“มีเพียงชายชราถือไม้เท้า นั่งอยู่บริเวณลาน สายตาจ้องมองไปยังเขาที่ห่างไกล ชายชรานัยน์ตาเหม่อลอย ฟันที่ร่วงจนหมดปาก ดูสูงวัยราวกับชานไม้ที่นั่งอยู่เช่นกัน”
หลักธรรมคำคมข้อคิดชีวิตรักจากแดจังกึม 24
โสภณ เปียสนิท
........................................
“มีเพียงชายชราถือไม้เท้า นั่งอยู่บริเวณลาน สายตาจ้องมองไปยังเขาที่ห่างไกล ชายชรานัยน์ตาเหม่อลอย ฟันที่ร่วงจนหมดปาก ดูสูงวัยราวกับชานไม้ที่นั่งอยู่เช่นกัน” (แดจังกึม/เล่ม4/หน้า118)
“ชายชรา ลานกว้าง ภูเขาโดดเดี่ยว ความห่างไกล อาการเหม่อมอง ความทรุดโทรมของสังขาร ชานไม้เก่าแก่” คำเหล่านี้ให้ความรู้สึกเหงาโดดเดี่ยว ค่อนข้างกินใจไพเราะ สะดุดใจได้แง่คิด นึกถึงคำสอนพระศาสดาจากธรรมบทขุทกนิกาย เมื่อคราวพระพุทธองค์ทรงสอนชายชราว่า วัยชราเปรียบเหมือนวัยใบไม้เหลือง พร้อมจะหลุดจากขั้วเมื่อสายลมพัดผ่านแม้แผ่วเบา เสบียงระหว่างการเดินทางไกลคือชีวิตหลังความตายพราหมณ์เตรียมแล้วหรือยัง
“สองสายตาของจังกึมเปี่ยมด้วยความศรัทธา จ้องมองไปยังอุนแพก สถานที่ผู้คนพากันหลบหนี แต่อุนแพกกลับตั้งใจกลับเข้ามา อดไม่ให้ชื่นชมในน้ำใจของอุนแพก จังกึมรู้สึกร้อนซ่าจับจิตใจ” (แดจังกึม/เล่ม4/หน้า128)
อุนแพกเป็นคนหนึ่งที่จังกึมรักและศรัทธา เพราะเขาความรู้มากมาย มีความพอใจในสิ่งที่ตนเองมี มีวิญญาณของความเป็นแพทย์ที่อุทิศตนเพื่อความสุขของผู้อื่น ไม่ยึดติดในยศศักดิ์ อยู่อย่างคนสามัญก็อยู่ได้ อยู่อย่างผู้มีตำแหน่งสูงส่งก็อยู่ได้ ปฏิบัติตนตามหลักแห่ง สมชีวิตา หรือผู้วางตนสม่ำเสมอ
“หญ้าที่หาได้ง่ายเชนนี้ แม้มิมีรสชาติ แต่สามารถทำให้ราษฏรอิ่มท้อง ทั้งยังช่วยห้ามโลหิตได้ จักมีสิ่งใดประเสริฐกว่านี้อีก ใต้เท้า” (แดจังกึม/เล่ม4/หน้า130)
แม้เป็นคนต่ำด้อย แต่บำเพ็ญประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น ถือว่ามีชีวิตอยู่อย่างมีคุณค่า เหมือนต้นหญ้าที่ต่ำต้อย แต่ให้คนยากจนใช้ทำอาหาร และยังใช้ทำยารักษาโรค ทั้งคนและหญ้าจึงเป็นตัวอย่างแก่ผู้อื่น ให้แง่คิดว่า ไม่ว่าจะเป็นคนหรือหญ้าก็สามารถทำประโยชน์ได้
“อย่างไร ผู้คนมักหลงให้คุณค่าบรรดาผู้มีอำนาจมากกว่าปวงประชาราษฏร์ มิใช่หรือ?” (แดจังกึม/เล่ม4/หน้า130)
