สนามโซลาร์เซลล์ในอวกาศ
ขออนุญาตคัดลอกจากเวบไซด์นะครับ เห็นว่ามีประโยชน์ในการเป็นทางเลือกพลังงานเพิ่มเติม จากเวบhttp://guru.google.co.th/guru/thread?tid=29f81dcca3fa9466
สนามโซลาร์เซลล์ที่สร้างในห้วงอวกาศ จะให้พลังงานได้สูงและมีประสิทธิภาพมากกว่าการติดตั้งบนหลังคาบนผิวโลกเพราะ อวกาศไม่มีกลางคืน ไม่มีฤดูกาล ไม่มีเมฆฝน ลองจินตนาการว่าแผงโซลาร์ความยาว 36,000 กิโลเมตรรอบโลกจะผลิตกระแสไฟฟ้าเพียงพอต่อความต้องการใช้งานของมนุษยชาติ
เนื่องจากภายในห้วงอวกาศนั้นมีพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์มากกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับหลังจากที่มันสาดส่องลงมาบนพื้นผิวโลกซึ่งเสมือนเป็นจุดเล็กๆเมื่อเปรียบเทียบกับดวงอาทิตย์ซึ่งเป็นลูกบอลขนาดใหญ่ และโลกก็ได้รับพลังงานจากแสงอาทิตย์เพียง 1 ในล้านส่วนเท่านั้น Dr Charley Lineweaver จาก Research School of Astronomy and Astrophysics ประเทศออสเตรเลีย ให้ความเห็น
การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์อวกาศมีข้อดีตรงที่ บนอวกาศนั้นมีพลังงานให้เก็บเกี่ยวมากกว่าพื้นผิวโลกถึง 10 เท่า นั่นหมายความว่า แผงโซลาร์เซลล์ที่ติดบนหลังคาบ้านเรานั้น ได้นำเอาพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้เพียง 1/10 ของแสงอาทิตย์ทั้งหมด
นอกจากนี้ ในอวกาศยังไม่มีฝนตก ไม่มีกลางคืน ไม่มีร่มเงา และยังไม่มีฤดูหนาว ที่หาแสงอาทิตย์ได้ยากยิ่ง ทำให้ปริมาณการผลิตกระแสไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์คงที่และไม่มีวันหยุด
เมื่อแผงโซลาร์เซลล์ผลิตกระแสไฟฟ้าแล้ว จะถูกลำเลียงมายังโลกจะถูกส่งมาในรูปแบบของคลื่นไมโครเวฟ (หรือคลื่นวิทยุ) มายังเครื่องรับสัญญาณบนพื้นผิวโลกแล้วแปลงคลื่นให้กลับมาเป็นกระแสไฟฟ้าผ่านเครื่องรับและแปลงสัญญาณที่เรียกว่า antennas หรือrectennas
เนื่องจากภายในห้วงอวกาศนั้นมีพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์มากกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับหลังจากที่มันสาดส่องลงมาบนพื้นผิวโลกซึ่งเสมือนเป็นจุดเล็กๆเมื่อเปรียบเทียบกับดวงอาทิตย์ซึ่งเป็นลูกบอลขนาดใหญ่ และโลกก็ได้รับพลังงานจากแสงอาทิตย์เพียง 1 ในล้านส่วนเท่านั้น Dr Charley Lineweaver จาก Research School of Astronomy and Astrophysics ประเทศออสเตรเลีย ให้ความเห็น
การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์อวกาศมีข้อดีตรงที่ บนอวกาศนั้นมีพลังงานให้เก็บเกี่ยวมากกว่าพื้นผิวโลกถึง 10 เท่า นั่นหมายความว่า แผงโซลาร์เซลล์ที่ติดบนหลังคาบ้านเรานั้น ได้นำเอาพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้เพียง 1/10 ของแสงอาทิตย์ทั้งหมด
นอกจากนี้ ในอวกาศยังไม่มีฝนตก ไม่มีกลางคืน ไม่มีร่มเงา และยังไม่มีฤดูหนาว ที่หาแสงอาทิตย์ได้ยากยิ่ง ทำให้ปริมาณการผลิตกระแสไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์คงที่และไม่มีวันหยุด
เมื่อแผงโซลาร์เซลล์ผลิตกระแสไฟฟ้าแล้ว จะถูกลำเลียงมายังโลกจะถูกส่งมาในรูปแบบของคลื่นไมโครเวฟ (หรือคลื่นวิทยุ) มายังเครื่องรับสัญญาณบนพื้นผิวโลกแล้วแปลงคลื่นให้กลับมาเป็นกระแสไฟฟ้าผ่านเครื่องรับและแปลงสัญญาณที่เรียกว่า antennas หรือrectennas
ต่อท้าย #1 18 พ.ค. 2553, 1:39:38
คลื่นไมโครเวฟสามารถส่งรังสีทะลุทะลวงผ่านเมฆหมอก แม้จะมีฝนตกหรือเมฆหนาครึ้ม คลื่นก็ยังสามารถเดินทางมายังสายอากาศของตัวรับสัญญาณได้
ในเรื่องความปลอดภัยเกี่ยวกับการแปลงกระแสไฟฟ้าเป็นคลื่นไมโครเวฟจากอวกาศแล้ว คลื่นความถี่ระหว่าง 1.616 -1.626 กิกะเฮิร์ตนั้น จะไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตและคนเรา แม้เราจะขับรถหรือนั่งเครื่องบินผ่านบริเวณที่คลื่นไมโครเวฟถูกส่งลงมาฉะนั้น ประเด็นเรื่องความปลอดภัยจึงไม่ใช่ปัญหา
