ปันส่วนที่เหลือ เจือส่วนที่ขาด
ทีมงาน : นักล่าฝัน ๑๖ วันครั้ง
กราบสวัสดีครับ เพื่อนพ้องน้องพี่ หลังจากเสร็จภารกิจการรายงาน SAR เรียบร้อย(จะได้คะแนนตามที่คาดหวังไว้หรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ไม่เป็นไร อย่างน้อยทีม คปสอ.เราก็มีจุดหมายปลายทางคือ ส่งรายงานSAR ตามเกณฑ์ที่กำหนด ฮ่าๆๆ) นั่งอ่าน SAR ไปก็คิดไปด้วยว่า “ทำไมนะ ตัวชี้วัดมันถึงได้มากมายขนาดนี้ ทำไมนะเราต้องทำงานเพื่อตอบตัวชี้วัดเดิมๆ ซ้ำๆ ทุกปี” เฮ้อ...คิดแล้วหน่ายจัง แล้วก็เหลือบตาขวาไปเห็นเอกสารฉบับหนึ่งชื่อว่า “งานสร้างสุขภาพ ... ความสำเร็จอยู่ที่ไหน?” นั่นอ่ะดิ ผู้เขียนก็ถามตัวเองไปด้วยเหมือนกัน แล้วก็ลองแย้มดูเนื้อหาข้างใน ปรากฏว่า คำตอบอยู่ในนี้นี่เองครับเพื่อนพ้องน้องพี่ เขาบอกว่ามันมีเครื่องมืออันหนึ่งที่จะช่วยทำให้งานสร้างสุขภาพสำเร็จ คือ “แผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ Strategic Route Map : SRM”
ถามว่าทำไมต้องเป็น SRM ทั้งที่แท้จริงแล้ว หลายๆ พื้นที่ก็มีเครื่องมือดำเนินงานสร้างสุขภาพของตนอยู่แล้ว (ผู้เขียนเชื่อว่าอย่างนั้น) จะต้องให้มาทำ SRM อีกทำไม? ผู้เขียนขออนุญาตทำความเข้าใจแบบนี้ครับว่า SRM นั้นก็เป็นเพียงเครื่องมืออีกตัวหนึ่ง ที่มีความพร้อมและมีความสมบูรณ์ในเรื่องของกระบวนการจัดการความคิดของชุมชน ของประชาชน ที่สามารถเข้าใจได้ง่าย คือ ทำให้รู้ว่า (๑.) ณ เวลานี้ชุมชนของเรามีสิ่งดีๆ อะไรบ้าง เราต้องการให้ชุมชนเป็นอย่างไรในอนาคต (๒.) ชุมชนสามารถกำหนดจุดหมายปลายทางการพัฒนาสุขภาพร่วมกัน มีความชัดเจนและเป็นไปได้ตามข้อเท็จจริงของพื้นที่ มีกรอบระยะเวลาที่แน่นอน อีกทั้งยังบอกได้ว่า (๓.) วิธีการที่จะทำให้สำเร็จตามจุดหมายปลายทางนั้น ชุมชนต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง มีขั้นตอนอย่างไร จะทำเมื่อไหร่ ใครรับผิดชอบดำเนินการ
SRM เป็นเครื่องมือที่ช่วยเปลี่ยนระบบการทำงาน การคิด การพูด ของชุมชนให้กลายเป็น “ชุมชนของฉันคิดว่าจะส่งเสริมสุขภาพแบบนี้นะหมอ มีกิจกรรมตามนี้ หนึ่ง สอง สาม สี่ แล้วหมอจะช่วยพวกฉันทำอะไรได้บ้าง”ไม่ใช่ “คุณหมอบอกมาซิคะ ว่าจะให้พวกฉันทำอะไรต่อไป” SRM คือเครื่องมือที่จะช่วยสร้างกระบวนการคิดของชุมชน ของประชาชน ให้เขาได้คิดเอง วางแผนเอง แล้วก็หาแนวร่วม คือภาคีเครือข่ายที่จะช่วยสนับสนุนงานของพวกเขาเอง นี่แหละครับงานสร้างสุขภาพของเพื่อนพ้องน้องพี่สำเร็จแล้ว
