ปันส่วนที่เหลือ เจือส่วนที่ขาด
ทีมงาน : นักล่าฝัน ๑๖ วันครั้ง
จัดไป...ครับ กับ การขยายงานแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ SRM
วันที่ ๘ – ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ณ พื้นที่ รพสต.สำพะเนียง อ.บ้านแพรก จ.พระนครศรีอยุธยา
ขอขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนและทีมงานผู้ร่วมก่อการในครั้งนี้
นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสำพะเนียง สาธารณสุขอำเภอบ้านแพรก หัวหน้าฝ่ายการโรงพยาบาลบ้านแพรก ทีมพยาบาลและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทุกท่าน ตลอดจนผู้แทนสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลสำพะเนียง , ผู้แทนคณะกรรมการกองทุนสุขภาพตำบลสำพะเนียง , ผู้แทนกำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน , ผู้แทนอาสาสมัครสาธารณสุข , ผู้แทนกลุ่มแกนนำต่างๆ และประชาชนตำบลสำพะเนียง
สวัสดีอีกครั้งครับ เพื่อนพ้องน้องพี่ มิตรรักแฟนประจำและชั่วคราว ครั้งนี้ผู้เขียนจะขอเล่าประสบการณ์ที่ได้ดำเนินการจัดทำแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ SRM ให้กับพื้นที่ รพสต.สำพะเนียง ผู้ข้าร่วมก่อการครั้งนี้กว่า ๓๐ ท่าน มีประเด็นนำเสนอหลายเรื่องอยู่เหมือนกัน อย่าลืมนะครับ เหมือนเดิมเพื่อนพ้องน้องพี่ที่มีข้อคิดเห็น หรือประเด็นแลกเปลี่ยนส่งมาได้ที่ E-mail : [email protected] นะครับผม
การดำเนินงานจัดทำกระบวนการสร้างและใช้แผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ ในระดับปฏิบัติ
(จากประสบการณ์ตรงที่ได้ก่อการในพื้นที่ครั้งแรก ย้ำนะครับ ครั้งแรก ยังจำต้องมีการปรับกระบวนการในครั้งต่อๆ ไป)
เริ่มอย่างไรดีนะ?
ผู้เขียนขอเริ่มที่การถ่ายทอดเรื่องราวของการอบรมแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์เลยนะครับ ในส่วนของพิธีการหรือพิธีกรรมต่างๆ ขอให้เป็นแนวทางตามแต่ละพื้นที่ก็แล้วกัน คือ หลังจากที่มีการกล่าวต้อนรับ กล่าวเปิดงานของผู้บริหารแล้ว ทีมงานของเราก็นำเสนอสภาวะสุขภาพในพื้นที่ชุมชนตำบลสำพะเนียง โดยเจ้าหน้าที่ของพื้นที่เอง (สร้างทีมครับ พยายามสร้างไว้ให้มากๆ ครับ เพราะจะได้ก่อตัวกันเป็น Teamwork) สรุปเป็นรายประเด็นให้ชุมชนพอเห็นภาพว่า ณ ปัจจุบันนี้สุขภาพของประชาชนในตำบลของเราเป็นอย่างไร โรคไหนที่ป่วยมากที่สุด (เน้นไปในโรคเรื้อรังนะครับ) โรคระบาดในพื้นที่มีมากขนาดไหน โรคที่เกิดจากอาหารการกินส่งผลกระทบอะไรบ้าง การดูแลส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุ วัยเรียน วัยรุ่น แม่และเด็กในชุมชนเป็นอย่างไร สิ่งแวดล้อมของชุมชน (เช่นเรื่องของขยะ ไม่ว่าจะเป็นขยะบนพื้นดิน ขยะในน้ำ) สร้างปัญหาหรือไม่ จากนั้นเล้าโลมให้ประชาชนเห็นว่าหากเรายังปล่อยให้เป็นแบบนี้ อนาคตอีก ๕ ปี ๑๐ ปี ข้างหน้า ชุมชน/ตำบลของเราจะเป็นอย่างไร จะเกิดอะไรขึ้นบ้างกับเด็ก วัยรุ่น ผู้สูงอายุของเรา คนป่วยจะมีมากขนาดไหน คนในชุมชนของเราจะอยู่กันแบบไหน (สร้างภาพที่น่ากลัวเข้าไว้ครับ อิอิ)
ประเด็นแลกเปลี่ยน
ในการค้นหาผู้ร่วมก่อการ(สร้างและใช้ SRM) คือกลุ่มเป้าหมายที่เราจะชักชวนมาร่วมก่อการนั้น ควรเป็นผู้ที่สามารถทำงานได้ทันทีเมื่อเติมเต็มตาราง ๑๑ ช่อง และสร้างแผนปฏิบัติการ(Mini SLM) เสร็จ เพราะว่าในตาราง ๑๑ ช่องนั้นจะบอกได้ทันทีว่า วิธีการหรืองานทางสังคม(ช่องที่ ๕) คืออะไรบ้าง แล้วใครจะเป็นคนทำหรือผู้รับผิดชอบ(ช่องที่ ๑๑) ใช้เงินหรือไม่ใช้เงิน(ช่องที่ ๑๐) และควรจะทำเมื่อใด(ช่องที่ ๙) หากเพื่อนพ้องน้องพี่ ไม่ใส่ใจในรายละเอียดของบุคคลผู้ร่วมก่อการแล้ว แผนปฏิบัติการที่ได้มา ก็อาจจะเป็นเพียงเสือกระดาษเท่านั้น มองหาคนที่มีศักยภาพ มีสมรรถนะ แล้วจับคนกลุ่มนี้ไว้ รับรองครับเพื่อนพ้องน้องพี่จะทำงานได้ง่ายมากๆ “การเลือกผู้ร่วมก่อการ สำคัญมิใช่น้อย”
นำเข้าสู่บทเรียนแบบไหน?
