลที่มีศักยภาพที่เหมาะสม ทั้งทางด้านความรู้ ความสามารถ ความซื่อสัตย์สุจริต รวมทั้งคุณสมบัติด้านอื่นๆ แต่ที่สำคัญก็คือจะต้องเป็นผู้ที่เข้าใจ มีวินัยและยินดีที่จะดำเนินการตามแผนกลยุทธและนโยบายที่สภามหาวิทยาลัยเป็นผู้กำหนด โดยสภามหาวิทยาลัยก็จะต้องมีหน้าที่ควบคุมดูแลให้อธิการบดีปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพเพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายตามแผนพัฒนาให้ได้
เพื่อให้การควบคุมดูแลเป็นรูปธรรม จึงจำเป็นต้องจัดให้มีหลักการและกระบวนการที่จำเป็น เช่น การกำหนดตัวชี้วัดด้านต่างๆ ในการปฏิบัติหน้าที่ของอธิการบดี ในบางกรณีอาจชัดเจนถึงกับกำหนดให้มีการทำสัญญาหรือข้อตกลงระหว่างอธิการบดีกับสภามหาวิทยาลัย ที่สำคัญคือต้องมีกระบวนการประเมินผลงานของอธิการบดี ซึ่งอาจมีเงื่อนไขการผ่านหรือไม่ผ่านการประเมิน ซึ่งอาจใช้เป็นตัวกำหนดว่าจะสมควรให้อธิการบดีดำรงตำแหน่งต่อไปหรือไม่ เพราะโดยหลักธรรมภิบาลแล้ว ผลประโยชน์ขององค์กรอันได้แก่ผลประโยชน์ที่จะเกิดต่อสังคมและประเทศชาตินั้นต้องมาก่อน หากมีกรณีใดที่ชี้ชัดว่าอธิการบดีซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดของมหาวิทยาลัยไม่มีความสามารถที่จะนำมหาวิทยาลัยให้บรรลุเป้าหมายตามแผนพัฒนาได้ หรือดำเนินการแล้วสร้างความเสียหายให้แก่มหาวิทยาลัย สภามหาวิทยาลัยก็ต้องมีหน้าที่รับผิดชอบดำเนินการตามที่เห็นว่าเหมาะสมต่อตัวอธิการบดีที่สภามหาวิทยาลัยเป็นผู้สรรหามา
ประสิทธิผลของคณะกรรมการ (Board Effectiveness)
ความสำเร็จในการควบคุมดูแลองค์กรให้สามารถดำเนินกิจการได้โดยบรรลุถึงเป้าหมายตามแผนพัฒนา ย่อมขึ้นอยู่กับประสิทธิผลของคณะกรรมการที่ทำหน้าที่ในการควบคุมดูแล ไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมการบริษัท หรือ สภามหาวิทยาลัยก็ตาม ประสิทธิผลของคณะกรรมการจะเกิดขึ้นได้จะต้องมีองค์ประกอบที่เหมาะสมอย่างน้อย 3 ประการ คือ โครงสร้างของคณะกรรมการ (Board Structure) สถานภาพของคณะกรรมการ (Board Membership) และ กระบวนการของคณะกรรมการ (Board Process) โดยมีอาจพิจารณาเป็นสูตรง่ายๆ ดังนี้
BE = BS + BM + BP
เมื่อ BE = Board Effectiveness, BS = Board Structure, BM = Board Membership
BP = Board Process
โครงสร้าง (Board Structure) ของคณะกรรมการนับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งมีประเด็นที่จะต้องคำนึงถึงอยู่หลายประการ เช่น
• จำนวนของกรรมการ ที่ประกอบขึ้นเป็นคณะกรรมการ ในกรณีของบริษัทมหาชน จำนวนจะมีประมาณสิบคนโดยอาจหรือน้อยกว่านั้นตามความเหมาะสม กรณีของมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ส่วนใหญ่จะยึดถือเป็นธรรมเนียมว่าให้มีประมาณ 20 คน มากหรือน้อยกว่านั้นตามความเหมาะสมเช่นกัน จำนวนนี้เมื่อเปรียบเทียบกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศส่วนใหญ่จะพบว่าของประเทศไทยมีมากกว่า
