Entry Journal 4

กราบเรียน อาจารย์ ดร. ประเสริฐ  มงคล ที่เคารพอย่างสูง

 

                กลับมาจากเรียนวันเสาร์ที่ 3  กรกฏาคม 2553 รู้สึกเหนื่อยกับการเรียนวิชาสถิติมาก เพราะมีสาระที่ค่อนข้างมาก  แต่ก็เข้าใจในสาระที่เรียนพอสมควร  คิดว่าถ้าได้กลับมาทบทวนคงจะเข้าใจมากขึ้น หลังจากทำกิจวัตรประจำวันเสร็จแล้วจึงมีเวลานั่งอ่านข่าวทางอินเตอร์เน็ต วันนี้ให้ความสนใจกับข่างทางการศึกษา พอได้เห็นหัวข้อข่าวว่า  “การศึกษา ล้มเหลว เด็กเครียดเกิน” ก็อดไม่ได้ที่จะแวะเข้าไปอ่าน เพราะวันเสาร์ที่ 3 ก.ค.53 เป็นวันที่มีกำหนดการสอบ GAT ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ทั่วประเทศ  ซึ่งรายละเอียดในข่าวมีดังนี้ 

 .....นักวิจัยมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ เผยระบบการศึกษาไทยล้มเหลว เด็กไทยออกจากโรงเรียนกลางคันปีละ9 แสน ใช้เวลาในห้องเรียนมากที่สุดในโลก ระบุแอดมิสชั่นผลักดันเด็กต้องเรียนกวดวิชาจนกดดันเครียด.....

               เมื่อวันที่ 3 ก.ค.53 นายยุทธชัย เฉลิมชัย นักวิจัยมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ เปิดเผยผลการศึกษาการใช้เวลาในห้องเรียนของเด็กไทยกับประเทศอื่นๆว่า เด็กไทยเป็นชาติที่เด็กถูกบังคับให้เรียนในห้องเรียน โดยใช้ชั่วโมงเรียนในแต่ละวันมากที่สุดในโลก เปรียบเทียบกับเด็กจีนที่มีความเครียดสูงด้วย ประชากรที่เยอะ การแข่งขันจึงมีสูง ก็ยังใช้เวลาเรียนในห้องเรียนในแต่ละวันน้อยกว่าเด็กไทย โดยปัจจุบันมีเด็กนักเรียนที่ไม่ได้เรียนหนังสือ ต้องออกจากสถานศึกษากลางคันประมาณปีละ 9 แสนคนและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ด้วยสาเหตุที่ต่างกัน เช่น ครอบครัวยากจน ไร้สัญชาติ ไม่อยากเรียนหนังสือเพราะเบื่อหน่าย ทนรับสภาพความกดดันจากระบบการเรียนการสอนที่เน้นการแข่งขันกันเป็นเลิศทางวิชาการไม่ไหว

                นักวิจัยมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันเด็กนักเรียนในเมืองและชนบทมีความทุกข์จากระบบการศึกษาไม่ต่างกัน คือใช้เวลาเรียนในห้องเรียนมาก แถมต้องเรียนกวดวิชาตั้งแต่ชั้นอนุบาล จนเกิดความเครียดและเบื่อหน่าย ซึ่งการเปลี่ยนระบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย มาเป็นแบบแอดมิสชั่น ส่งผลให้เด็กวิ่งเข้าหาโรงเรียนกวดวิชามากขึ้น รวมถึงนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ที่เน้นให้เด็กต้องเก่งวิชามาตรฐาน ทำให้ครูต้องสอนวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ด้วย ภาษาอังกฤษ โดยให้ขยายผลให้ได้ 2,500 โรงเรียนในปีการศึกษาหน้า ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าครูจะสอนกับผู้เรียน จะรับไหวหรือไม่ อาจจะยิ่งเป็นการเพิ่มความกดดันให้กับเด็กมากกว่าเดิม