หลังจากชี้นำให้เห็นแล้วว่า สุขภาพของประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างไร ต่อมาก็พาผู้เข้าร่วมอบรม เข้าสู่บทนำในการเรียนและการฝึกปฏิบัติ เป็นลักษณะการแนะนำสิ่งที่เป็นพื้นฐานที่ผู้เข้าร่วมอบรมจำเป็นต้องทราบก่อนลงมือเรียนหรือปฏิบัติการ ทีมงานใช้วิธีการให้แต่ละคนตอบคำถามลงในกระดาษที่แจกให้
จงตอบคำถามเกี่ยวกับการเดินทางจากบ้านของท่านมาที่สถานที่จัดประชุม ดังนี้
๑.จุดหมายปลายทางของท่านก่อนการเดินทางคือ?
ตอบ............. เฉลย ....ชื่อสถานที่จัดประชุมหรือนัดหมาย....
๒.ท่านใช้เส้นทางใดบ้างในการเดินทาง?
ตอบ............ เฉลย ....ชื่อถนนหรือเส้นทางที่เดินทาง เช่น ทางน้ำ ถนนสายนั้นสายนี้....
๓.ท่านใช้วิธีหรือพาหนะอะไรในการเดินทาง?
ตอบ............ เฉลย ....วิธีเดินทางหรือพาหนะ เช่น เดิน จักรยาน รถ เรือ อาศัยคนอื่นมา....
๔.ท่านทราบได้อย่างไรว่า ท่านถึงจุดหมายปลายทางที่ท่านต้องการแล้ว?
ตอบ............ เฉลย ....บอกถึงลักษณะที่แสดงว่าถึงจุดหมายที่กำหนด / สถานที่นัดหมาย....
๕.จากคำถามทั้ง ๔ ข้อ องค์ประกอบของผังทางเดินคืออะไรบ้าง?
ตอบ............ เฉลย ....จุดหมายปลายทาง และ วิธีปฏิบัติการให้ถึงจุดหมายปลายทาง ตามเวลาที่กำหนด....
จบคำถาม ๕ ข้อ ก็อาจจะถามผู้ร่วมก่อการสักหนึ่งคนครับ ว่าเขาตอบว่าอะไรบ้าง เมื่อเรียบร้อยแล้วก็สรุปให้กลุ่มฟังครับ
คือในการเดินทางแต่ละครั้ง เราต้องรู้ก่อนว่า “เราอยู่ที่ไหน” และ “เราจะไปที่ไหน” ก็คือกำหนดจุดหมายปลายทาง จากนั้น “เราก็หาวิธีการหรือเส้นทางที่จะเดินทาง” ถึงจุดหมายปลายทางให้เร็วที่สุด
การวางแผนที่ยุทธศาสตร์ เปรียบเสมือนการเดินทางของคนเรา และมีคำกล่าวสำคัญที่ว่า “รู้ว่าจะไปไหน แต่ไปไม่ถูก ก็ยังดีกว่าไปได้ทุกที่ แต่ไม่รู้ว่าจะไปไหน”
รู้จักกับแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ก่อนดีไหม?
