ปฏิรูปการศึกษารอบสอง ต้องปฏิรูปภูมิปัญญา

 

สังคมวิกฤตขาดปัญญา

เหตุระบบการศึกษาไทยบิดเบี้ยว

             

         ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส และประธานสมัชชาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย บรรยายเรื่อง “สังคมแห่งการเรียนรู้กับการพัฒนาคุณภาพเด็กและเยาชนไทย”  โดยระบุว่า ขณะนี้สังคมไทยกำลังเผชิญวิกฤตทางปัญญาและขาดวัฒนธรรมทางปัญญา มีปัญญาไม่พร้อมที่จะเผชิญการแก้วิกฤต ซึ่งทำให้หาทางออกไม่เจอ

     "การจะปฏิรูปเรื่องใดก็ตามต้องเริ่มที่ปฏิรูปปัญญา เหตุการณ์ในวันนี้ถ้าไม่ใช้วัฒนธรรมทางปัญญาก็จะแก้ปัญหาไม่ได้ ปัญหาวิกฤตนี้ซับซ้อน เป็นปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยเงินหรืออำนาจ" สภาพปัญหาของระบบการศึกษาไทยว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยเกิดระบบการศึกษาที่บิดเบี้ยว เกิดคุรุกรรมของการศึกษามิติเดียว ยึดวิชาการเป็นตัวตั้ง ไม่นำชีวิตและความสัมพันธ์ฐานชีวิตในชุมชนเป็นตัวตั้งในการเรียนรู้ด้วย เกิดภาพการศึกษาที่ห้องเรียน เกิดการเรียนรู้และการสอนแบบทางเดียว ครูเป็นผู้ถ่ายทอด ส่วนนักเรียนเป็นผู้รับอย่างเดียว อีกทั้ง การศึกษามิติเดียวยังแยกออกจากวัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่น ฐานชีวิตในชุมชนของนักเรียน ทั้งที่มนุษย์มีศักยภาพพหุมิติและสามารถปฏิสัมพันธ์การเรียนรู้ได้โดยรอบด้าน ดังนั้นต้องปรับแนวคิดเรื่องการศึกษาใหม่ การศึกษานั้นไม่ได้มีแต่ทรัพยากรการเรียนรู้ที่ครูเท่านั้น ยังมีการศึกษาที่มีปฏิสัมพันธ์รอบด้านกับชุมชนจะทำให้เด็กและเยาวชนเป็นคนเก่งดี มีความสุขในการเรียนรู้ ดังนั้นจะทำอย่างไรให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ลักษณะนี้ เนื่องจากการพัฒนาที่ผ่านมาได้ทำลายชุมชนท้องถิ่น ระบบการศึกษาทำให้เด็กและเยาวชนละทิ้งชุมชน ซึ่งเป็นฐานชีวิตและเป็นฐานของประเทศ
         “เราเกิดสภาพการสอบเอนทรานซ์ที่เหมือนนรกกับสวรรค์ ที่ใครเอนทรานซ์ไม่ได้ก็เหมือนตกนรก ทำให้อุดมศึกษากลายเป็นธุรกิจ เกิดสภาพมหาวิทยาลัยอ่อนแอทางวิชาการอย่างมาก ไม่สามารถวิจัยพัฒนานโยบายสาธารณะได้ ปล่อยให้เรื่องเหล่านี้ขึ้นอยู่กับคนแค่บางกลุ่ม การศึกษาสร้างคนหยิบโหย่งเต็มประเทศ เกิดบัณฑิตที่ทำงานไม่เป็น ไม่อดทน ไม่รับผิดชอบ เกิดระบบการศึกษาที่บิดเบี้ยว ดังนั้นวันนี้ต้องช่วยกันทำเรื่องนี้เสียใหม่

7 ยุทธศาสตร์ปฏิรูปปัญญานำพาชาติ

     สำหรับยุทธศาสตร์ในการปฏิรูปปัญญาเพื่อนำพาชาติออกจากวิกฤติ ศ.นพ.ประเวศ กล่าวว่า โครงสร้างใหม่ของระบบการศึกษาไทยต้องนำเรื่องของวิถีชีวิตเป็นตัวตั้ง เนื่องจากฐานของการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดคือฐานการศึกษาของชุมชนซึ่งเป็นการศึกษาเพื่อชีวิต ถัดมาต้องทำเรื่องอาชีวศึกษา เมื่อทำฐานทั้งสองได้แล้วจากนั้นค่อยมทุ่มสู่การศึกษาเพื่อวิชาการ พร้อมกันนี้ ราษฎรอาวุโส ได้เสนอให้ใช้ 7 ยุทธศาสตร์ในการสร้างวัฒนธรรมทางปัญญา ขับเคลื่อนสังคมแห่งการเรียนรู้ ได้แก่

     1.ต้องสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ เช่น ต้องมีคนแมปปิ้งการศึกษาภูมิปัญญาความรู้ในชุมชนทั่วประเทศร่วมกัน

    2.การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยต้องสร้างการเรียนรู้ที่เข้าใจในธรรมชาติของสมองเด็กด้วย เพื่อการพัฒนาการเรียนรู้อย่างถูกต้องเหมาะสมแก่เด็ก

    3.สร้างโครงสร้างใหม่ของระบบการศึกษาที่ยึดชีวิตเป็นตัวตั้ง

    4.ทำการอ่านให้เป็นระเบียบวาระแห่งชาติ เนื่องจากขณะนี้ไทยยังไม่ใช่ชาติแห่งการอ่าน แต่เป็นชาติแห่งการพูด ควรส่งเสริมให้มีชมรมรักการอ่านและห้องสมุดในทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ

    5.ปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ในการศึกษา มหาวิทยาลัยทั้งหมดต้องตั้งโจทย์เรื่องนี้ใหม่

    6.ต้องสร้างองค์กรเรียนรู้ องค์กรส่งเสริมการเรียนรู้ เช่น ภาคธุรกิจเอกชน ภาคราชการควรมีองค์กรส่งเสริมการเรียนรู้ให้คน

   7.สร้างการสื่อสารที่ปฏิรูปการเรียนรู้ ต้องใช้สื่อทุกชนิดทุกประเภทเพื่อการเรียนรู้ของคนไทย สถานีโทรทัศน์ควรเป็นสถาบันการสื่อสารเพื่อการเรียนรู้ให้สังคม เนื่องจากทุกวันนี้สื่อถูกใช้ประโยชน์เพียงแค่การบริโภคและบริภาษกัน

ที่มา ยุทธศาสตร์ 3 ปี สสค.ปูทางประเทศสู่ "สังคมแห่งการเรียนรู้"

http://www.thaireform.in.th/news-education/1457--3-.html 

                           สืบค้นวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๓