"ผมคิดว่ามีเด็กจำนวน ไม่น้อยอยากลุกขึ้นตะโกนบอกว่า อึดอัด ทุกข์จากความเครียดกับระบบการศึกษามากเพียงใด เปรียบเทียบกับเด็กนักเรียนในจีน ยังมีเวลาว่าง ให้ผ่อนคลายจากการเรียนในแต่ละวัน ดูได้จากตารางเรียนที่เน้นเรียนวิชาการในตอนเช้า และพักกลางวันเวลา 11โมง จากนั้น โรงเรียนจะให้เด็กออกนอกโรงเรียน กลับไปกินข้าวที่บ้าน หรือไปพักผ่อน ถึงบ่าย 2 ค่อยกลับมาเรียนใหม่ และวิชาในช่วงบ่ายจะเป็นวิชาเบาๆ ไม่เครียด เป็นวิชาที่เน้นพัฒนาทักษะการดำเนินชีวิต ที่พัฒนาคุณภาพของเด็กทางด้านอารมณ์และสังคม"นายยุทธชัย กล่าว

                นายยุทธชัย กล่าวด้วยว่า ระบบการศึกษาไทย อาจจะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนใหม่ โดยลดจำนวนชั่วโมงเรียนในห้องเรียนลง เพิ่มการเรียนการสอนที่เน้นการใช้ทักษะ พัฒนาคุณภาพชีวิตมากขึ้น เป็นการเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้เรียน ที่สำคัญต้องยกเลิกการเรียนการสอนด้วยวิธีบังคับควบคุม เพราะจะทำให้เด็กขาดความมั่นใจ ขาดความคิดสร้างสรรค์ และไม่กล้าแสดงออก ทั้งนี้ถึงเวลาแล้วที่การศึกษาไทยจำเป็นต้องปฏิรูปเปลี่ยนแปลง เพื่อหนีออกจากความล้มเหลวในปัจจุบัน ไม่เช่นนั้น ก็อาจจะไม่สามารถเดินหน้าพัฒนาการศึกษาให้ไปสู่เป้าหมายที่เป็นสากลได้  ที่มา ไทยรัฐ 3 กรกฎาคม 2553 