ผู้เขียนอยากให้เพื่อนพ้องน้องพี่เปิดใจสักนิดครับ อย่าคิดว่าเป็นการสร้างภาระเพิ่ม เมื่อนำเอา SRM เข้ามาใช้ แต่อยากให้คิดเสียว่า “จากเครื่องมือหรือวิธีการที่พื้นที่ทำได้ดีอยู่แล้วนั้น SRM จะมีส่วนช่วยอะไรได้เพิ่มเติมอีกบ้าง” ที่สำคัญผู้เขียนอยากให้เพื่อนพ้องน้องพี่ได้ทบทวนกระบวนการทำงานของเราที่ผ่านมาตลอดระยะเวลาหลายสิบปี เรามีแต่จะมุ่ง “ให้บริการ ให้บริการ แล้วก็ให้บริการ” ถึงเวลาแล้วครับที่เราต้องปรับเจตคติของตัวเอง เปลี่ยนบทบาทจากผู้ให้ มาเป็นผู้สร้าง สร้างคน สร้างแนวคิด สร้างแนวทาง สร้างความเป็นผู้นำ สร้างชุมชน ให้ยืนได้ด้วยตัวเอง
ผู้เขียนสังเกตนะครับว่า เรื่องแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์นี้ มาแรงและเร็วมาก ที่บอกว่ามาแรง ผู้เขียนเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีครับ เพราะอย่างน้อยก็มากับนโยบาย ผู้บริหารเห็นความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงและให้การสนับสนุน แต่ข้อสังเกตนิดเดียวของผู้เขียนคือ ที่ว่าเร็วนั้น ผู้เขียนมองว่ามันเร็วเกินไปหรือเปล่า ด้วยข้อจำกัดเรื่องเวลา ที่ถูกตีกรอบให้ต้องดำเนินงานให้เสร็จภายในเมื่อนั้นเมื่อนี้ ผู้เขียนเกรงว่าถ้ามันเร็วเกิน จนทำให้เพื่อนพ้องน้องพี่ไม่เกิดความศรัทธาและไม่มีความเชื่อมั่นในเครื่องมือที่เรียกว่า SRM แต่ก็จำต้องทำไปเพียงเพื่อให้มันมีผลงานตอบตัวชี้วัดเท่านั้น ถ้าเป็นเช่นนี้เพื่อนพ้องน้องพี่อาจจะคิดว่าเป็นการเพิ่มภาระงานและแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ที่ทำขึ้นมา ก็จะไม่มีใครเดินตามทางนั้นต่อ มันก็จะถูกเก็บไว้เป็นเพียง “ของที่ระลึก” เท่านั้นเอง
อย่างไรก็ตามผู้เขียนก็ยังคิดว่า SRM นี้ มาได้ถูกเวลาครับ เพราะหลายๆ พื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาของเราเอง หรือในพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ สามารถดำเนินการได้สำเร็จ เห็นเป็นตัวอย่างมากมาย อย่างน้อยแหล่งเรียนรู้เราก็มีพอสมควร อยู่ที่ว่า เพื่อนพ้องน้องพี่พร้อมที่รู้เรียนหรือไม่
ร่วมด้วยช่วยกันครับ ผู้เขียนเชื่อครับว่า เราคงไม่สามารถที่จะสร้างให้สมบูรณ์แบบได้ภายในวันสองวัน หรือภายในปีสองปีนี้หรอกครับ แต่หากเพื่อนพ้องน้องพี่ ไม่ร่วมกันลุกขึ้นมาก่อการ “สร้าง” เสียแต่วันนี้ ต่อไปไม่ว่าจะอีกกี่วัน กี่เดือน กี่ปี เราก็จะต้องคอย “ให้บริการ ให้บริการ แล้วก็ให้บริการ” อยู่ร่ำไป
อย่าลืมนะครับ มีประเด็นที่จะแลกเปลี่ยน ส่งมาได้ที่ e-mail : [email protected] ผู้เขียนยินดีรับฟังทุกความคิดเห็น หากประเด็นใดน่าสนใจและเป็นประโยชน์กับเพื่อนพ้องน้องพี่ท่านอื่นๆ ผู้เขียนจะได้นำเสนอแพร่ขยายความคิดต่อไปครับ
งานสร้างสุขภาพ...ความสำเร็จอยู่ที่ไหน?