ลำดับต่อไปแนะนำให้ผู้เข้าร่วมอบรมรู้จักกับแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์เสียหน่อยครับ เราใช้การบอกเล่าว่าแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์คืออะไร จะทำมันขึ้นมาอย่างไร ทำแล้วชุมชนจะได้อะไร แบบสั้นๆ กระชับซึมซับในใจความ “แผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ คือ เครื่องมือในการสื่อสารและบริหารจัดการที่จะเชื่อมโยงความสัมพันธ์ ระหว่างวิธีการปฏิบัติทั้งหมด ที่เราเลือกจะไปให้ถึงจุดหมายปลายทาง ในหลายๆ มิติ หรือหลายๆ มุมมอง เปลี่ยนจากต่างคนต่างทำ มาทำงานร่วมกันใช้พื้นที่เป็นฐาน บูรณาการทุกภาคส่วนโดยเน้นการมีส่วนร่วมทุกขั้นตอน สอดคล้องกับวิถีชีวิตและความต้องการของพื้นที่ เพื่อที่ชุมชนจะได้มีทิศทางการพัฒนาที่ชัดเจน สอดคล้องกับวิถีชีวิตและความต้องการของชุมชน โดยชุมชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง”
แผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ ช่วยให้เราเห็นภาพความเชื่อมโยงของยุทธศาสตร์ทั้งหลายว่าแต่ละตัวนั้นเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในเชิงความเป็นเหตุเป็นผลอย่างไร เป็นแผนที่ที่จะไม่ทำให้เราหลงทาง
เข้าสู่กระบวนการสร้างและใช้แผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ จะประกอบด้วย ๒ ส่วน ดังนี้
ส่วนที่ ๑ การสร้างแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ มี ๓ ขั้นตอน คือ
ขั้นตอนที่ ๑ การวิเคราะห์บริบท/สถานการณ์ของพื้นที่
ขั้นตอนที่ ๒ การกำหนดจุดหมายปลายทาง
ขั้นตอนที่ ๓ การสร้างแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ฉบับหลัก (SRM)
ส่วนที่ ๒ การใช้แผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ มี ๔ ขั้นตอน คือ
ขั้นตอนที่ ๔ การสร้างแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ฉบับปฏิบัติการ (SLM)
ขั้นตอนที่ ๕ การนิยามเป้าประสงค์ของยุทธศาสตร์จาก SLM และการกำหนดตัวชี้วัดรายประเด็น
ขั้นตอนที่ ๖ การสร้างแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ฉบับปฏิบัติการย่อย หรือแผนปฏิบัติการ (Mini SLM)
ขั้นตอนที่ ๗ การเปิดงานและติดตามผล (ถ่ายระดับไปสู่การปฏิบัติงาน)
ประเมินสถานการณ์ทำกันอย่างไร?
แบ่งกลุ่มเรียบร้อยก็เข้าสู่การบรรยายขั้นตอนที่ ๑ การวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ของพื้นที่ หรือการประเมินบริบท ทำให้เรารู้ว่า มีอะไรเกิดขึ้นในระบบของการพัฒนา ซึ่งจะสะท้อนสถานภาพการพัฒนาในขณะนั้นๆ ว่าอยู่ในสภาพดี – แย่อย่างไร? มีแนวโน้มเป็นอย่างไร? และขณะนี้ชุมชนของเราอยู่ตรงไหนของสถานการณ์ โดยใช้ภาพแผนที่ความคิด (Mind Map) จัดวางระดับทั้ง ๔ ระดับ/มุมมอง มีทิศทางการระดมความคิดตามลำดับดังนี้
ระดับประชาชน มีเจตนารมณ์สำคัญ คือ ประชาชนเป็นอย่างไร? ได้อะไร? ทำอะไรได้บ้างในการพัฒนา และจะได้รับคุณค่าเพิ่มขึ้นอย่างไร จากการเรียนรู้หรือพัฒนา
ระดับภาคีเครือข่าย มีเจตนารมณ์สำคัญ คือ ผู้ที่มีส่วนร่วมการพัฒนามีใครบ้าง และแสดงบทบาทอย่างไร เพื่อให้ประชาชนได้สมประโยชน์
ระดับกระบวนการ มีเจตนารมณ์สำคัญ คือ ในการที่ภาคีเครือข่ายและประชาชน จะบรรลุตามมุมมองที่กำหนด จำเป็นต้องพัฒนากระบวนการที่สำคัญๆ อย่างไรบ้าง
ระดับรากฐาน จะคิดในเชิงที่ว่า เมื่อจะให้บรรลุถึงระดับต่างๆ ตามที่กล่าวมา ต้องมีการพัฒนาสิ่งที่ถือว่าเป็นพื้นฐานอย่างไร โดยจะรวมอยู่ในเรื่องใหญ่ ๓ เรื่องคือ (๑) คน (๒) ข้อมูล และ (๓) องค์กร
หลังจากจบการบรรยาย ก็ให้กลุ่มได้เริ่มปฏิบัติ โดยตั้งประเด็นคำถามในการวิเคราะห์สถานการณ์ว่า “การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคของประชาชนตำบลสำพะเนียง” เป็นอย่างไร และคาดหวังให้เป็นอย่างไรในอนาคต ซึ่งทีมพี่เลี้ยงจะมีกระดาษคำถามให้กับกลุ่มจำนวน ๑๐ ข้อ ตามใบงานที่ ๑ ให้กลุ่มใช้ภาพแผนที่ความคิด เขียนทุกความคิดเห็นตามระดับต่างๆ ทั้งประชาชน ภาคีเครือข่าย กระบวนการ และรากฐาน ให้เวลากับกลุ่มมากสักหน่อยนะครับ เพราะเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญมาก เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความคิดต่างๆ ที่จะได้รับการบรรจุในการสร้างแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ในขั้นต่อๆ ไป
ขยับขยายย้ายที่กันดีกว่าไหม?
