กราบสวัสดีค่ะครู

                หลังจากเข้านอนหลังเที่ยงคืน เพราะก่อนนอนทำงานที่ใช้สมองคิด เหมือนเจอวิบากเลยค่ะครู แม้จะอยู่กับลมหายใจ สมองก็คอย วนมาคิด ๆ ๆ พิจารณา เรื่องที่จะพูด เรื่องที่จะไปเล่าให้น้อง ๆ ที่คณะฟัง  หนูยอมรับว่า “ตั้งใจอย่างเป็นที่ ระลึกว่าเป็นโอกาสที่งดงามในการทดแทนพระคุณคณะ เพราะคณะให้หนูมามากแล้ว โอกาสแทนคุณคณะมาถึง จึงขอลุยเต็มเหนี่ยว” แม้จะถูกเชิญไปคุยให้น้อง ๆฟังมาปีนี้เป็นปีที่สาม แต่ก็ต้องยอมรับว่า ความตื่นเต้นยังมีอยู่ค่ะครู และอย่างที่เล่าเมื่อวาน ผู้อำนวยการจากศูนย์ใกล้ ๆ ท่านต้องมาบรรยายต่อจากหนู นั่นแสดงว่าท่านคงจะได้ฟัง ยิ่งเกร็งไปให้ แต่ก็เป็นบททดสอบความบีบคั้นให้หนูได้เรียนรู้ตั้งแต่เริ่มเตรียม ก่อนเข้านอนเมื่อวาน ทำเสร็จสมบูรณ์แล้วค่ะ แต่ความคิดในหัวยังวิ่งวน แบบที่เรียกว่า “มันคิดเอง ควบคุมไม่ได้” ส่งผลให้เกิดอาการนอนไม่หลับพลิกไปมา

                ระลึกถึงครู กับที่ครูเคยเล่าให้ฟังเรื่องการตั้งใจเข้านอน จึงลองเอามาทำดู ตามลมหายใจ ผ่อนคลายร่างกาย

“โห ครูขา การตามลมหายใจ ทำให้เห็นว่า ตัวหนูเกร็งมาก ๆ ก่อนเข้านอน มีความรู้สึกไม่อยากเกร็งซ้ำอีก” 

ครานี้เอาใหม่ ตามลมหายใจไปเรื่อย ๆ เอาเท่าที่พอได้ ลมหายใจค่อย ๆ ชัดขึ้น ความคิด ค่อย ๆ เงียบลง แล้วก็หลับไป

ตื่นขึ้นมาตีสาม ก็ยังมีงัวเงีย รู้สึกได้ถึงอาการมัว ๆในความรู้สึกเป็นยังไม่สดชื่น ก้มลงกราบแล้วก็สวดมนต์ทำวัตรเช้า วันนี้ระลึกว่าเวลามีค่า ทุก นาทีสำคัญ ลงมาเก็บกระเป๋าเสื้อผ้ารีดผ้าที่จะใช้ ระหว่างรีดผ้าภาวนากับการเคลื่อนไหว เห็นความคิด วน ๆ อยู่กับสิ่งที่ต้องทำเป็นระยะเลยค่ะ  ดังว่า “ไปเอาเอกสารที่ทำงานตอนหกโมงเช้า มีนัดตอนแปดโมง ยังไงก็ต้องไปวิ่งออกกำลังกาย กิจวัตรต้องไม่ละเลย”เห็นมันวน ๆ อยู่ เก็บของเสร็จ เอาบันทึกขึ้น G2K แล้วก็เปลี่ยนชุดตั้งใจจะออกไปวิ่งก่อน

