วันที่ ๑ ก.ค. เราประชุมระดมความคิดแบบไม่เป็นทางการเรื่องครูพันธุ์ใหม่   โดยมีเอกสาร โครงการผลิตครูพันธุ์ใหม่ พศ ๒๕๕๔ - ๒๕๖๓ ของ สกอ. และการดำเนินการของคณะอนุกรรมการคุรุศึกษาแห่งชาติ ที่มี รศ. ดร. วรากรณ์ สามโกเศศ เป็นประธาน  เป็นข้อมูล   โดยท่านอาจารย์วรากรณ์มาเล่าการดำเนินการพร้อมข้อจำกัด และเป้าหมายจำเพาะพื้นที่ จำเพาะเรื่อง ที่ไม่มีอยู่ในเอกสาร ให้ฟัง

          เป็นการดำเนินการเพาะพันธุ์ครูพันธุ์ใหม่

          ผมได้ชี้ว่าวิธีการที่จะได้ผลมากกว่าการเพาะพันธุ์ คือการขยายพันธุ์   โดยมีสมมติฐานว่าครูพันธุ์ใหม่ที่ต้องการนั้น มีอยู่แล้ว   มีกระจายอยู่ทั่วไป   แต่ไม่มีเงื่อนไขให้เขาขยายพันธุ์   เพราะ “ดินน้ำลมฟ้าอากาศ” คือสภาพแวดล้อมของการบริหารระบบการศึกษาไทยไม่เอือให้เขาเติบโตขยายพันธุ์

          โครงการเพาะพันธุ์ก็ควรทำต่อไป และปรับปรุงให้ได้ผลยิ่งขึ้น   ให้เงิน ๔,๒๓๕ ล้านเกิดผลมากๆ   โดยควรชักชวนให้ผู้นำชุมชนที่ครูผู้นั้นจะจบไปทำงาน เข้าร่วมกระบวนการคัดเลือก พัฒนา และส่งเสริมเมื่อเขาจบมาทำงาน   โดยมีตัวอย่างการดำเนินการของพยาบาลชุมชน  

          ครูพันธุ์ใหม่ที่ต้องการคือพันธุ์ ครูเพื่อศิษย์   ไม่ใช่พันธุ์แก่กล้าวิชาการแต่ไม่รักเด็ก ไม่เอาใจใส่ศิษย์   ครูพันธุ์นี้เพาะยาก ต้องใช้วิธีพิสูจน์จากการลงมือทำในชีวิตจริง   การเพาะพันธุ์จึงจะคุ้มค่าสู้วิธีขยายพันธุ์ไม่ได้

          ดังนั้น หากลงทุน ๔ พันล้านเพื่อการเพาะพันธุ์ จึงควรลงทุน ๘ พันล้านเพื่อขยายพันธุ์   เพื่อให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาอย่างแท้จริง 

          หนังสือ Visible Learning บทที่ ๗ บอกชัดเจนว่า ปริญญาของครูมีผลน้อยมากต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็ก   และความรู้ในสาระก็มีผลน้อย   สิ่งที่มีผลมากคือความเอาใจใส่เด็ก  และการพัฒนาครูระหว่างปฏิบัติงาน (in-service learning)   และในบริบทไทย เราควรเลือกเอาครูที่พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าเอาใจใส่ศิษย์   และจัดการเรียนรู้ให้ศิษย์ประสบความสำเร็จในการเรียน มาส่งเสริม ให้ทั้งลาภ (เงินเดือนขึ้น) ยศ (เลื่อนตำแหน่ง) สรรสเสริญ (ชื่นชม ประกาศเกียรติ ให้รางวัล ให้เรียนต่อ)   ครูดีก็จะมีความสุข ความพอใจในงานของตน 

          การปฏิรูปการศึกษารอบที่ ๒ ต้องมีเป้าให้เกิดครูรักอาชีพครู ภูมิใจในหน้าที่ครู เต็มแผ่นดิน จึงจะได้ผล   และวิธีการขยายพันธุ์จะให้ผลดีกว่า และเร็วกว่า

          ครูพันธุ์ใหม่คือพันธุ์ครูเพื่อศิษย์ 

 

 

วิจารณ์ พานิช
๒ ก.ค. ๕๓