การเปลี่ยนวิถีการพัฒนา คือ ทิศทางสำคัญ
การสร้างกระบวนการพัฒนาสุขภาพอย่างเป็นระบบและยั่งยืน หัวใจของความสำเร็จอยู่ที่ “การพัฒนาคน ให้สามารถมีบทบาทร่วมในการพัฒนาได้” จึงจำเป็นที่จะต้องเบนเข็มการพัฒนาเจ้าหน้าที่รัฐที่เน้น วิถีการบริการที่ให้ความสำคัญกับการสร้างบทบาทบุคลากร เทคโนโลยี การบริการ และไม่เชื่อว่าประชาชนจะสามารถทำได้หรือดูแลสุขภาพตนเองได้ โดยแนวคิดใหม่ในการพัฒนาจะทำให้ประชาชนสามารถดูแลตนเอง ชุมชน ให้มีสุขภาพดีและมีความยั่งยืนได้ ซึ่งจะเน้น วิถีการพัฒนาที่ให้ความสำคัญกับบทบาทของประชาชน การสร้างเทคโนโลยีและนวัตกรรมโดยประชาชน
ดังนั้น จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงทั้งกระบวนการคิด (Paradigm) และกระบวนการทำงานในหลายๆ เรื่องให้สนับสนุนระยะการเปลี่ยนผ่าน ได้แก่
การเปลี่ยนทัศนะความคิดในการให้ความหมายเรื่องสุขภาพที่กว้างขึ้น มากกว่าที่จะเป็นเรื่อง การเจ็บป่วยและการรักษาเท่านั้น โดยให้ครอบคลุมทุกมิติ ทั้ง มิติทางกาย ใจ สังคมและปัญญา
การเปลี่ยนกระบวนการทำงานที่เน้นแนวดิ่ง แบบสั่งการเป็นหลัก มาเป็นการทำงานที่มีหลายทิศทาง ทั้งแนวราบ แนวเฉียง ก้าวข้ามให้พ้นกรอบของหน่วยงาน/องค์กรเดิม
การเปลี่ยนการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์เดิม มาเป็นร่วมกับภาคีเครือข่ายสร้างยุทธศาสตร์เพื่อการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า “แผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ Strategic Route Map : SRM”ในการบริหารการเปลี่ยนแปลง
ผู้นำการเปลี่ยนแปลง คือ ผู้ที่สามารถสร้างชีวิตความเป็น ทีมงาน ได้อย่างมีพลัง
องค์กรต่างๆ หลายแห่งมีการลงทุนอย่างมากมาย ในการพัฒนาผู้นำระดับต่างๆ ทั้งโดยการพัฒนาทักษะการสร้างวิสัยทัศน์ ทักษะอาชีพ การสร้างพี่เลี้ยง ซึ่งก็เป็นไปเพื่อเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมการทำงานอย่างเท่าทันในอนาคต ผู้นำการเปลี่ยนแปลงคือ คนช่างฝันที่จะลงมือทำงาน คอยค้นหาโอกาสใหม่ๆ วิธีคิด วิธีการทำงานใหม่ๆ พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส
การพัฒนากระบวนการเรียนรู้และกระบวนการสอนควบคู่กันไป โดยผ่านกลุ่มเครือข่ายต่างๆ อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ จะทำให้เห็นพลังการขับเคลื่อนมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นแนวทางแห่งกระบวนทัศน์ใหม่ที่มีบุคลากรและแกนนำเป็นตัวตั้ง นั่นเอง
โดยสรุป คือ ไม่มีความสำเร็จไหนที่จะทำได้คนเดียว “Team work” เป็นหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการในโลกสมัยใหม่ ซึ่งจะเชื่อมกันเป็นเครือข่าย (Network) “ผู้นำที่เก่งมักจะสร้างทีมงานที่ดี และทีมงานที่ดีก็มักจะสร้างผู้นำที่เก่งไปด้วยในตัว ดังนั้นผู้นำที่เก่งกับทีมงานที่ดี จึงเป็นเรื่องที่แยกจากกันไม่ออก”
หลักการสำคัญของการพัฒนา
เป้าหมายสูงสุดของการพัฒนา คือ การที่ประชาชนแสดงบทบาทในการสร้างสุขภาพและชุมชนอยู่ดี มีสุขอย่างยั่งยืน ด้วยความตั้งใจ เต็มใจและจิตสำนึกที่ดี
หัวใจสำคัญ คือ การพัฒนาบทบาทของประชาชน ทั้งในฐานะสมาชิกของสังคมและองค์กรชุมชน
จากกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ว่า “ในการแก้ปัญหาของบ้านเมืองนั้น ให้ยึดหลักสำคัญ ๓ ประการ คือ เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา”