แต่พอเดินออกจากบ้าน ล็อคบ้านเสร็จ เผลอแว็บขึ้นรถนั่งหลังพวงมาลัย รู้สึกตัวว่า “อ้าว ผิดลำดับที่เรียงไว้ เพราะควรออกกำลังกายก่อน” พิจารณาใหม่ อะ อันไหนก่อนก็ได้ พอมีเวลาจึงขับรถออกไปทั้งรองเท้าวิ่ง เข้าไปเอาของ ทักทายกับ รปภ ผลัดเช้าอย่างคุ้นเคย เรียบร้อยแล้วก็ออกมา จอดรถไว้ในที่ร่มเพราะจะไม่อยู่อีก ๑๐ วัน เก็บของแล้วก็ออกไปวิ่ง ก้าวแรกที่เท้ากระทบพื้นคำนี้ดังขึ้นว่า “ฝ่าเท้าจูบแผ่นดีแล้วรู้สึกดีจัง” แล้วก็ปรากฏคำว่า “เปล่าเลยฝ่าเท้าแกหน่ะ จูบถุงเท้ากับรองเท้าต่างหาก และที่เหยียบอยู่ก็ซีเม็นต์ ไม่ใช่ดิน” แล้วตาก็มองไปที่หญ้าข้างทางแล้วมีความคิดว่า “ถ้าได้ถอดถุงเท้าแล้วให้ฝ่าเท้าทักทายยอดหญ้าคงสดชื่นดี” ความคิดมันดังขึ้นมาเอง แต่ก็ยังวิ่งต่อไปค่ะ มีความคิดฟุ้งขึ้นมาเป็นประเด็นที่จะพูดกับน้อง ๆ เภสัชที่คณะ พรั่งพรูไหลออกมา เหมือนตอกย้ำข้อมูลที่จะสื่อสาร โดยความตั้งใจคือ “สื่อให้น้องค้นหาตัวเอง เลือกสาขาด้วยความสุข ไม่ให้กิเลสใครเข้ามามีผลกับการตัดสินใจแม้กระทั่งกิเลสของตนเอง” แม้ครั้งนี้จะเป็นครั้งที่สาม รู้สึกกับตัวเองก่อนไปพูดได้เลยค่ะครู ว่าสิ่งที่ครูสั่งสอนมา มันอยู่ในใจหนูเยอะมาก ๆ หลายความคิดที่ดังขึ้นมาเป็นสิ่งที่ครูสอน เช่น ตัดสินใจด้วยสติ อย่าไปส่งเสริมกิเลสใคร  พอวิ่งจนเหงื่อออกแล้วรู้สึกผ่อนคลาย เดินกลับไปบ้านรถน้ำต้นไม้หน้าบ้าน เช้านี้ดอกไม้หน้าบ้านบานแล้ว สีชมพูโดดเด่นเพียงหนึ่งเดียว ท่ามกลางสีเขียวของใบไม้และสีขาวของดอกพุด

  พออุณหภูมิร่างกายลดลงจึงอาบน้ำรอรถมารับ พอเลยเวลาจึงลองโทรไปสอบถามห่วงว่า รถจะเข้ามาไม่ถูก ท่านแจ้งว่าออกมาช้าหน่อยจึงรู้สึกโล่งใจว่าไม่หลงทางแน่ รอสักพักรถก็มาถึง กลายเป็นว่าคนที่มารับคือ เจ้าหน้าที่ภาควิชาเภสัชพฤษศาสตร์และเภสัชวินัจฉัย สาขาที่หนูจบมา คุยทักทายกันอย่างเบิกบานเลยค่ะ ทั้งพี่คนขับเพราะเคยออกไปเก็บต้นไม้ด้วยกัน เจอกี่ครั้งก็ยังรู้สึกถึงความคุ้นเคย นึกขึ้นได้ระหว่างทางหนูลืมกำหนดการทั้งหมดที่จะไปประชุมอีก ๑๐ วัน สอบถามว่าพอมีเวลาจึงขอให้พี่พาไปเอาที่ทำงาน แล้วก็แวะไปรับวิทยากรอีกท่านหนึ่งที่ขวัญมอ แล้วก็ไปที่คณะ กำลังอยู่ระหว่างพิธีเปิดพอดี จึงเข้าไปร่วมนั่งฟัง ประโยคของท่านคณะบดีที่บอกน้อง ๆ เข้ามากระทบใจว่า

“ให้หาคนเอง ถามตนเองว่าเหมาะกับสาขาไหน”

แล้วก็ได้รับโอกาสฟังอาจารย์บรรยายเกี่ยวกับการเลือกสาขาของน้อง ๆ รู้สึกได้ว่า แตกต่างจากเมื่อก่อนมาก พิสูจน์ความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ว่าไม่มีอะไรอยู่นาน ฟังไปเรื่อย ๆ เก็บเกี่ยวความรู้จากท่านอาจารย์แต่ละท่าน ที่มาเล่าช่องทางการเลือกสาขา โอกาสในการไปฝึกงานที่ต่างประเทศ มีเสียงดังอยู่ข้างใน “เคยคิดว่าอยากไป แต่ตอนนี้เสียงนี้เงียบลง ในทางกลับกัน อยากใช้เวลาที่เหลือกับครอบครัวให้มาที่สุด” เสียงดังชัดเจนค่ะครู ย้ำเข้าไปอีกที่น้องวิทยากรอีกคนหันมาถามว่า “ดีจัง ที่ มหาวิทยาลัยที่หนูจบมาไม่เห็นมีแบบนี้เลย ตั้งแต่รุ่นพี่มีแบบนี้ไหม” หันไปตอบน้องว่า “มีค่ะ” แล้วก็นึกย้อน ตอนนั้นก็อิจฉาเพื่อนที่ได้ไป แต่ตอนนี้ต่างไป

