จากการได้อ่านหนังสือ คิดเป็นรวยก่อน(กรพจน์ อัศวินวิจิตร)ในบางช่วงบางตอน ก็ทำให้เห็นถึงความคิดของบุคคลสำคัญระดับโลกที่เค้ามีวิสัยทัศน์ในการที่นำพาประเทศไปสู่ความสำเร็จ
เค้าสร้างสิ่งที่ไปสะกิดความสนใจให้ผู้คนหันกลับมาดูสิ่งที่ไม่เคยน่าสนใจ สิ่งที่เคยดูว่าไม่มีคุณค่า ไม่ใช่เพียงแค่หันมา ยังมีความแรงที่ดึงดูดจนทำให้สามารถนำพาตัวเค้าและครอบครัว เพื่อนๆ มาด้วย
หลายที่หลายทางที่ผู้เขียนยกตัวอย่าง ก็เป็นที่ที่หลายคนคุ้นหูกัน เช่น โอเปร่าเฮาส์ ,หอไอเฟล , ตึกแฝดที่มาเลเซีย , ฮ่องกง , ห้างที่สิงค์โปร , กระเช้าที่หน้าผาสูงทรีซิสเตอร์ในออสเตรเลีย เป็นต้น ทั้งหลายทั้งปวงนั้นล้วนดึงดูดผู้คนมากมายจากทั่วโลกให้มาเที่ยว นำเงินมาให้เจ้าของประเทศมหาศาล ทั้งหมดมันมาจากความคิด..ขมวดกันไว้ตรงนี้
ถ้าเราสร้างอะไรสักอย่างที่เป็นจุดที่จะดึงดูดความสนใจของผู้คนได้ เราก็จะคล้ายกับแม่เหล็กที่สามารถดึงดูดผู้คนให้มาหาได้ ยิ่งเป็นสิ่งที่เป็นความสนใจร่วม ยิ่งร่วมมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งทำให้มีจำนวนคนมาหามากเท่านั้น
หากในวันนี้เราได้ทำอะไรที่มีลักษณะพิเศษ แตกต่าง และยิ่งใหญ่พอที่คนส่วนใหญ่ทำไม่ได้ หลายคนก็จะหันมามอง หัวหน้า เพื่อนร่วมงานก็จะมาชม แห่กันมาดูเพราะต้องการจะทำได้อย่างที่ว่าบ้าง โดยรวมคนทั่วไปก็จะทำได้ถึงขึ้นนี้กันทั้งนั้น และพอเพื่อนๆ ก็อบปี้ไป โดนหลายๆ ครั้งก็หมดกำลังใจ หมดไฟกันไป ยิ่งถ้าเป้าหมายของเราเพื่อที่จะเอาใจหรือหวังผลตอบแทนจากการได้ขั้นพิเศษ ได้โบนัส ได้ตำแหน่งอะไรเนี่ย โดยรวมก็จะแห้ว
ที่เป็นเช่นนี้มันเป็นเพราะว่า ยังมีขั้นตอนต่อไปที่สำคัญและหลายคนละเลยกันไป นั่นก็คือการขายให้เป็น สร้างผลงานออกมาคุณต้องเก็บเงินเค้าด้วยทุกครั้งเพราะมันเป็นกฎของการมุ่งสู่ความสำเร็จ หากคุณใจดีคิดว่าทำแล้วก็ยึดว่า ทำดีได้ดี หัวหน้าคงเห็น หรือฟ้ามีตาอะไรทำนองนี้ ผมคิดว่ามันประมาทมาก เพราะคุณไม่ตอบคำถามที่มันตรงกับใจของคุณ สุดท้าย ผลมันก็เป็นอย่างที่ควรจะเป็น มันเป็นธรรมชาติ ผลนั้นก็คือ ความว่างเปล่า แล้วคุณก็หมดกำลังใจ ท้อแท้ มันก็คล้ายกันกับวงล้อการพัฒนา พี ดี ซี เอ แต่มันจะแทนมันจะเป็นเกลียวพุ่งขึ้นฟ้า ดีขึ้น ทิศทางมันกลับหลังหัน มันจะเป็นเกลียวที่พุ่งลงสู่พื้นดินและจมหายไป ตายไป ฉนั้นการพัฒนาต้องทำให้ครบกระบวนการ
คุณต้องขายผลงานของคุณเป็น ต้องตอบได้ว่าคุณได้อะไรจากการทำผลงานชิ้นนี้