คนผู้มีจิตใจไหลตามกระแสโลก มักพาชีวิตลงสู่ที่ต่ำ ด้วยอำนาจแห่งกิเลส 3 อย่าง โลภ อยากได้ทรัพย์สินสิ่งของมากกว่าการให้ โกรธ อยู่อย่างเบียดเบียนซึ่งกันและกันด้วยกาย วาจา และใจ หลง ขาดความรู้ตามความจริงที่มี ผู้มีอำนาจจึงมีคุณค่าจอมปลอม แท้จริงเขามีค่าไม่ต่างไปจากคนธรรมดาคนหนึ่ง
“จังกึมยังคงเดินเคียงคู่อุนแพก ราวกับกำลังเที่ยวชมทัศนียภาพรอบข้าง นางต้องการรักษาความรู้สึกปลอดโปร่งใจนี้ไว้ เนื่องเพราะอีกไม่นานคงต้องเคร่งเครียดต่อสู้กับโรคระบาดอีกนาน” (แดจังกึม/เล่ม4/หน้า131)
การได้ทำงานในสิ่งที่ตนรักเป็นความสุข จังกึมมีความสุขกับการได้พูดคุยกับอุนแพก ได้ทำงานเพื่อชาวบ้านที่เป็นโรคร้ายรุมรุก แม้เหนื่อยกายสายตัวแทบขาด แต่จิตใจมุ่งมั่นไม่ยอมแพ้ ทำให้จังกึมและอุนแพกช่วยเหลือซึ่งกันและกันผ่านพ้นอุปสรรคนานาสู่ความสำเร็จได้ เป็นการทำงานด้วยจิตวิญญาณของมนุษย์
“ยิ่งถูกเหยียบย่ำ ยิ่งต้องแข็งแรง ยิ่งผู้มีอำนาจเหยียบย่ำเจ้าแรงเท่าใด เจ้ายิ่งต้องเป็นหญ้าคือเรียงที่อดทนแข็งแกร่งมากขึ้น” (แดจังกึม/เล่ม4/หน้า132)
ชาวพุทธเชื่อว่า “แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร” การยอมแพ้ของจังกึมคือการไม่ตอบโต้การรังแก่จากผู้มีอำนาจ แต่ต่อสู้ด้วยการค่อยๆ เปิดเผยความจริงให้ปรากฏแก่สาธารณะ ยิ่งรังแกจังกึมมาก ยิ่งเปิดเผยตัวของเขาเองมากขึ้น จนในที่สุด เมื่อความจริงเปิดเผย จึงกึมจึงได้ชัยทั้งสองครั้ง หนึ่งชนะใจตนเองที่อดทนต่อการรังแกได้ สองชนะเมื่อความจริงเปิดเผย และผู้ทำผิดได้รับโทษตามกรรมของตน
“เห็นชาวนาผู้ชรานั่งร้องไห้ครวญครางอยู่ เป็นเสียงร่ำไห้น่าขมขื่นชวนรู้สึกเวทนา เนื่องเพราะอากาศร้อนและเหนื่อยล้า ผู้คนในขบวนแพทย์พากันเดินผ่านมิได้ใส่ใจมากนัก แต่อุนแพกกลับรุดปราดเข้าหา” (แดจังกึม/เล่ม4/หน้า132)
นักปราชญ์กล่าวว่า “การร้องไห้เป็นกำลังของเด็ก” แต่คนชราผู้ผ่านโลกและชีวิตมายาวนานร้องไห้กลับให้ความรู้สึกที่แตกต่าง ท่ามกลางความทุกข์ยาก ผู้คนมักเอาตัวรอด ท่ามกลางการแข่งกันเอาตัวรอด ย่อมต้องมีการเพิกเฉยความเดือดร้อนของผู้อื่น หรือเมื่อถึงที่สุด ตัดสินใจทำร้ายผู้อื่นเพื่อเอาตัวเองรอด แต่อุนแพกกลับเป็นคนที่ให้ความช่วยเหลือผู้อื่นท่ามกลางความทุกข์ยาก
“ทุกปัญหา ทุกความยากลำบาก ตนมีจองโฮเป็นประทีปส่องทางสว่าง ให้กำลังต่อสู้กับชีวิต” (แดจังกึม/เล่ม4/หน้า148)
กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคน จังกึมมีกำลังใจจากบุคคลเพียงไม่กี่คน แม่ อาจารย์ แม่เลี้ยง และจองโฮ กำลังใจส่วนที่เหลือมาจากจิตใจที่ดีงามของจึงกึมเอง ที่มุ่งมั่นช่วยเหลือผู้อื่นโดยส่วนรวม ซึ่งเป็นหน้าที่ จึงได้อาศัยความมุ่งมั่นในหน้าที่นั้นเองเป็นกำลังใจ
“หากมิมีจองโฮแล้ว ตนคงมิอาจเรียนรู้จิตใจของสตรีได้เพียงได้คิดก็จิตใจสั่นไหว เรื่องมิใช่เรื่องแต่กลับร้อนรนใจ หากมิได้เห็นกลับเปล่าเปลี่ยวใจ หากได้อยู่ด้วยก็มิต้องหวาดเกรงสิ่งใด” (แดจังกึม/เล่ม4/หน้า148)
ความรักระหว่างบุรุษและสตรีมีอยู่คู่โลก นอกจากความสนใจจดจ่ออยู่กับการเรียนรู้เรื่องอาหารในวัยเยาว์จนย่างเข้าสู่วัยสาว ต่อมาถูกย้ายไปเป็นทาสเก็บขี้ม้าที่เกาะเชจูโด ใจจดจ่ออยู่กับการเรียนด้านการแพทย์ ระหว่างเวลาเหล่านี้ ความรักค่อย ๆ ก่อตัวเบียดแทรกเข้าสู่ความรู้สึกที่ละน้อย ค่อย ๆ เติบโตจนมีความสำคัญเทียบเท่ากับบทบาทหน้าที่การงาน
“หากไร้ความสามารถ จักได้อยู่สุขสบาย หากมิมีความสามารถคงมิต้องตกเป็นเป้าของผู้มีอำนาจ ด้วยมิต้องการตกเป็นเป้าของผู้อื่น มิต้องทำร้ายผู้ใด” (แดจังกึม/เล่ม4/หน้า150)
แต่หากคนไร้ความสามารถจริง แม้จักอยู่อย่างสุขสบายมิต้องเป็นเป้าของผู้มีอำนาจ แต่ชีวิตเหมือนไม่ต่างจากชีวิตของนกกาดำรงอยู่ไปวันๆ เพื่อประดับโลกชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น แล้วในที่สุดก็ล่วงลับดับหายจากไป แต่จังกึมมุ่งมั่นศึกษาหาความรู้ ทำตนเป็นประโยชน์แก่สังคมรอบข้าง แม้ไม่ต้องการชื่อเสียงเกียรติยศ แต่ย่อมต้องขัดหูขวางตาใครหลายคน
“ทราบกันดีว่า หากหญ้าดี วัวที่กินหญ้าย่อมรสชาติดีด้วย เช่นนั้นปัญหาคงต้องเกิดเพราะหญ้าที่วัวกินเป็นแน่” (แดจังกึม/เล่ม4/หน้า152)
ภาษิตฝรั่งว่า “คุณก็คือสิ่งที่คุณกิน” you are what you eat. “คุณก็คือสิ่งที่คุณอ่าน” You are what you read. ชี้ว่าสิ่งที่คนเราเสพ ไม่ว่าจะด้วยปาก หรือด้วยสายตา มีผลต่อจิตใจ หลายคนเชื่อว่า เหตุที่เด็กรุ่นใหม่โตเร็ว เพราะเด็กรุ่นใหม่กินเนื้อสัตว์ที่ผ่านการเลี้ยงด้วยสารเร่งให้เจริญเติบโต และสารเร่งนั้นผ่านจากเนื้อสัตว์เหล่านั้นสู่ผู้รับประทานเช่นกัน ในมุมกลับ “การเร่งไก่ให้เติบโตใช่หมายถึงเร่งชีวิตคนให้รีบตาย” หรือไม่?