เมื่อได้รู้จักกับแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์แล้ว ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการสร้างแผนที่ ผู้เขียนได้แบ่งกลุ่มผู้เข้าร่วมอบรมออกเป็น ๒ กลุ่ม (กลุ่มละ ๑๕-๑๖ คน) โดยคละเคล้าสมาชิกในแต่ละกลุ่มให้มีความหลากหลาย ทั้ง สมาชิกสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัครสาธารณสุข กรรมการกองทุนสุขภาพตำบล ผู้แทนจากกลุ่ม/ชมรมในพื้นที่ แล้วก็ให้กลุ่มนั่งล้อมวงหันหน้าหากัน คัดเลือกประธาน ๑ คน(ทำหน้าที่ชวนกลุ่มพูดคุยตามประเด็นกิจกรรม) เลขาฯ ๒ คน(ทำหน้าที่เขียน/บันทึก/จด ความคิดเห็น..ขอบอกว่า ๒ คนนี้มีความสำคัญมากๆ) โฆษก ๑ คน(ทำหน้าที่นำเสนอความคิดเห็นกลุ่ม)
เมื่อแบ่งกลุ่มเรียบร้อยเราก็ส่งทีมพี่เลี้ยงเข้ามาเป็นตัวกระตุ้น(ทำหน้าที่ช่วยแนะนำกลุ่ม คอยสรุปประเด็นที่กลุ่มทำ รวมทั้งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับกลุ่ม ในฐานะที่เราดูแลมาตรการทางวิชาการ)
ประเด็นแลกเปลี่ยน
ห้องก่อการหรือห้องจัดประชุม ถือเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญนะครับ ที่ต้องคำนึง คือถ้าห้องคับแคบเกินไปก็จะทำให้เสียงของแต่ละกลุ่มนั้นเสียดแทงโสตประสาทกันได้ ควรหาขนาดห้องที่เหมาะสม หรือหาสถานที่ที่สร้างบรรยากาศในการพูดคุย ไม่ร้อน(ผู้เขียนไม่ได้หมายถึงต้องอบรมในห้องแอร์นะครับ) ไม่แคบ ไม่อึดอัด จะได้ชวนคุยกันด้วยอารมณ์สุนทรีย์
ประเด็นแลกเปลี่ยน
ในการพูดคุยแสดงความคิดเห็นกันนั้น ต้องทำข้อตกลงเบื้องต้นให้ชัดเจนว่าประเด็นที่เราจะพูดคุยกัน คือ เรื่องพฤติกรรมสุขภาพ เท่านั้นและใช้สุนทรียปรัศนี ในการพูดคุย จะไม่พูดว่าคนนั้นทำไม่ดี คนนี้ทำไม่ถูก แต่ควรพูดว่า อยากให้หน่วยนั้นเป็นแบบนี้ อยากให้คนนี้ทำแบบนั้น อะไรที่ไม่ดีให้ไปใส่ไว้ในส่วนของความคาดหวัง(คืออยากให้เป็นอย่างไร?) ที่สำคัญต้องฟังอย่างตั้งใจ ไม่ตัดสินและจับประเด็นให้ได้ เพราะถ้าไม่ตั้งใจฟังแล้วจะจับประเด็นไม่ได้ ก็เขียนลงในแผนที่ความคิดไม่ได้
รู้แล้วว่าตอนนี้อยู่ไหน จะไปถึงจุดหมายได้อย่างไร?