• ส่วนประกอบของคณะกรรมการ: ในกรณีของบริษัทจะประกอบด้วยสามส่วน คือ กรรมการที่เป็นบริหาร (Executive Director) และกรรมการที่ไม่เป็นผู้บริหาร (Non-executive Director) ที่มาจากภายในองค์กรส่วนหนึ่ง และภายนอกองค์กรอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งอาจกำหนดให้บางคนเป็น “กรรมการอิสระ” ซึ่งหมายความว่าจะต้องไม่มีส่วนได้ส่วนเสียหรือผลประโยชน์ทับซ้อนกับบริษัท Tricker ได้ให้หลักไว้ตามแผนภูมิข้างขวามือ

โดยจะเห็นว่า หากจะให้คณะกรรมการมีความเป็นอิสระ กรรมการที่เป็นผู้บริหารจะต้องมีจำนวนน้อยกว่ากรรมการที่ไม่เป็นผู้บริหาร ในบางกรณี กำหนดให้มีเพียงคนเดียว คือเฉพาะผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ (Managing Director) ของบริษัทเท่านั้น กรณีของมหาวิทยาลัย ได้จำลองเอาองค์ประกอบที่มีลักษณะคล้ายกันกับของบริษัท คือมักจะประกอบด้วย กรรมการที่เป็นผู้บริหาร กรรมการที่ไม่เป็นผู้บริหารที่มาจากภายในมหาวิทยาลัย และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากภายนอก แต่ที่มักเป็นปัญหาก็คือโครงสร้างแบบเก่ากำหนดให้มีจำนวนกรรมการจากภายนอกและภายในมหาวิทยาลัยเท่าๆ กัน หรือแม้แต่ให้กรรมการที่มาจากภายในมหาวิทยาลัยมีจำนวนมากกว่า กรณีเช่นนี้อาจเป็นปัญหาต่อระบบธรรมาภิบาลที่สภามหาวิทยาลัยคาดหวังว่าจะให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากระบบการสรรหากรรมการที่มาจากภายในไม่เป็นอิสระเพียงพอที่จะปลอดจากการแทรกแซงของฝ่ายบริหาร ซึ่งจะทำให้ได้พวกของอธิการบดีเข้ามานั่งอยู่ในสภามหาวิทยาลัยเป็นส่วนใหญ่ เช่นนั้น ก็อาจเป็นอุปสรรคในการทำหน้าที่อย่างอิสระของสภามหาวิทยาลัย โครงสร้างที่มีการเสนอให้นำมาใช้มากกว่าคือการกำหนดให้มีกรรมการจากภายนอกมหาวิทยาลัยจำนวนมากกว่ากรรมการจากภายใน เช่น อาจให้มีสัดส่วนสามต่อหนึ่ง ดังที่จะพบในมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ในต่างประเทศ และพบบ้างแล้วในมหาวิทยาลัยในประเทศในกลุ่มมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ประเด็นที่สำคัญอีกประเด็นหนึ่งก็คือจำนวนกรรมการที่เป็นผู้บริหาร โครงสร้างแบบไทยๆ มักจะเปิดโอกาสให้มีผู้บริหารที่ใกล้ชิดกับอธิการบดี ได้แก่รองอธิการบดี เข้ามาเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยด้วย กรณีเช่นนี้มีผู้กังวลว่าอาจไม่เหมาะด้ายหลักธรรมาภิบาลอีกเช่นกัน เพราะรองอธิการบดีกับอธิการบดี ในทางกฎหมายก็คือองค์ประกอบเดียวกัน ดังนั้น