“หากสามารถรอดชีวิตได้ ให้เป็นเรื่องใดก็ยินดีทำทั้งสิ้น สตรีตรงหน้าเป็นผู้ช่วยชีวิตตนถึงสองครั้งสองครา ยิ่งครั้งนี้เพียงเพื่อช่วยตน ถึงกับต้องเป็นเช่นนี้ อดไม่ได้ให้นึกเสียดายที่สามารถมอบให้นางเพียงชีวิตเดียว” (แดจังกึม/เล่ม4/หน้า158)
ความกตัญญูเป็นคุณธรรมแห่งความเป็นคน การมองสิ่งรอบข้าง คนรอบข้าง จากใกล้ไปหาไกลด้วยความกตัญญูรู้คุณ มีความรู้สึกต่อสิ่งเหล่านั้นด้วยความอ่อนโยนและเอื้ออาทร ทำให้ใจเกิดความประณีตละเอียดอ่อนระหว่างกัน จิตใจของตนย่อมเป็นสุข คนและสิ่งแวดล้อมย่อมได้รับความสุขไปด้วย
“หากต้องอยู่ในน้ำที่เน่าเสียอย่างไรก็คงต้องเน่าเสียตาม” (แดจังกึม/เล่ม4/หน้า162)
คำโคลงโลกนิติไทยมีอยู่ว่า “ปลาร้าห่อพันด้วย ใบคา. ใบก็เหม็นคาวปลา คละคลุ้ง. คือคนหมู่ไปหา คบเพื่อน พาลนา. ได้แต่รายร้ายฟุ้ง เฟื่องให้เสียพงศ์” สอดคล้องกับคำกล่าวนี้อย่างยิ่ง สุภาษิตอีกบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า "ปลาเน่าตัวเดียวเหม็นทั้งข้อง"
น้านนะซิ
เห็นท่านอาจารย์ขจิต ขยันเดินทางไปให้ความรู้เป็นวิทยาทาน แล้วน่าอนุโมทนา
อย่างนี้ อานิสงส์สนองให้เป็น ดร. อีก 500 ชาติเลยครับบบ
แย๊กๆชาติเดียวก็แย่แล้วครับ...
ดีคับอาจารย์
จำผมได้ป่าว
ให้คะแนนผมด้วย
...
สวัสดีคะอาจารย์
หนูเข้ามาแล้วนะ
อย่าลืมให้คะแนน
หนูนะคะ
บายบ่าย
น้องอนุชิตและน้องploypink เข้าระบบ กดเพิ่มบล็อก และ เพิ่มบันทึกนะครับ รออ่านๆๆ
แสดงว่า 1 คะแนนทางด้านไอทีของพวกเธอนี่
สำคัญจริงๆนะนี่ รีบมารับคะแนนเลย ได้คะแนน
แล้วอย่าลืมเอาความไปทำต่อให้ยิ่งๆ ขึ้นไป
จะได้ความรู้เพิ่มเติม
ขอบคุณค่ะที่มาตาม...หายไปนานก้อย่าลืมมาตามนะ...สิ่งดีๆในชีวิตบางทีก็ลืมค่ะ ปวดหัวมาทั้งวัน เช็คเมล์ อ่านแดจังกึม หายปวดหัวเลยค่ะ
“หญ้าที่หาได้ง่ายเชนนี้ แม้มิมีรสชาติ แต่สามารถทำให้ราษฏรอิ่มท้อง ทั้งยังช่วยห้ามโลหิตได้ จักมีสิ่งใดประเสริฐกว่านี้อีก ใต้เท้า”
หวนคิดถึงถ้อยคำที่เคยได้ยิน
ทำความดีไม่ใช่ลู่ลมตามกิเลส...ก็ไม่มีรสชาติประหนึ่งหญ้าที่ไร้รสชาติ.....แค่อิ่มท้องพออยู่พอเพียง...ไม่อร่อยลิ้น สุขล้น...ไม่มีความประทับใจ..ใดๆ (คนที่รู้เท่านั้นที่ซึมซาบ สิ่งดีๆเหล่านี้ได้) การช่วยกันกลับขาวเป็นดำปกปิดความผิดให้...เป็นความประทับใจมีรสชาติซาบซึ้งบุญคุณนัก.. แม้เป็นการส่งเสริมให้จมกับกิเลส
เย้ ตามกลับมาแล้ว
ว่างไปตามใหม่ ไปหาความรุ้เรื่องยา
ความรักของจังกึมเป็นความรักแท้ ความรักเชิงอุดมคติ ที่คู่รักพยายาม
ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทั้งที่ไม่รู้ว่าจะสมหวังหรือไม่
เรียนคุณอุ้มบุญ
อ่านแดจังกึมมาจนใกล้จะจบแล้วนะครับ
ได้ข้อคิดดี ๆ มากเลยครับอาจารย์
เรียนท่านอาจารย์ ศุภัชณัฏฐ์ครับ
ขอแสดงความยินดีครับที่ เจ้าหน้าที่ กศน. เป็นพนักงาน หมดเลย โชคดีแล้วครับ ขอบคุณที่มาเยี่ยมเยือนกันนะครับบ