การดำเนินงานสร้างเสริมสุขภาพแนวใหม่ ได้น้อมเกล้าฯ อัญเชิญพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นมงคลเครื่องนำทาง ในการพัฒนาแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะนำไปสู่การพัฒนาชุมชน
“เข้าใจ”
ในการทำงานเพื่อประชาชนนั้น ควรที่จะเข้าใจในเรื่องต่างๆ ตั้งแต่เข้าใจตนเอง เข้าใจเพื่อนร่วมงานในองค์กร บทบาทหน้าที่ กระบวนการทำงาน เข้าใจผู้มีส่วนเกี่ยวข้องรวมถึงการเข้าใจประชาชน เพราะความเข้าใจอย่างลึกซึ้งจะนำไปสู่การมองอย่างรอบด้าน พร้อมที่จะรับฟังและทำงานร่วมกับผู้อื่น
กระบวนการนำแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ไปสู่การพัฒนากลุ่มเป้าหมายต่างๆ นั้น การถ่ายทอดความรู้หรือแม้แต่การถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ต้องเข้าใจในความแตกต่างระหว่างบุคคล ประสบการณ์และภูมิหลังของผู้เรียนที่สั่งสมมายาวนาน รวมทั้งสิ่งที่ผู้เรียนเผชิญอยู่ในความเป็นจริง เพื่อการเลือกเนื้อหา วิธีการสอนและสื่อที่เหมาะสม
“เข้าถึง”
การเข้าถึงที่สำคัญ คือ การสื่อสารให้เข้าใจ ผู้ที่ทำงานต้องเข้าใจให้ถึงแก่นสาระหรือหลักการสำคัญของการสร้างเครื่องมือ เพื่อนำยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติ ต้องเข้าให้ถึงกลุ่มเป้าหมาย ด้วยการสื่อสารที่ดี อันจะส่งผลให้กลุ่มเป้าหมายได้เข้าถึงแก่นสาระเหล่านั้น
“พัฒนา”
การที่กลุ่มเป้าหมายจะเรียนรู้ และมีส่วนในการพัฒนา จนสามารถแสดงบทบาทในฐานะสมาชิกของสังคมได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ต้องมีการพัฒนากลไกเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่จะทำให้เกิดความเข้มแข็งของภาคประชาชน คือ การใช้แผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์
แผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ มีประโยชน์ในการกำหนดจุดหมายปลายทาง ตลอดจนกระบวนการ เพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ต้องการ
แผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ จะทำให้เกิดการเชื่อมโยง สอดประสานปฏิบัติการของหน่วยงาน/องค์กรต่างๆ ตลอดจนประยุกต์กับระดับต่างๆ ตั้งแต่ระดับชุมชนจนถึงระดับนโยบายได้
“กล้าเปลี่ยนแปลง ก้าวกระโดดข้ามสิ่งที่เป็นอยู่ ไปสู่สิ่งที่ต้องการ”
ขอบคุณสำหรับแนวความคิดดีๆ นะครับ
ขอบคุณนะคะจาอ่านให้เข้าใจ ยิ่งอบรมยิ่งแก่ ยิ่งงงค่ะ
อนามัยอิสานค่ะ
สวัสดีค่ะ ขออนุญาติแชร์ประสบการณ์น่ะคะ่
พอดีมีโอกาสได้ออกฝึกงานเพื่อเติมเต็มกระบวนการเรียนรู้ของสาขาวิชาสาธารณสุุขศาสตรมหาบัญฑิต ซึ่งได้ไปทำ SRM ร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่หนึ่งทางภาคเหนือ ประทับใจในแนวคิดของ SRM ที่มองว่าชุมชนมีศักยภาพสามารถพึ่งพาตนเองได้ แต่ตอนที่ไปทำ ด้วยความอ่อนด้อยในประสบการณ์และมองว่า SRM เป็นเรื่องยาก ทำให้การเรียนรู้ครั้งนี้ไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าไหร่ แต่อย่างว่าน่ะค่ะ ทุกๆการกระทำ ประสบการณ์คือผลพลอยได้ ครั้งแรกกับ SRM ถึงแม้ไม่ประทับใจ(เพระาคาดหวังไว้สูง) แต่ไม่ได้บั่นทอนความตั้งใจในการสร้างสุขเลย ยังคงมุ่งมั่นที่จะฝึกปรือฝีมือ คิดว่าครั้งหน้าจะทำได้ดีกว่าเดิม