หลังจากที่กลุ่มผู้เข้าร่วมอบรมประเมินสถานการณ์เรียบร้อย (จะให้แต่ละกลุ่มนำเสนอก่อนก็ได้นะครับ) แต่ในเวทีนี้เราไม่ได้ให้นำเสนอเนื่องจากข้อจำกัดด้านเวลา เข้าสู่ขั้นตอนที่ ๒ การกำหนดจุดหมายปลายทางเลย ใช้การบรรยายให้ผู้เข้าร่วมอบรมทราบว่า จุดหมายปลายทาง เป็นจุดตั้งต้นของการสร้างแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ที่จะระบุเวลาที่ชัดเจนกว่า ไม่ใช่เป็นการแสดงวิสัยทัศน์หรือพันธกิจ แต่เป็นการแสดงเหตุผลความเชื่อมโยงของวัตถุประสงค์ต่างๆ (คือรู้ว่าจะไปไหน หรือ ที่จะไปถึง) และที่สำคัญคือ แสดงความเป็นไปได้ในอำนาจของหน่วยงาน หรือภายใต้เงื่อนไขของแต่ละระดับ (อยู่ในวิสัยที่ทำได้)
หลังจากจบการบรรยาย ให้กลุ่มลงมือปฏิบัติ โดยใช้ใบงานที่ ๒ ประกอบด้วย ให้ระบุหัวข้อเลยว่า “ผังจุดหมายปลายทางการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคของประชาชนตำบลสำพะเนียง ภายในปี ๒๕๕๓-๒๕๕๖” ทีมพี่เลี้ยงช่วยสรุปสิ่งที่คาดหวังจากการระดมความเห็น (ทีมพี่เลี้ยงจะมีจุดหมายปลายทางของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาอยู่ในมือแล้ว) ให้กลุ่มเขียนประโยคที่รวบรวมได้จากแต่ละระดับภายใต้หัวข้อต่อไปนี้
๑.ระดับประชาชน ให้กำหนดสิ่งที่ต้องการให้เกิด ให้มี ให้เป็น “อะไร?” โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทหรือพันธะที่ประชาชน/ชุมชน จะร่วมกันทำ พิจารณาเพิ่มเติมว่า สิ่งที่ดี แต่อยากให้ดีกว่านี้ หรือสิ่งที่คาดหวัง (ภายใน ๔ ปี) มีอะไรบ้าง
๒.ระดับภาคีเครือข่าย ให้กำหนดสิ่งที่ต้องการให้เกิด “อะไร?”ภายในระยะเวลา ๔ ปีและพิจารณาเพิ่มเติมว่า ยังมีใคร/กลุ่มใดอีกบ้างที่เราต้องการให้มาเป็นภาคีเครือข่าย และอยากให้เขาเหล่านั้นแสดงบทบาทอย่างไรบ้าง
๓.ระดับกระบวนการ ให้กำหนดสิ่งที่ต้องการให้เกิด “อะไร?”ภายในระยะเวลา ๔ ปีและพิจารณาว่า ถ้าประชาชน/ภาคีเครือข่าย จะเป็นอย่างที่หวังไว้ตามจุดหมายปลายทาง จะมีกระบวนการ/วิธีการอะไรอีกบ้างที่เราต้องการให้เกิดขึ้น
๔.ระดับรากฐาน ให้กำหนดสิ่งที่ต้องการให้เกิด “อะไร?” ภายในระยะเวลา ๔ ปีและพิจารณาว่า ถ้ากระบวนการ/วิธีการ จะเป็นไปอย่างที่หวังไว้ เราต้องมีการเตรียมความพร้อมอะไรอีกบ้าง ในด้านคน ด้านข้อมูล และด้านองค์กร
ประเด็นแลกเปลี่ยน
ในขั้นตอนนี้อาจจะมัวติดกับการค้นหาภาษาเขียนที่เลิศหรู ผู้เขียนเห็นว่าบางทีถ้าคิดอะไรไม่ออก ก็เขียนสิ่งที่ประชาชนเขาคิดเขาบอกมาเอาไว้ก่อนก็ได้ครับ (แล้วเราค่อยมาปรับภายหลัง ไม่งั้นเสียเวลาแย่) หรือไม่ก็สอบถามชวนกลุ่มคุยว่าที่พูดมานั้นมันสอดคล้องกับจุดหมายปลายทางของส่วนกลางอันนี้หรือเปล่า ถ้าคำตอบคือใช่ ก็เข้าทางเราลอกตามส่วนกลางไปเลย ไม่ต้องมานั่งปวดหัวคิดใหม่ จริงไหมครับ(แล้วก็เอ่ยวจีชมเขาสักหน่อยนึงครับว่า “เก่งมากเลยนะครับ คิดได้ตรงกับระดับกระทรวงเลย”)
แผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ฉบับหลัก SRM และฉบับปฏิบัติการ SLM ทำให้เข้าใจง่ายๆ ได้ไหม?
