บทความบทที่ 1
ภาวะผู้นำแบบสร้างสรรค์
The Formative Leadership
รศ.สุเทพ พงศ์ศรีวัฒน์
23 เมษายน 2549
ผู้นำแบบสร้างสรรค์ ในฐานะหัวหน้าสูงสุดด้านการเรียนรู้ของโรงเรียน
(The Principal as Chief Learning Officer of School : CLO)
ในองค์การหรือหน่วยงานภาคธุรกิจจะต้องมีบุคคลที่เป็นหัวหน้าบริหารสูงสุดหรือ CEO (Chief Executive Officer) มีหัวหน้าสูงสุดด้านการคลังหรือ CFO (Chief Financial Officer) และมีหัวหน้าสูงสุดด้านสารสนเทศ หรือ CIO (Chief Information Officer) เช่นเดียวกันโรงเรียนในอนาคต ซึ่งมีภารกิจหลักในการจัดการเรียนรู้ ก็ต้องมีครูใหญ่ เป็นหัวหน้าสูงสุดด้านการเรียนรู้ หรือ CLO (Chief Learning Officer) ทำหน้าที่เป็นผู้นำทางวิชาการ (Instructional leader) ซึ่งในอนาคตจะต้องเปิดกว้างสู่การเรียนรู้ใหม่ ๆ ยิ่งขึ้น แม้ว่าการเรียนรู้บางอย่างอาจจะขัดแย้งกับปรัชญาความเชื่อหลักของตนก็ตาม ผู้นำ CLO จะต้องแสดงพฤติกรรมแบบอย่างทางวิชาการให้สอดคล้องกับสิ่งที่ตนพูด และอยากให้ครูแสดงพฤติกรรมด้านการเรียนการสอนอย่างที่ตนต้องการ ผู้นำการเรียนรู้หรือ CLO ต้องทำตนเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต (Life – long learner) ขยันต่อการเข้าสัมมนาทางวิชาการเพื่อเสนอแนวคิดและความรู้ใหม่ ๆ ด้านการเรียนการสอน ชอบการศึกษาค้นคว้าความรู้ใหม่ ๆ ทางวิชาชีพจากแหล่งวิชาการที่มีอยู่มากมาย นำมาสนทนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคณะครูอย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งกระตุ้นและสนับสนุนให้ครูทำเช่นเดียวกับตน การเป็นผู้นำแบบ CLO นั้นสิ่งที่ครูใหญ่ต้องทำและขาดมิได้ ก็คือ การสร้างวัฒนธรรมสร้างสรรค์นวัตกรรม (Culture of innovation) ขึ้นในโรงเรียน ภายใต้วัฒนธรรมดังกล่าว ทุกคนในโรงเรียนจะต้องทำวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action research) ในเรื่องต่าง ๆ เช่น การวิจัยในชั้นเรียน เป็นต้น ทุกคนพัฒนาอุปนิสัยตนเองในการเก็บรวบรวม (Collecting) วิเคราะห์ข้อมูล (Analyzing) และแปลความหมายข้อมูล(Interpreting data) อยู่ตลอดเวลา เพื่อนำผลที่ได้ไปทำการปรับปรุงด้านวิชาการและการเรียนรู้ของนักเรียนให้บังเกิดผลดีที่สุดอย่างต่อเนื่อง
ด้วยเหตุนี้บทบาทของผู้นำแบบสร้างสรรค์ ในฐานะ CLO ของโรงเรียนจึงแตกต่างไปจากการเป็นครูใหญ่ในแนวคิดเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องมีทักษะสูงของการเป็นผู้ให้บริการ การเป็นผู้ส่งเสริมผู้เอื้ออำนวยความสะดวก (Facilitator) เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ตลอดเวลาของสมาชิกทุกคนในโรงเรียน ผู้นำแบบ CLO จะต้องให้ความช่วยเหลือครูและบุคลากรในการเอาชนะความรู้สึกกลัว ต่อการผิดพลาดของตนเหล่านี้ โดยยึดหลัก “ผิดเป็นครู” จะต้องพยายามยกระดับมาตรฐานการทำงานของครูบุคลากร ด้วยการส่งเสริมให้แต่ละคนเลือกทำงานหรือแก้ปัญหาที่มีความยากสลับซับซ้อนที่ต้องใช้ความคิดสูง ใช้ความเพียรพยายามสูง และพยายามให้แต่ละคนหลีกเลี่ยงงานหรือปัญหาที่ง่ายซึ่งใครก็สามารถทำได้ ส่งเสริมให้ครูเปลี่ยนแนวคิดในการประเมินผลนักเรียนแบบเก่าที่เน้นการให้คะแนนแก่คนที่ตอบคำถามถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำถามหรือโจทย์ง่าย ๆ เพราะนักเรียนจะใช้ความพยายามในการเรียนรู้และใช้ความคิดน้อย แต่ในทางตรงข้าม ควรมีการให้คะแนนแก่นักเรียนที่เลือกทำโจทย์หรือปัญหาที่ยากแต่อาจได้คำตอบสุดท้ายอาจไม่ตรงกับที่ครูตั้งไว้ก็ได้ ทั้งนี้เพราะเด็กกลุ่มนี้จะต้องใช้ระดับความคิดและความพยายามสูงกว่าเด็กกลุ่มแรก โดยเฉพาะจะได้กระบวนการ (Process) คิดและการทำงาน รวมทั้งสามารถมองเห็นทางเลือกต่างๆ ที่สามารถไปสู่คำตอบสุดท้าย และที่สำคัญเด็กสามารถประยุกต์วิธีการไปใช้กับชีวิตจริงมากกว่าเด็กที่ได้คำตอบถูกต้องแต่ใช้ความพยายามน้อยกว่ามาก
สรุปบทความ
การเป็นหัวหน้าสูงสุดด้านการเรียนรู้ (ครูใหญ่) ทำหน้าที่เป็นผู้นำทางวิชาการในอนาคตจะต้องเปิดกว้างสู่การเรียนรู้ใหม่ๆ แม้บางอย่างอาจขัดแย้งกับความเชื่อหลักของตน แต่ผู้นำ CLO จะต้องแสดงพฤติกรรมแบบอย่างทางวิชาการให้สอดคล้องกับสิ่งที่ตนพูดและอยากให้ครูแสดงพฤติกรรมด้านการสอนอย่างที่ตนต้องการ ผู้นำจะต้องเรียนรู้ตลอดชีวิตหาความรู้ใหม่ๆ ทางวิชาการ นำความรู้ที่ได้มาสนทนากับครูอยู่เสมอเป็นการกระตุ้นให้ครูทำเช่นเดียวกับความคิดตน การเป็นผู้นำสิ่งที่ต้องทำและขาดมิได้ คือ การสร้างวัฒนธรรมสร้างสรรค์นวัตกรรมขึ้นในโรงเรียน โดยทุกคนในโรงเรียนจะต้องมีส่วนร่วมในการทำ เช่น การทำวิจัยในชั้นเรียน เพื่อนำผลที่ได้ไปปรับปรุงด้านวิชาการและการเรียนรู้ของนักเรียนด้วยเหตุนี้บทบาทของผู้นำแบบสร้างสรรค์จึงแตกต่างไปจากการเป็นครูใหญ่ในแนวคิดเดิม ผู้นำจะต้องพยายามยกระดับมาตรฐานการทำงานของครูและบุคลากรด้านการส่งเสริมให้แต่ละคนแก้ปัญหาด้วยตนเอง การส่งเสริมให้ครูเปลี่ยนแนวคิดในการประเมินผลนักเรียน
การนำไปใช้ประโยชน์
1. ครูได้ใช้ความสามารถของตนเองอย่างเต็มที่ในการเรียนการสอน
2. ครูสามารถแก้ปัญหาด้วยตนเองได้ไม่ว่าปัญหานั้นจะสลับซับซ้อน
3. นักเรียนมีพัฒนาการในการเรียนรู้ได้มากขึ้น
4. เด็กสามารถตอบโจทย์ปัญหาได้ทั้งแบบง่ายและแบบยาก
5. เด็กสามารถประยุกต์วิชาไปใช้กับชีวิตประจำได้
บทความบทที่ 2 ภาวะผู้นำ และการเปลี่ยนแปลง
|
ภาวะผู้นำ และการเปลี่ยนแปลง |
|
เขียนโดย ดร. ประพนธ์ ผาสุขยืด |
||
|
สรุปบทความ
การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เกิดขึ้นทุกยุคทุกสมัยการเปลี่ยนแปลงจะรวดเร็วและมีผลกระทบรุนแรง การเปลี่ยนแปลงได้สร้างความหายนะให้กับองค์กรหลายแห่งไม่เว้นแม้กระทั้งองค์กรที่เคยประสบความสำเร็จมาในอดีต บางครั้งการเปลี่ยนแปลงก็ได้สร้างโอกาสใหม่ให้กับหลายองค์กร หากจะมองการเปลี่ยนแปลงในระดับบุคคลคงจะไม่มีอะไรสำคัญและยิ่งใหญ่ไปกว่าการเปลี่ยนแปลงมุมมอง (ทิฏฐิ) และทัศนคติ ไม่ยึดติดอยู่กับความคิดความรู้เดิมๆ ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่และเป็นการเริ่มต้นสู่การเปิดรับสิ่งใหม่ด้วยใจที่ไม่มีอคติและเราสามารถปรับเปลี่ยนองค์กรให้ได้มาซึ่งโครงสร้างองค์กรที่แนบราบ ไม่สลับซับซ้อนไม่มีลำดับชั้นมากเป็นองค์กรที่ยืดหยุ่น