ในงานประชุม ลปรร. R2R จัดโดย สวรส. และภาคี ที่อิมแพ็คท์ เมืองทองธานี วันที่ ๑๔ – ๑๖ ก.ค. ๕๓   มีการจัดประกวดผลงาน R2R   และคณะกรรมการได้ร่วมกันวิเคราะห์และสังเคราะห์ความรู้ที่ได้จากผลงานจากหลากหลายกลุ่มขององค์กรและผลงาน   จัดทำเป็นหนังสือ “สังเคราะห์ปัญญาเพื่อพัฒนา R2R”   และผมได้เขียนคำนิยมดังต่อไปนี้

 

คำนิยม


หนังสือ สังเคราะห์ปัญญาเพื่อพัฒนา R2R

 

          ทีมงานจัดการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “จากงานประจำสู่งานวิจัย” เชื่อว่าในผลงาน R2R มีความริเริ่มสร้างสรรค์แฝงฝังอยู่   จึงได้แบ่งงานกันทำ จัดการวิเคราะห์ผลงาน R2R ที่ส่งเข้าประกวดแต่ละกลุ่ม   เพื่อค้นหาคุณค่าในผลงานดังกล่าวในภาพรวม   สำหรับนำมาใช้ในการขับเคลื่อนขบวนการ R2R ประเทศไทยต่อไป

          หนังสือเล่มนี้ คือผลงานวิเคราะห์และสังเคราะห์ที่ว่านั้น   เป็นผลของการทำงานหนักของคนกลุ่มหนึ่งที่งานประจำของตนก็ล้นมืออยู่แล้ว   ยังมาขันอาสาร่วมกันรับทำงานนี้  จึงเห็นได้ชัดว่าข้อจำกัดของการทำงานชิ้นนี้คือเวลา    แต่กระนั้นก็ตาม ผลงานนี้ทำให้เราเห็นจุดแข็ง จุดอ่อน ศักยภาพ และความท้าทายของ R2R ประเทศไทยในงานด้านสุขภาพชัดขึ้น ในหลากหลายแง่มุม

          เป็นความพยายามประยุกต์การริเริ่มสร้างสรรค์เข้าไปในกระบวนการขับเคลื่อนเครือข่าย R2R   โดยใช้วิธีการสังเคราะห์ผลงานที่ริเริ่มขึ้นในปีที่แล้วโดย ศ. นพ. สมบูรณ์ เทียนทอง    ปีนี้เราจึงจัดทีมงานทำหน้าที่วิเคราะห์และจัดระดับคุณค่าของผลงาน R2R ด้วยความหวังว่า   จะเป็นสารสนเทศสำหรับการทำความเข้าใจระดับคุณภาพของผลงาน R2R ในแง่มุมที่ลึกและหลากหลายมิติ   ให้ผู้บริหารหน่วยงาน,  คุณอำนวย R2R, และนักวิจัย R2R ได้ใช้สาระในหนังสือเล่มนี้สำหรับการตีความ ถกเถียง และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แนวทางการทำงาน R2R คุณภาพสูง   สำหรับนำไปใช้ปรับปรุงงาน R2R ของตนในโอกาสต่อไป 

          ความพยายามทำความเข้าใจ จัดระดับคุณภาพของผลงาน R2R ในแง่มุมที่ลึกและหลากหลายมิตินี้ ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น   และดำเนินการในลักษณะที่ให้อิสระแก่สมาชิกของทีมงานแต่ละท่านในการคิดวิธีวิเคราะห์   ดังนั้นความเห็นต่างๆ ในหนังสือเล่มนี้จึงไม่ถือเป็นข้อยุติตายตัว   แต่ถือเป็นส่วนต้นๆ ของการเดินทางไกลร่วมกัน  เพื่อส่งเสริมการนำ R2R มาใช้ขับเคลื่อนการทำงานประจำด้วยปัญญา   และใช้งานประจำเป็นเครื่องมือประเทืองหรือทวีปัญญา   

          หากหนังสือเล่มนี้จุดชนวนการไต่ถาม ถกเถียง โต้แย้ง ผมจะถือว่าเราประสบความสำเร็จในการทำงานชิ้นนี้   แต่ถ้าท่านที่เข้าร่วมประชุมและได้รับแจกหนังสือเล่มนี้ ไม่ได้อ่าน   หรืออ่านแล้วก็เฉยๆ ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ผมจะรู้สึกว่าพวกเราที่ร่วมกันทำงานหนักในการผลิตผลงานวิเคราะห์สังเคราะห์ชิ้นนี้ทำงานเหนื่อยฟรี   ไม่เกิดผลต่อการเรียนรู้เพิ่มเติมจากผลงาน R2R  