เมื่อกลุ่มมีจุดหมายปลายทางแล้ว (จะนำเสนอหรือไม่นำเสนอก็แล้วแต่ใจชอบ) หัวข้อนี้จะอยู่ในขั้นตอนที่ ๓ และ ๔ ใช้การบรรยายเป็นหลักครับ เน้นเล่าให้กลุ่มฟังแบบสั้น กระชับ ง่าย เข้าใจได้(ไม่มากก็น้อย อิอิ) ในเวทีที่สำพะเนียงใช้การเล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปของแผนที่ทั้ง ๒ ฉบับ แล้วก็บอกถึงประโยชน์ที่เราจะนำมาใช้ แบบนี้ครับ
ขั้นตอนที่ ๓ การสร้างแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ Strategic Route Map : SRM (แผนที่ฉบับหลัก) เรานำเสนอภาพแผนที่ SRM (จะเป็นของส่วนกลาง หรือของจังหวัดฯ ก็ได้ครับ) ให้กลุ่มผู้เข้าร่วมอบรมได้ดู(อย่างทรมาน เพราะตัวหนังสือมันเล็กมากครับ ฮ่าๆๆๆ) พร้อมอธิบายวิธีการได้มาซึ่งกล่องเป้าประสงค์(การเปลี่ยนแปลง)ต่างๆ ที่มาจากข้อความในจุดหมายปลายทางของแต่ละระดับ แล้วนำมาเขียนให้อยู่ในรูปเป้าประสงค์ของยุทธศาสตร์ เป็นการกำหนดคำกลางๆ กว้างๆ มีความหมายครอบคลุมตามประเด็นในแต่ละระดับ โดยเขียนในเชิงผลผลิตสุดท้ายที่แสดงให้เห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้น หรือต้องทำอะไรให้เกิดขึ้นกับทั้ง ๔ ระดับนั้น พร้อมกำหนดกลยุทธ์ไว้ประมาณ ๓-๕ กลยุทธ์ต่อ ๑ เป้าประสงค์
ในเวทีหรือการอบรมครั้งนี้เราไม่ได้สร้าง SRM เนื่องจากปกติแผนที่ฉบับหลักหรือแผนที่ใหญ่จะสร้างโดยต้นทาง ซึ่งมีผู้แทนจากหลายภาคส่วนเข้าร่วม ทั้งเครือข่ายวิชาการ ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนสาธารณสุขทุกระดับ และผู้แทนจากพื้นที่ เป็นการกำหนดภาพรวมไว้สำหรับใช้อ้างอิง หรือสำหรับเลือกใช้เป้าประสงค์อื่นๆ กรณีที่เส้นทางที่เลือกไว้ไม่ประสบผลสำเร็จ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า พื้นที่สร้างแผนที่ฯฉบับหลักเองไม่ได้..ใช่หรือไม่ คำตอบคือไม่ใช่ครับ พื้นที่สามารถสร้างแผนที่ฉบับหลักขึ้นเองได้ หากต้องการทำงานที่นอกเหนือไปจากที่ส่วนกลางมี ดังนั้นหากพิจารณา SRM ของส่วนกลางในครั้งนี้ถือว่ามีความครอบคลุมอยู่แล้ว เราจึงยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องสร้างขึ้นมาใหม่
ขั้นตอนที่ ๔ การสร้างแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ฉบับปฏิบัติการ Strategic Linkage Model : SLM (แผนที่ฉบับทางด่วน) สามารถดำเนินการแล้วคาดว่าน่าจะสำเร็จได้ภายใน ๒ ปี เราใช้การนำเสนอภาพแผนที่ SLM ของส่วนกลางให้กลุ่มผู้เข้าร่วมอบรมได้ดู พร้อมอธิบายวิธีการได้มา จากแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ฉบับหลัก โดยแต่ละองค์กรจะพัฒนาแผนที่เฉพาะส่วนของตนที่เรียกว่าแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ฉบับปฏิบัติการ โดยพิจารณาเป้าประสงค์พร้อมกลยุทธ์ของแต่ละระดับว่า มีอะไรที่จะต้องปฏิบัติภายใน ๒ ปี ให้บรรลุจุดหมายปลายทางที่กำหนด
พิจารณาเลือกทางเดินที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้ไปถึงจุดหมายปลายทางที่สะดวกรวดเร็วที่สุด เสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด ภายในระยะเวลาสั้นที่สุด ซึ่งจะมีจำนวนเป้าประสงค์น้อยกว่าแผนที่ฉบับหลัก และการใช้ประโยชน์ของแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ จะกระทำที่แผนที่ฉบับนี้ ทำให้การพัฒนาเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทุกฝ่ายทราบว่าจะร่วมมืออย่างไร? กับใคร? เมื่อใด? อีกอย่างเราสามารถปรับแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ฉบับปฏิบัติการได้ ถ้าการดำเนินงานส่อเค้าว่างานจะไม่เป็นไปตามแผน
ประเด็นแลกเปลี่ยน
ในขั้นตอนการสร้าง SRM และ SLM นี้ ผู้เขียนเห็นว่าการอธิบายให้กลุ่มเข้าใจถึงวิธีการได้มานั้น เป็นเรื่องที่ยากพอสมควร แต่ขอให้เพื่อนพ้องน้องพี่เข้าใจไว้ก่อนในระดับหนึ่งแล้วกันครับว่า แผนที่แต่ละฉบับที่ได้มาจากส่วนกลางนั้นมีที่มาอย่างไร และจะใช้ประโยชน์อย่างไร คือ แผนที่ฯ ฉบับหลัก (SRM) นั้น มีไว้สำหรับใช้ในการอ้างอิงและการทบทวนเลือกกล่องเป้าประสงค์อื่น ที่แผนที่ฯ ฉบับปฏิบัติการ (SLM) ไม่สามารถดำเนินการให้บรรลุผลสำเร็จได้
ส่วน SLM นั้น คือแผนที่ฯ ฉบับปฏิบัติการที่เราได้คัดเลือกเป้าประสงค์และกลยุทธ์หลัก จากแผนที่ฯ SRM โดยคาดหวังว่าจะสามารถทำให้บรรลุจุดหมายปลายทางได้ในระยะ ๑ – ๒ ปี(แสง) และแต่ละกล่องเป้าประสงค์ที่เลือกมานั้น มีความสัมพันธ์กันในเชิงเหตุและผลอย่างชัดเจน
มึนตึบ! เลยอะดิ (ถ้าไม่เข้าใจก็ปล่อยๆ มันไปเถอะนะครับ อย่าถือสาผู้เขียนเลย อิอิ
ทำอย่างไรดีให้ได้ตาราง ๑๑ ช่อง?