ถ้าผู้บริหารเข้าใจว่าระบบขอองค์กรจริงๆแล้วเป็นระบบที่มีชีวิต เป็นระบบเปิดที่จำเป็นต้องมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมอยู่ตลอดเวลา เป็นระบบที่ไม่อาจเขียนเป็นตัวหนังสือได้ แต่ประกอบด้วยชีวิต จิตวิญญาณ ความรู้สึก ความสัมพันธ์ระหว่างกัน การเปลี่ยนแปลงไม่จำเป็นต้องกำหนดวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและแรงจูงใจ แต่บางครั้งการสร้างศรัทธาในตัวผู้นำที่เป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้องค์กรนำไปสู่ความสำเร็จได้
การนำไปใช้ประโยชน์
ความศรัทธาในตัวผู้นำอาจทำให้องค์กรเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ผู้นำจะต้องมีความเสียสละ เป็นผู้ให้ ไม่เห็นแก่ตัว ไม่มุ่งที่จะเอาชนะแต่อย่างเดียว เข้าใจในระบบการทำงานของบุคคลในองค์กร แค่นี้ก็อาจนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จได้
บทความบทที่ 3 ผู้นำคือสาเหตุแห่งความล้มเหลว
ผู้นำ...คือสาเหตุแห่งความล้มเหลว
วันพุธที่ 24 กันยายน 2008 เวลา 00:00 ข้อมูลธุรกิจ
ทีมงานคือผู้สร้างความสำเร็จ แต่ผู้นำ...คือสาเหตุแห่งความล้มเหลว!
ผมมีความเชื่อจากประสบการณ์และมุมมอง ที่อาจจะแตกต่างกับหลายๆ ท่านในเรื่องของ “ผู้นำ” อยู่อย่างหนึ่งว่า…ความสำเร็จของหน่วยงานและองค์กร เกิดจากความทุ่มเทและศักยภาพของคีย์แมนในหน่วยงานและทีมงานระดับปฏิบัติการ ทุกคนที่ร่วมแรงร่วมใจทำ มากกว่าศักยภาพของผู้นำสูงสุดในองค์กร
เพราะอะไรผมจึงมีมุมมองแบบนี้ เพราะผมเชื่อว่า วิสัยทัศน์ นโยบาย และ กลยุทธ์ที่ออกมาจากผู้นำ ไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดความสำเร็จ ถ้าปราศจากคีย์แมนและทีมงานที่จะแปรเปลี่ยนสิ่งที่ผู้นำคิดไปสู่การปฏิบัติ จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ…แต่ทุกครั้งที่เกิดความสำเร็จทั้งที่สำคัญและไม่ สำคัญขององค์กร…ผู้นำคือผู้ที่ได้รับเครดิตไปเต็มๆ ในขณะที่คีย์แมนและทีมงาน ก็ได้แต่ปิดทองหลังพระไปเหมือนเดิม
แน่นอนว่า ผู้นำก็มีส่วนที่ทำให้เกิดความสำเร็จ เพราะเป็นผู้กำหนดทิศทางต่างๆ แต่ปัจจัยแห่งความสำเร็จไม่ได้เกิดจากผู้นำเพียงคนเดียว….ในทางตรงกันข้าม หน่วยงานและองค์กรที่ประสบความล้มเหลวหรือถึงขนาดหายนะ ปัจจัยหลักๆ มักจะเกิดจากผู้นำหน่วยงานหรือผู้นำองค์กร
ตัวอย่างเช่น การรุกแบบก้าวกระโดดด้วยความโลภที่ทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นโอกาส ย่อมทำให้องค์กรไปสู่ความล้มลุกคลุกคลานในสิ่งที่ไม่ใช่จุดแข็ง จนทำให้องค์กรล้มลง หรือ การมีนโยบายเน้นประหยัดต้นทุนมากเกินไปจนทำให้คุณภาพของสินค้า บริการ ไปจนถึงคุณภาพของทีมงานลดลงจนกระทั่งสูญเสียลูกค้า
หรือแม้กระทั่งการเป็นผู้นำที่มีแต่ ความกร่าง ดื้อแบบดันทุรัง มั่นใจแบบไร้สติ เก่งแต่เรื่องสร้างศัตรูแต่ปราศจากความสามารถในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ หรือสร้างพันธมิตร ย่อมเป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำองค์กรไปสู่ความล้มเหลวได้อย่างง่ายดาย เพราะใครๆ ก็อยากเห็นผู้นำประเภทนี้ล้ม