การกำหนดให้มีรองอธิการบดี เป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยด้วยน่าจะไม่เหมาะสม ส่วนการมีผู้บริหารประเภทอื่นๆ ในสภามหาวิทยาลัย (เช่นกลุ่มคณบดี) นั้นในหลักการเป็นที่ยอมรับได้ แต่การได้มาจะต้องเป็นไปโดยความโปร่งใส ในต่างประเทศ มักกำหนดให้มีผู้แทนนักศึกษาอยู่ในสภามหาวิทยาลัยด้วย แต่ในประเทศไทยยังไม่มีผู้ใดกล้าดำริ
• คณะกรรมการประจำ (Committee) ต่อ............ในบันทึกถัดไป
เรียน ท่านอาจารย์วิจารณ์ ที่เคารพ
ผมได้อ่านบทความของท่านอาจารย์แล้ว ขอกราบขอบพระคุณสำหรับความรู้ที่เป็นประโยชน์ครับ และผมมีความคิดเห็นสำหรับเรื่องบรรษัทภิบาลที่นำมาใช้กับสภามหาวิทยาลัย ตามหลักวิชาแล้วผมเห็นด้วยทั้งหมดครับ แต่ท่านอาจารย์ครับ ในปัจจุบันนี้ความเป็นจริงแล้ว เราต้องยอมว่าความเข้มของคุณภาพนักศึกษาที่จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี และสูงกว่าปริญญาตรีลดลง เนื่องจากเป้าหมายของมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนระดับปริญญาตรี และระดับสูงกว่าปริญญาตรี เน้นเรื่องความอยู่รอดของสถาบัน แนวปรัชญาบริโภคนิยมครับ ทุกคนที่มาเรียนจบการศึกษาอย่างรวดเร็ว แต่ความรู้ที่ได้จากสถาบันการศึกษา ไม่เหมาะสมเพียงพอที่จะได้ชื่อว่าเป็นมหาบัณฑิต และหรือดุษฎีบัณฑิต ผมเองไม่มีความคิดเชิงอคติกับสถาบันใด ๆ ทั้งสิ้นครับ เพียงแต่เป็นห่วงว่าทรัพยากรบุคคลที่จบการศึกษาไปแล้วนี้ ต้องไปทำหน้าที่ให้กับประเทศไทยของเรา ถ้าเรานำระบบการบริหารเชิงธุรกิจมาปรับใช้กับระบบการศึกษาแล้ว เราควรต้องตระหนักและแยกแยะให้ออกอย่างชัดเจนว่า เราควรนำมาปรับใช้ในส่วนใด เช่น นำมาปรับใช้การบริหารสำนักงาน การเงินการบัญชี การเก็บข้อมูลต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ หรือนำมาปรับใช้ในวิธีการสอนต่าง ๆ หากแต่ถ้าเรานำกระบวนการทางธุรกิจมาปรับใช้ระบบการศึกษาและคำนึงถึงผลกำไรที่เป็นตัวเงินแล้ว ผมคาดว่าในอนาคตข้างหน้าประเทศไทยของเราจะมีผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี โท และเอก อย่างมากมาย แต่นักศึกษาที่จบการศึกษาไปแล้วนี้ ไม่สามารถพัฒนาบ้านเมืองของเราให้ดีตามที่คาดหวังจากวุฒิการศึกษาที่ทุกท่านได้มาครับ
ขอบพระคุณท่านอาจารย์วิจารณ์ที่กรุณาแลกเปลี่ยนเรียนรู้บทความที่น่าสนใจและให้ความรู้อย่างมากสำหรับผมครับ และฝากขอบคุณไปยังท่านศาสตราจารย์ ดร.ภาวิช ทองโรจน์ ผู้เขียนบทความด้วยครับ