ใช้วิธีการบรรยายยาวมาเลยครับตั้งแต่ขั้นตอนที่ ๓ ขั้นตอนที่ ๔ และขั้นตอนที่ ๕ ตารางนิยามเป้าประสงค์จาก SLM และการกำหนดตัวชี้วัด ก่อนที่จะให้กลุ่มผู้เข้าร่วมอบรมได้ลงมือปฏิบัติ ก็อธิบายให้กลุ่มฟังเสียหน่อยครับว่าวิธีการเติมเต็มตารางนิยามเป้าประสงค์จาก SLM นั้นทำอย่างไร
หลังจากจบการบรรยาย ก็เข้าสู่ช่วงของการปฏิบัติ ในเวทีนี้เรากำหนดประเด็นทางด้านสุขภาพให้กับกลุ่มจำนวน ๓ ประเด็น (กลุ่มละ ๑ ประเด็น) จากนั้นก็ให้ทีมพี่เลี้ยงเขียนตาราง ๑๑ ช่อง โดยใช้หัวข้อที่ชัดเจน เช่น “ตารางช่วยนิยามเป้าประสงค์ของแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ฉบับปฏิบัติการ SLM การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการป้องกันโรคเบาหวาน-ความดันโลหิตสูงของประชาชนตำบลสำพะเนียง” ขั้นตอนนี้มีใบงานที่ ๔ ช่วยนะครับ
ทีมพี่เลี้ยงชวนกลุ่มคุยระดมความคิดเห็นถึง ชุมชนหรือสังคมจะมีวิธีการหรือมีการกระทำอย่างไร ที่จะทำให้สามารถบรรลุเป้ประสงค์ดังกล่าวได้ (เติมลงในช่องหมายเลข ๕) กรณีช่องหมายเลข ๔ ทีมวิทยากรพี่เลี้ยงสามารถช่วยเหลือกลุ่มโดยเติมวิธีการทางวิชาการลงไปด้วยก็ได้ครับ เช่น ในเป้าประสงค์ชุมชนระบบเฝ้าระวังที่มีประสิทธิภาพ คือปัจจุบัน จนท. มีการตรวจคัดกรองโรคเบาหวาน-ความดัน โดยการซักประวัติและเจาะ FBS อยู่แล้ว ในส่วนของชุมชนหรือสังคมจะมีส่วนช่วยอะไรบ้าง ที่จะทำให้การคัดกรองเฝ้าระวังสำเร็จได้ดียิ่งขึ้นอาจจะนะครับอาจจะได้คำตอบมาว่า
- ชุมชนก็ช่วยกันประชาสัมพันธ์แจ้งกลุ่มเป้าหมายให้รับทราบ โดยแกนนำ หรือ การใช้หอกระจายข่าว
- ชุมชน / แกนนำ อาจจะช่วยกันนัดรวมกลุ่มเป้าหมาย หรือ ช่วย จนท.สำรวจรายชื่อ ช่วยลงทะเบียน ชั่งน้ำหนัก วัดความดัน หรืออื่นๆ
- ชุมชน อาจจะสร้างข้อตกลงหรือข้อบังคับให้กลุ่มเป้าหมายทุกคนต้องไปรับการตรวจคัดกรองตามเกณฑ์ที่กำหนด
- กระจายข่าวสารข้อมูลผลการคัดกรอง ให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับทราบ โดยผ่านทางหอกระจายข่าว หรือการทำจดหมายแจ้ง ส่งไปทางผู้นำชุมชน เป็นต้น
จะเห็นว่าทั้งหมด คืองานหรือวิธีการที่เกิดขึ้นโดยชุมชน อาจทำโดยแกนนำ หรือประชาชนก็ได้ แล้วทีมพี่เลี้ยงก็ชวนกลุ่มพิจารณาดูว่า งานหรือการกระทำข้อใด ที่ชุมชน / ประชาชน / แกนนำ ทำแล้วจะส่งผลให้บรรลุเป้าประสงค์
ประเด็นแลกเปลี่ยน