จากรายเนื้อหาในข่าวข้างต้น อ่านแล้วก็ไม่นึกแปลกใจเท่าใดนัก เนื่องจากจะพบข่าวในลักษณะนี้อยู่ทุกปีการศึกษา ในฐานะที่หนูก็อยู่ในวงการศึกษามาเป็นเวลาเกือบ 20 ปี ในฐานะอาจารย์ผู้สอนรายวิชาฟิสิกส์ และวิทยาศาสตร์ในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย  พอจะมองเห็นถึงอารมณ์ของนักเรียนจากพฤติกรรมต่าง ๆ ซึ่งมีผลมาจากความเครียดเกี่ยวกับการสอบในระบบแอดมิชชั่นกลาง  นักเรียนบางคน บ่นว่า “ทุกวันนี้หนูยังไม่ค่อยมีเวลาคุยกับพ่อแม่เหมือนตอนที่เรียนในระดับประถมศึกษาเลย  บางครั้งอยากจะไปเที่ยวกับครอบครัว แต่ก็เสียดายเวลาอ่านหนังสือเตรียมสอบแข่งขัน”  นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายส่วนใหญ่ที่โรงเรียนที่หนูสอนอยู่ (ร.ร.สาธิตเกษตรฯ  กำแพงแสน) มักนิยมเรียนพิเศษตอนเย็นหลังเลิกเรียนในวันจันทร์ถึงวันศุกร์  และเรียนวันเสาร์-อาทิตย์ที่กรุงเทพฯ ตามสถาบันกวดวิชาต่าง ๆ  เคยสอบถามจากผู้ปกครองนักเรียนบางคนเกี่ยวกับเรื่องค่าใช้จ่ายในการเรียนพิเศษของนักเรียนใน 1 ภาคเรียน ได้คำตอบว่า ประมาณ 50,000  บาท ซึ่งแพงกว่าค่าเทอมปกติถึงประมาณ 5 เท่า   หนูเลยคิดว่ามันเป็นภาระทางการศึกษาอย่างมากสำหรับผู้ปกครองของนักเรียนในยุคนี้  นักเรียนต้องมีค่าใช้จ่ายในการติวสอบ GAT และ PAT เพิ่มเติมจากการเรียนเสริมในรายวิชาปกติ โรงเรียนกวดวิชายังครองแชมป์เป็นทางเลือกสำหรับนักเรียนอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วก็จะพบว่าไม่ได้มีเทคนิคการสอนอะไรมากไปกว่า การได้ถ่ายทอดความรู้อย่างเข้มข้นและสอดคล้องกับเนื้อหาที่นักเรียนจะต้องนำไปใช้ในการสอบ ใช้โจทย์ปัญหา (เชื่อว่าเป็นแนวข้อสอบคัดเลือก) ให้นักเรียนได้ฝึกทำบ่อย ๆ  นักเรียนเองก็เชื่อว่าถ้าได้เข้าไปเรียนตามแหล่งกวดวิชาต่าง ๆ ก็จะมีโอกาสสูงในการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา  อยากให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ลองศึกษาดูว่า นักเรียนที่สอบเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาที่มีชื่อเสียง และคณะที่เป็นที่นิยมของนักเรียนนั้นส่วนใหญ่ผ่านการเรียนกวดวิชา หรือเรียนพิเศษ นอกเหนือจากการใช้เวลาเรียนในโรงเรียนปกติ หรือไม่  เพราะเหตุใด   และในการแก้ปัญหาเรื่องการลดคาบเรียนในโรงเรียนลง ก็พบเสียงสะท้อนจากนักเรียนซึ่งบอกว่า  ดี  จะได้รีบไปเรียนพิเศษได้เร็วขึ้น ดูเหมือนกับว่าเด็ก ๆ จะฝากอนาคตไว้กับการศึกษานอกระบบ ซึ่งจะช่วยให้เขา มีความมั่นใจในการศึกษาต่อมากกว่าทั้ง ๆที่ก็เป็นครูสอนคนเดียวกันกับที่โรงเรียน

นอกจากนี้  การที่กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายที่เน้นให้เด็กต้องเก่งวิชามาตรฐานด้วยการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เป็นภาษาอังกฤษนั้น หนูคิดว่าถ้าทำได้ก็ดี  แต่มันจะกลายเป็นค่านิยมทางการศึกษาหรือไม่ ที่จะแข่งขันกันกับการที่มีโรงเรียนนานาชาติผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด   หนูคิดว่าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการวางแผนจัดการศึกษาของประเทศทั้งที่จบมาจากต่างประเทศ หรือในประเทศก็ตามแต่  ท่านได้มีโอกาสศึกษาปัญหาที่แท้จริงเกี่ยวกับการศึกษาทั้งระบบ ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงระดับอุดมศึกษาของประเทศไทยโดยละเอียดหรือไม่  ทำไม? นับวันยิ่งมีการแก้ปัญหากลับยิ่งพบปัญหามากมายโดยเฉพาะปัญหาที่เกิดจากกระบวนการสร้างคนของประเทศ 

สุดท้ายนี้ หนูอาจจะยังไม่ค่อยแตกฉานเรื่องของการศึกษามากนัก  แต่หวังว่า ถ้าได้รับความรู้และประสบการณ์ต่าง ๆจากอาจารย์ทุกท่าน ที่จะช่วยให้หนูมีแนวความคิดที่กว้างขึ้นเกี่ยวกับทางการศึกษาก็จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการทำงานในปัจจุบันและอนาคต

 

ด้วยความเคารพอย่างสูง

รุจิราพร  รามศิริ

53253908

หลักสูตรและการนิเทศ