ในประเด็นสุดท้ายของบทความตอนที่ 1 นี้ ในส่วนของบทบาทของผู้แทนนักศึกษาในสภามหาวิทยาลัย เป็นบทบาทที่น่าสนใจมากและผมอยากจะให้ทางผู้ที่เกี่ยวข้องกับกิจการสภามหาวิทยาลัย explore ความเป็นไปได้ดูครับ (หรือหากไม่สามารถทำได้เพราะติดขัดข้อกฎหมาย อาจพิจารณารูปแบบอื่นที่สามารถดึงเอาผู้แทนนักศึกษาเข้ามาให้ข้อมูลและร่วมกำหนดเส้นทางของมหาวิทยาลัยได้) เนื่องจากที่ผมสังเกตเห็นใน University of Minnesota ที่ผมเรียนอยู่นั้น ผู้แทนนักศึกษามีบทบาทสำคัญมากที่จะช่วยรักษาผลประโยชน์ของนักศึกษา ซึ่งถือเป็น primary customers ของมหาวิทยาลัย และช่วย balance มุมมองในเชิงนโยบายได้มาก
บทบาทนี้ เสริมกันกับบทบาทของ student governments (สโมสรนักศึกษาต่างๆ) แต่ student governments ได้แค่พูดเสียงดัง แต่ไม่สามารถ influence ผู้บริหารมหาวิทยาลัยได้โดยตรง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมหาวิทยาลัยมีวัฒนธรรมการบริหารงานแบบ top-down เด่น) แต่ซึ่งผมเห็นความสำคัญของบทบาทนักศึกษานี้ในช่วงที่การศึกษาในมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ มีแรงกดดันเยอะมาก เช่น เรื่อง tuition fees & financial aids หรือเรื่องกฎระเบียบของมหาวิทยาลัยที่อาจส่งผลกระทบต่อนักศึกษา ไปจนถึงเรื่องการ inject issues สำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องกับนักศึกษาเข้าไปใน governing body ของมหาวิทยาลัย และอาจประโยชน์ในการ formulate strategies ของมหาวิทยาลัยอย่างครอบคลุมและรอบด้านขึ้นได้ครับ นอกจากนี้ ผลพลอยได้ก็คือเราจะได้นักศึกษาที่ได้สัมผัสงานด้านการบริหารองค์กรตั้งแต่เนิ่นๆ ซึ่งก็จะเป็นกำลังสำคัญไม่ว่าสำหรับองค์กรไหนที่เด็กคนนี้ไปอยู่ และสังคมโดยรวมไปในตัวครับ (หรือแม้กระทั่งโอกาส recruit เด็ก "มีแวว" เข้าทำงานในมหาวิทยาลัยตัวเอง) เท่ากับเป็นการยิงนกครั้งเดียวได้นกสามหรือสี่ตัวครับ
แน่นอนว่าคงต้องขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้แทนนักศึกษาคนนี้ด้วย นอกจากนี้ บทบาทที่เหมาะสมและความเป็นไปได้อาจจะแตกต่างกันไปในแต่ละมหาวิทยาลัย และอาจจะต้องมีผู้ใหญ่คอยเป็น mentor ให้พอสมควร แต่ผมอยากจะ address ประเด็นที่ ศ.ดร.ภาวิช กล่าวว่า ประเด็นนี้ ยังไม่มีใคร "กล้าดำริ" ว่า ถ้าไม่มีใคร "กล้า" ทำอะไรนอกกรอบเสียเลย เราก็จะ conform ตามรูปแบบการทำงานเดิมๆ ที่อาจมีข้อจำกัด.....What do we have to lose ครับ? ผมถามใหม่ครับ..What are we afraid to lose ครับ? A vote in the council? A different point of view? A louder student voice? หรือ A waste of time & effort? ถ้าสมมติเราลอง explore และ experiment จนได้ model ที่เหมาะสมที่สุดในการ involve student representatives ในบทบาทเชิง governance ของมหาวิทยาลัย ผมว่า benefits มันคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้มต่อมหาวิทยาลัยและสังคมครับ
ด้วยความเคารพ และขอบคุณท่านอาจารย์มา ณ โอกาสนี้ครับ