กลับมาที่การรับฟังต่อไปเรื่อย ๆ จนพักเบรก หนูจึงลุกไปเตรียมข้อมูลลงเครื่องไว้ พร้อม ๆ กับวิทยากรอีก สองท่านที่จะพูดในช่วงเดียวกัน หนูของพูดเป็นคนสุดท้ายของชั่ว เราทั้งสามมีเวลาหนึ่งชั่วโมง พี่ท่านแรกประสบการณ์เกี่ยวกับวิชาชีพหลากหลายมาก ๆ ที่บ้านเป็นร้านยา พอมาเรียนเลือกสาขาเภสัช เกี่ยวกับการตลาด ทำงานเกี่ยวกับการผลิตวัคซีน ที่กรมควบคุมโรค ย้ายไปทำเรื่องวัคซีนที่ สำนักงานอาหารและยา ตอนนี้ทำอยู่ที่โรงงานผลิตวัคซีน องค์ความรู้ที่ท่านเล่าทำให้เห็นภาพของเภสัชกรที่ทำงานด้าน คิดค้น ออกแบบผลิตภัณฑ์ยาได้อย่างชัดเจน

น้องท่านที่สองมาจากโรงพยาบาลตำรวจ งานนิติวิทยาศาสตร์ ตรวจสารพิษในศพ ภาพที่มานำเสนอสร้างความแตกตื่นให้น้อง ๆ และอาจารย์มิใช่น้อย ศพแล้วศพเล่า เรียงรายตามแต่คดี คนที่จะไปทำงานด้านพิษวิทยา ต้องเปิดใจเรียนรู้ความจริงตรงนี้ได้

สุดท้ายหนูเล่าปิดท้าย บทบาทของเภสัชกรในกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ในมุมเล็ก ๆ ที่เห็นมา ในตอนแรกเอ่ยกราบสวัสดีอาจารย์ และผู้อำนวยการศูนย์ข้างเคียง หากมีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง ขอให้ท่านช่วยเสริม เล่าในภาพกว้าง ๆ และยกตัวอย่างสิ่งที่เคยได้มีโอกาสเรียนรู้และทำมา สุดท้ายปิดด้วยสิ่งที่น้อง ๆ ควรคำนึงก่อนเลือกสาขาว่า

“อย่าเลือกเพราะแฟชั่น เพราะแฟชั่น ไม่อยู่นาน อย่าเลือกเพราะเพื่อน เพื่อนสักวันเขาก็ต้องจากเราไป (พอมันมีแฟนมันก็ทิ้งเรา ฮา กันทั้งห้อง แล้วก็มีเสียงแซวมาว่า ประสบการณ์จริงใช่ไหมครับ ฮาซ้ำ) อย่าเลือกเพราะเงิน เพราะอาจจะต้องแลกมันมาด้วยความสุขทั้งชีวิต ถ้าความสุขของน้อง ๆ คือ เงิน มันจะมีเวลาแค่ชั่วขณะเช่น ทำงานเหนื่อยมาทั้งเดินทุกข์มากเพื่อเงิน พอได้เงินมาแสนหนึ่ง เอาไปช๊อปปิ้ง หมดในหนึ่งชั่วโมง ความสุขมีแค่หนึ่งชั่วโมง แล้วก็กลับมาทุกข์อีก

อะ แล้วพี่มาห้ามหนูอย่างนี้ หนูจะเลือยังไงหล่ะ มีแต่ห้าม พี่มีข้อเสนอ ไกด์ให้เล็ก ๆ ว่า

 

ทำใจให้สบาย อยู่ในที่สงบ ๆ แล้วก็ถามตัวเองว่า

“งานไหนที่ทำแล้วไม่ได้ตังค์ ก็ยังยินดีจะทำ”

“งานนั้นแหละค่ะ คือ งานที่ใช่สำหรับคุณ”

ถ้าน้องได้ทำงานแบบนี้ น้องจะเป็นคนที่น่าอิจฉาที่สุดในโลก เพราะน้องได้รางวัลตั้งแต่คิดจะทำ พอลงมือทำมันยิ่งมีความสุขมากขึ้น จำไว้นะคะ ไม่มีที่ไหนไม่มีปัญหา ไม่มีที่ไหน ไม่มีสภาวะบีบคั้น