หลายองค์กร ที่เคยล้มเหลวเพราะมีผู้นำที่แย่ๆ เมื่อมีการเปลี่ยนผู้นำก็กลับมาสู่ความสำเร็จได้ เหตุผลไม่ใช่เกิดจากความสามารถของผู้นำที่ปรับทิศทางหรือเปลี่ยนกลยุทธ์ แต่เหตุผลหลักๆ เกิดจากผู้นำคนใหม่รู้ว่า ไม่ควรทำอะไรที่จะนำไปสู่ความล้มเหลว และควรทำอย่างไรที่จะให้ทีมงานทุกระดับร่วมกันสร้างศักยภาพใหม่ จนนำไปสู่ความสำเร็จต่างหาก
ฉะนั้น…โดยส่วนตัวแล้ว ความสำเร็จของทุกหน่วยงาน ทุกองค์กร ผมมักจะให้เครดิตกับทีมงานทุกระดับ (ทีมงานระดับผู้บริหารหน่วยงานไปจนถึงทีมงานระดับปฏิบัติการ) มากกว่าให้เครดิตกับผู้นำสูงสุดขององค์กร
เพราะสิ่งที่ผมได้เห็นจากประสบการณ์ ผมเห็นความทุ่มเท ผมเห็นความมุ่งมั่น ผมเห็นความเหน็ดเหนื่อย การเสียสละอย่างมากจากเรื่องส่วนตัว เรื่องครอบครัวมาทุ่มให้กับหน่วยงานให้กับองค์กร เปรียบเทียบความเหนื่อยยากในการคิด ในการทุ่มเทของผู้นำสูงสุดแล้ว ผมก็ยังให้คะแนะทีมงานมากกว่าผู้นำสูงสุดอยู่ดี
ประเด็นของวันนี้ก็คือ ผู้นำสูงสุดทุกองค์กร ต้องตระหนักและ ลด ละ อัตตาว่า ทุกความสำเร็จเกิดจากตนเอง ทุกความล้มเหลวเกิดจากคนอื่น (ทีมงาน) ต้องรู้ว่า ไม่ว่าท่านในฐานะผู้นำสูงสุดจะเก่งแค่ไหนก็ตาม ไม่มีทางที่จะทำทุกอย่างให้สำเร็จได้
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ธีรพล แซ่ตั้ง
แก้ไขล่าสุด ( วันจันทร์ที่ 04 มกราคม 2010 เวลา 16:18 )
สรุปบทความ
เหตุผลที่ต้องมีการกำหนดวิสัยทัศน์ นโยบายและกลยุทธ์ของแต่ละองค์กรไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดความสำเร็จ ถ้าปราศจากคีย์แมนและทีมงานที่จะแปรเปลี่ยนสิ่งสำคัญที่ผู้นำคิดไปสู่การปฏิบัติจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทุกครั้งที่เกิดความสำเร็จทั้งที่สำคัญและไม่สำคัญผู้นำคือผู้ที่ได้รับเครดิตไปเต็มๆ ในขณะที่คีย์แมนและทีมงานได้แต่ปิดทองหลังพระ ผู้นำมีส่วนทำให้เกิดความสำเร็จเพราะเป็นคนกำหนดทิศทางแต่ปัจจัยแห่งความสำเร็จไม่ได้เกิดจากผู้นำเพียงคนเดียวในทางตรงกันข้ามหน่วยงานและองค์กรที่ประสบความล้มเหลาหรือถึงขนาดหายนะปัจจัยหลักๆ มักเกิดจากผู้นำองค์กรเพราะผู้นำที่มีแต่ความกร่าง ดื้อแบบดันทุรัง มั่นใจแบบไร้สติ เก่งแต่เรื่องสร้างศัตรูแต่ปราศจากความสามารถในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ หรือสร้างพันธมิตรย่อมเป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำองค์กรไปสู่ความล้มเหลวได้อย่างง่ายดาย
การนำไปใช้ประโยชน์
ผู้นำที่สามารถพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จได้ เหตุผลไม่ใช่เกิดจากความสามารถของผู้นำที่ปรับทิศทางหรือเปลี่ยนกลยุทธ์ เหตุผลหลังๆ คือผู้นำรู้ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ อะไรที่จะนำพาองค์กรไปสู่ความล้มเหลว และ ควรทำอย่างไรที่จะทำให้เกิดความสำเร็จในองค์กร ผู้นำต้องตระหนักและให้ความสำคัญกับคีย์แมนและทีมงานทุกคน ถ้าทุกคนร่วมมือกันก็จะนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จ
ส่งงาน ดร.ดิศกุล เกษมสวัสดิ์
มาเยี่ยมชมผลงานครับ ok ครับ