นอกจากนี้ ประเด็นทางสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นกับอวกาศนั้นก็ไม่เป็นปัญหาอีกเช่นเดียวกัน เนื่องจากในขณะที่ส่งจรวดที่บรรทุกแผงโซลาร์เซลล์ขึ้นไป เครื่องยนต์ของจรวดจะเผาผลาญพลังงานและปล่อยก๊าซไฮโดรเจนและออกซิเจนบ้าง แต่มันก็ไม่ใช่ก๊าซที่เป็นมลพิษ และแน่นอนว่าไม่มีการผลิตคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ
อันที่จริงแล้วแนวคิดโซลาร์เซลล์หรือ “เซลล์สุริยะ” จากอวกาศนั้นไม่ใช่แนวคิดใหม่แต่อย่างใด มีผู้เคยเสนอความคิดนี้มาแล้ว ตั้งแต่ยุค 1970’s แล้ว เนื่องจากวิกฤตการสั่งห้ามเรือน้ำมันเข้าออกท่าเรือเนื่องจากเหตุผลทางเศรษฐกิจ (ไม่ใช่ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม) จากนั้นองค์การอวกาศแห่งชาติของประเทศอเมริกา หรือองค์การนาซ่า (National Aeronautics and Space Administration: NASA) ก็ได้ทำการทดลองผลิตและส่งผ่านพลังงานในปี 1975 ซึ่งประสบผลสำเร็จ แต่แนวคิดก็ถูกกระทรวงพลังงาน (Department of Energy) นำไปขึ้นหิ้งไม่ได้ถูกนำมาใช้ แม้ในอดีต ประสิทธิภาพการผลิตกระแสไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์นั้น น้อยกว่าปัจจุบันประมาณ 3 เท่าตัว
ปัจจุบัน แนวคิดถูกนำมาปัดฝุ่น และกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯมีแนวคิดว่ารัฐบาลสหรัฐฯจะทุ่ม 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯเพื่อการนี้สร้าง “สนามโซลาร์เซลล์อวกาศ” (Space Solar Farm') ซึ่งสถานีแรกจะใช้เวลาในการก่อสร้างประมาณ 6 ปี ส่วนสถานีต่อไปซึ่งจะใหญ่กว่าอาจจะแล้วเสร็จภายในปี 2020 แน่นอนว่า มันมีแนวคิดพลังงานเพื่อการทหารซ่อนอยู่
ในเรื่องความปลอดภัยเกี่ยวกับการแปลงกระแสไฟฟ้าเป็นคลื่นไมโครเวฟจากอวกาศแล้ว คลื่นความถี่ระหว่าง 1.616 -1.626 กิกะเฮิร์ตนั้น จะไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตและคนเรา แม้เราจะขับรถหรือนั่งเครื่องบินผ่านบริเวณที่คลื่นไมโครเวฟถูกส่งลงมาฉะนั้น ประเด็นเรื่องความปลอดภัยจึงไม่ใช่ปัญหา
นอกจากนี้ ประเด็นทางสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นกับอวกาศนั้นก็ไม่เป็นปัญหาอีกเช่นเดียวกัน เนื่องจากในขณะที่ส่งจรวดที่บรรทุกแผงโซลาร์เซลล์ขึ้นไป เครื่องยนต์ของจรวดจะเผาผลาญพลังงานและปล่อยก๊าซไฮโดรเจนและออกซิเจนบ้าง แต่มันก็ไม่ใช่ก๊าซที่เป็นมลพิษ และแน่นอนว่าไม่มีการผลิตคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ
อันที่จริงแล้วแนวคิดโซลาร์เซลล์หรือ “เซลล์สุริยะ” จากอวกาศนั้นไม่ใช่แนวคิดใหม่แต่อย่างใด มีผู้เคยเสนอความคิดนี้มาแล้ว ตั้งแต่ยุค 1970’s แล้ว เนื่องจากวิกฤตการสั่งห้ามเรือน้ำมันเข้าออกท่าเรือเนื่องจากเหตุผลทางเศรษฐกิจ (ไม่ใช่ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม) จากนั้นองค์การอวกาศแห่งชาติของประเทศอเมริกา หรือองค์การนาซ่า (National Aeronautics and Space Administration: NASA) ก็ได้ทำการทดลองผลิตและส่งผ่านพลังงานในปี 1975 ซึ่งประสบผลสำเร็จ แต่แนวคิดก็ถูกกระทรวงพลังงาน (Department of Energy) นำไปขึ้นหิ้งไม่ได้ถูกนำมาใช้ แม้ในอดีต ประสิทธิภาพการผลิตกระแสไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์นั้น น้อยกว่าปัจจุบันประมาณ 3 เท่าตัว
ปัจจุบัน แนวคิดถูกนำมาปัดฝุ่น และกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯมีแนวคิดว่ารัฐบาลสหรัฐฯจะทุ่ม 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯเพื่อการนี้สร้าง “สนามโซลาร์เซลล์อวกาศ” (Space Solar Farm') ซึ่งสถานีแรกจะใช้เวลาในการก่อสร้างประมาณ 6 ปี ส่วนสถานีต่อไปซึ่งจะใหญ่กว่าอาจจะแล้วเสร็จภายในปี 2020 แน่นอนว่า มันมีแนวคิดพลังงานเพื่อการทหารซ่อนอยู่
ต่อท้าย #2 18 พ.ค. 2553, 1:39:49