ตาราง ๑๑ ช่อง ก็เป็นอีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญครับเพื่อนพ้องน้องพี่ เพราะทั้งหมดของการอบรมจะสามารถทำให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ ก็ด้วยขั้นตอนนี้ คือ หากกลุ่มผู้ก่อการสามารถเติมเต็มตาราง ๑๑ ช่องได้ครบถ้วน และละเอียดมากเพียงใด โดยเฉพาะในส่วนของวิธีการทางสังคม(ช่องที่ ๕) จะทำให้เราพอมองเห็นภาพได้ว่า แล้ววิธีการที่กลุ่มนำเสนอขึ้นมานั้น ใครจะเป็นคนทำหรือใครควรจะรับผิดชอบดำเนินการ(ช่องที่ ๑๑) ตรงนี้แหละครับ เราก็นำทั้งหมดนี้สรุปให้กลุ่มฟัง แล้วก็บอกว่าสามารถลงมือปฏิบัติได้เลย (กรณีที่งานหรือวิธีการนั้น ไม่ต้องใช้งบประมาณ) แต่หากวิธีการหรืองานใดที่ต้องใช้งบประมาณ ก็มาสำรวจดูว่า ในพื้นที่มีแหล่งที่พอจะสนับสนุนได้หรือไม่ หรือว่าควรจะให้ใครไปดำเนินการติดต่อประสานผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่อไป
เห็นไหมครับ ถ้าได้ขนาดนี้ แผนที่ฯ ที่เราได้ร่วมกันทำ ก็จะไม่เป็นเพียงเสือกระดาษ แต่ถูกนำกลับไปทำได้ในทันที โดยกลุ่มผู้ร่วมก่อการ ผู้เขียนถึงได้บอกว่า “การคัดเลือกผู้ก่อการนั้น สำคัญนะครับ”
อ้อ..อีกเรื่องครับ คือในส่วนของวิธีการทางสังคม ควรเน้นที่ระดับประชาชน กับระดับภาคีเครือข่ายนะครับ เพราะในสองระดับนี้เป็นระดับที่จะสามารถสร้างบทบาทประชาชนได้ สำหรับในระดับกระบวนการและรากฐานนั้น ไม่มีวิธีการทางสังคมก็ไม่เป็นไรครับ “ช่างมันเถอะ สักโลครึ่งก็พอ”
เฮ้อ...วันแรกของการอบรม ก็จบลงไปแล้ว ด้วยอาการโล่งอกของทีมงาน แต่ว่าเพื่อนพ้องน้องพี่ต้องไม่ลืมนำภาพแผนที่ความคิดทั้งหมดที่กลุ่มก่อการเขาทำไว้ มาสรุปลงในโปรแกรม Mind Map นะครับ แล้วก็จุดหมายปลายทางด้วย เอาทั้ง ๓ กลุ่มที่ทำนั่นแหละมารวมกันเสียให้เป็นภาพของชุมชน เพื่อจะได้นำเสนอในช่วงเช้าของการอบรมวันต่อไป
วันที่สองของการอบรม
วันนี้เริ่มต้นที่สรุปภาพกิจกรรมทั้งหมดที่ได้ทำในวันแรกของการอบรม (ตรงนี้ทีมงานต้องไปนั่งทำสรุปมาเพื่อนำเสนอกลุ่มผู้เข้าร่วมอบรมนะครับ) คือ นำเสนอตั้งแต่การประเมินสถานการณ์/วิเคราะห์สิ่งที่ดี และสิ่งที่คาดหวังในเกิดขึ้นในอนาคต ด้วยแผนที่ความคิด Mind Map จากนั้นก็ต่อด้วยผังกำหนดจุดหมายปลายทางทั้ง ๔ ระดับ เพื่อให้เห็นภาพร่วมกัน
จากนั้นให้ตัวแทนแต่ละกลุ่มนำเสนอตาราง ๑๑ ช่องของกลุ่มตามประเด็นที่ได้รับ (ครบทุกกลุ่มเลยก็ดีครับ) แต่เวทีนี้ทีมงานไม่ได้ให้นำเสนอ เนื่องจากเราได้ปรับมาใช้เวทีใหญ่ให้กลุ่มก่อการช่วยกันคิดร่วมกัน (จริงๆ แล้ว ก็เป็นที่รู้กันดีครับว่าจำนวนผู้ร่วมก่อการนั้น วันที่สองมันต้องน้อยกว่าวันแรกอยู่แล้ว มันคือ animal will do (สัจธรรม) ครับพี่น้อง) ทีมงานเราก็เลยตัดตอนการนำเสนอของกลุ่
สวัสดีค่ะคุณบินเดี่ยว
แวะมาเป็นกำลังใจให้ค่ะ
ขอบคุณครับ
คุณยาย(ยังสาว) ขอบคุณที่แวะเวียนมาแบ่งปันกำลังใจ
คนทำงานมีแรงสู้ต่อไป