          ผมขออนุญาตสังเคราะห์ซ้อนผลงานสังเคราะห์ทั้งหมดในหนังสือเล่มนี้   และเสนอต่อท่านผู้อ่านว่า   หน่วยงานต่างๆ ที่ต้องการใช้ R2R ในการพัฒนาคน พัฒนางาน และพัฒนาองค์กรของตน   ควรเอาใจใส่ฝึกทักษะด้านการตั้งโจทย์วิจัยที่มีความชัดเจนและมีความหมายต่องานของตน   รวมทั้งควรหาวิธีส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่รวมตัวกันอ่านรายงานผลการวิจัย เพื่อสร้างวัฒนธรรมการอ่านเพื่อค้นคว้าหาความรู้ที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนางานของหน่วยงาน   และเพื่อสร้างวัฒนธรรมหรือบรรยากาศของการเสาะแสวงหาข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการพัฒนางานของหน่วยงานอื่นที่เลื่องลือกันว่าประสบความสำเร็จน่าชื่นชม   เอามาศึกษาทำความเข้าใจเพื่อหาลู่ทางทำให้ได้ดีกว่า

          เป้าหมายของการขับเคลื่อนเครือข่าย R2R ในวงการสุขภาพไทย   คือหวังผลลัพธ์ที่การเกิด “เครือข่ายที่มีชีวิต” ที่มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีพัฒนางานประจำ   ระหว่างหน่วยงานต่างๆ โดยตรง   ทั้งโดยผ่านเวทีเสมือน คือ ไอซีที  และผ่านการติดต่อกันโดยตรง    ไม่ต้องผ่าน สวรส. หรือคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ที่เป็นทีมส่งเสริม R2R   และไม่ต้องรอการจัดงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประจำปี

          เราจึงส่งเสริมให้มีการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายภาค   เพื่อทำความรู้จักใกล้ชิด แลกเปลี่ยนเรียนรู้และช่วยเหลือกันภายในภาคหรือระหว่างโรงพยาบาลหรือหน่วยงานที่อยู่ใกล้เคียงกัน   และหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมให้เกิดความเข้มแข็งของเครือข่าย R2R ภาค

          โดยส่วนตัวของผม ผมมองว่าคุณค่าของงานประจำที่สำคัญที่สุดอยู่ที่ CQI   คือการพัฒนางานประจำของตนเองทีละเล็กทีละน้อยต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง   และเมื่อทำเช่นนี้จนเป็นนิสัย ความเอาใจใส่และหมั่นสังเกตของคนเราจะจับหลักบางอย่างจากการพัฒนางานนั้นได้   คำว่า “หลัก” หรือ “หลักการ” นี่แหละคือความรู้   หมายความว่าได้เกิดความรู้ใหม่เล็กๆ ขึ้นจากความเอาใจใส่พัฒนางานประจำของตน   ที่หากมีการเก็บข้อมูลตรวจสอบความถูกต้องแม่นยำ และค้นคว้าหาความรู้จากแหล่งอื่นมาตรวจสอบเปรียบเทียบ   ข้อความรู้ใหม่เล็กๆ นั้นก็จะมีคุณค่าทางวิชาการในระดับปฏิบัติ ซึ่งเรียกว่า R2R  จะเห็นว่า คุณประโยชน์จาก R2R นั้น ได้เกิดไปแล้วในระหว่างทาง ก่อนจะกลายมาเป็น R2R ด้วยซ้ำไป   ผมอยากเห็นการบันทึกที่มาที่ไปของผลงาน R2R ตามที่กล่าวนี้ ออกมาเป็นเรื่องเล่า (storytelling)   นำเสนอคู่กับรายงานในรูปแบบผลงานวิจัย   จะเกิดพลังขับเคลื่อนขบวนการ R2R อย่างมหาศาล

          คุณค่าสูงสุดของ R2R คือการเป็น “ความรู้จากการปฏิบัติ”,  “ความรู้โดยผู้ปฏิบัติ”, และ  “ความรู้เพื่อผู้ปฏิบัติทำประโยชน์แก่ผู้อื่น”   หากเรายึดถือหลักการทั้งสามนี้   แล้วเปิดอิสรภาพให้ผู้ปฏิบัติ และเหล่าผู้สนับสนุนทั้งหลาย ได้ใช้ความริเริ่มสร้างสรรค์  ความร่วมแรงร่วมใจ  ในการคิดค้นวิธีการใหม่ๆ ในการสร้างสรรค์ R2R   พลังของขบวนการ R2R ประเทศไทยก็จะมีโอกาสเพิ่มพูนจากที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเป็นสิบเป็นร้อยเท่า

          เป็นพลังของการทำความดีในชีวิตประจำวัน เพื่อประโยชน์ของผู้อื่น

          ในนามของคณะกรรมการอำนวยการโครงการ R2R ของ สวรส. ผมขอขอบคุณทีมงานตามรายชื่อที่ปรากฎในหนังสือ   ที่นำโดย รศ. นพ. สมพนธ์ ทัศนนิยม ที่ได้เสียสละเวลาทำงานชิ้นนี้ด้วยความตั้งใจและทุ่มเทอย่างยิ่ง   และขอขอบคุณล่วงหน้าต่อท่านผู้อ่านที่ให้คำแนะนำ   เพื่อให้ทีมงานนำไปใช้ปรับปรุงการทำงานวิเคราะห์สังเคราะห์ผลงานทำนองนี้ในปีต่อๆ ไป

 

วิจารณ์ พานิช
   ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๓