แล้วก็มีเสียงถามจากพี่วิทยากรข้าง ๆ ว่า “แล้วน้องจัดการกับปัญหานั้นยังไง”

หนูยิ้มแล้วก็ตอบว่า “จัดการกับอารมณ์ตัวเองก่อน เพราะถ้าเราทำอะไรก็ตามตอนเครียด หรือ กังวล เราจะ จนปัญญา พอรู้สึกสบาย ผ่อนคลายแล้วค่อยมาจัดการกับปัญหา”

การจัดการในตนเองเป็นเรื่องสำคัญมากในการทำงาน เพราะถ้าน้องไปทำ Lab ตอนที่ใจไม่นิ่ง แทนที่งานจะเสร็จจะกลายเป็นว่า งานเจ๋ง ตัวอย่างที่ลูกค้าส่งมาก็มีจำกัด ต้องพร้อมจริง ๆ ค่ะ

หนูกดสไลด์ เป็นภาพของห้องเชียร์คณะแล้วเอ่ยว่า

“ภาพเหล่านี่พี่ได้จากอินเตอร์เน็ต  เขาบอกว่าห้องเชียร์คณะเภสัชศาสตร์” น้องหลายคนพยักหน้า สายตาเป็นประกาย แล้วหนูก็พดต่อว่า

จะแบ่งเป็นกี่ส่วน กี่สาขา แท้ที่จริง ไม่สำคัญเลย

มันเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย อยู่ที่ว่า คุณเข้าใจ เส้นทางนี้แค่ไหนต่างหาก

แล้วมองเห็นตนเองเป็นส่วนใดของบทบาทแห่งวิชาชีพ”

 

กดสไลด์ที่มีคำว่า “แล้วสิ่งที่อยู่ในใจคุณเข้าใกล้คำนี้รึยัง”

 

หนูหยุดแล้วก็พูดว่า“พี่อยากเห็น เป็นสิ่งที่อยากให้น้องเป็นคือสิ่งนี้ค่ะ” แล้วก็กดสไลด์

 

“เภสัชกรที่มีหัวใจเป็นมนุษย์”

 

แล้วพูดว่า เภสัชกรที่มีหัวใจเป็นมนุษย์ คือ อะไรหล่ะ คือมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เอาใจเขามาใส่ใจเรา พร้อมที่จะเสียสละ และทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพียงแค่นี้แหละเราก็เป็นมนุษย์แล้ว

 

สุดท้ายขอฝากไว้นะคะ หนูเอาภาพถ่ายที่ถ่ายจากปฏิทินของเสถียรธรรมสถานเมื่อปีที่แล้ว เป็นภาพรอยยิ้มของแม่ชีน้อยกำลังยิ้ม แล้วมีประโยคว่า

“ถ้าลงมือทำเหตุก็ปฏิเสธผลไม่ได้” เมื่อน้อง ๆ เลือกแล้วก็จงพร้อมรับผลของมัน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น อย่าให้ความผิดพลาดแค่เสี้ยววินาที ทำลายความสุขที่มีทั้งชีวิต

“ชีวิตของน้อง เน้องเลือเอง และเลือกอยู่เสนอ ทุกขณะนะคะ” ขอบกนะคุณค่ะที่ให้โอกาส

 

จบด้วยเสียงปรบมือและความโล่งใจ ค่ะครู หนูรู้สึกได้เลยว่าทุกขณะที่หนูบรรยายครูและอาจารย์อยู่แนบใจ หลายประโยคที่พรั่งพรูออกมา เป็นส่วนที่ได้เรียนรู้ โดนใส่รหัสมาจากทั้งครูและอาจารย์แทบทั้งสิ้น ระหว่างพูดความกลัวไม่ปรากฏ มีแต่สติและความตั้งใจ แล้วมีปีติหล่อเลี้ยงตลอดการบรรยาย คือ ความโล่งสลับกับขนลุกกับสิ่งที่เอ่ยอยู่ พอจบแล้วก็เป็นการจบด้วยความสุข ตลอดการบรรยายเป็นอย่างนี้ค่ะ

แต่ขออนุญาตเล่าแค่นี้ก่อนนะคะ เพราะเดี๋ยวต้องเข้าประชุมแล้ว กราบขออภัยค่ะที่เขียนล่าช้า

ด้วยความรีบเร่ง ศิษย์ขอเอาจดหมายขึ้นก่อน หากยังมีคำผิดหรืออะไร จะรีบกลับมาแก้ไขหลังจากนี้ค่ะ กราบขอบพระคุณครูค่ะ