ในวันที่ไฟดับ ทั้งๆ ที่รู้ว่าไฟดับ แต่เราก็ยังเผลอเอื้อมมือไปกดสวิตช์ไฟตามความเคยชิน  นั่นก็เพราะเราเคยชินที่จะปล่อยให้ชีวิตเป็นไปตามความคุ้นชินเดิมๆ และร่องความคิดเก่าๆ

 

เมื่อเดือนที่แล้ว กระทะไฟฟ้าที่บ้านเสีย ฉันทิ้งให้ไข่หนึ่งโหลนอนแช่อยู่ในตู้เย็นเป็นนานเพราะไม่มีเวลาจะเอากระทะไฟฟ้าไปซ่อม จนกระทั่งวันหนึ่งก็นึกเฉลียวใจขึ้นมาว่า ไข่สุกเพราะความร้อน ไม่ได้สุกเพราะกระทะไฟฟ้านี่นา เอ...บ้านเราก็ยังมีเตาอบเล็กๆ ลองเอาไข่ไปทำให้สุกด้วยการอบบ้างดีกว่า ดูซิว่าจะเกิดอะไรขึ้น  เพราะถ้าทำให้ไข่สุกได้แล้วอย่างไรเสียเราก็ต้องได้กิน เมื่อเวลาผ่านไป ๕ นาทีไข่ที่อยู่ในเตาก็สุกเหลืองหอมกรุ่น แถมยังฟูดูน่ากิน

 

ใจของฉันตอนนั้นฟูเหมือนไข่ เพราะรู้สึกว่าเราเป็นอิสระจากเงื่อนไขของกระทะไฟฟ้า ที่ผูกพันกับการทำให้ไข่สุก และกรอบความคิดแคบๆ ของตัวเองที่กำหนดเอาว่า “ถ้าไม่มีกระทะไฟฟ้าก็ทำอาหารเช้าอร่อยๆ ไม่ได้” ทั้งเงื่อนไขและวิธีการดังว่านี้ ทำให้ฉันกักขังตัวเองไว้จากการกระทำแบบอื่นๆ ซึ่งเป็นการกักขังอิสรภาพทางความคิดที่จะไปคิดทำอะไรอื่นๆ ที่นอกเหนือไปจากที่ตัวเคยคิดเคยทำด้วย ส่งผลให้ตัวเองยอมจำนนต่ออุปสรรคและข้อจำกัดที่มีอยู่ไปเรื่อยๆ

 

ในขณะนั้นฉันรู้สึกดีใจที่ตัวเองคิดหาวิธีอื่นที่ช่วยให้ตัวเองพ้นออกไปจากกรงขังของความคิด และทำให้ตัวเองกินอาหารเช้าอร่อยๆได้แล้ว  แม้ว่ากระทะไฟฟ้าใบเดิมจะยังคงเสียอยู่ก็ตาม  เหตุการณ์นี้ทำฉันกลับมาคิดทบทวนกับตัวเองว่า “เราเป็นอย่างนี้เพราะอะไร” แล้วก็ได้คำตอบว่าการศึกษาและการใช้ชีวิตทุกวันนี้ ทำให้เราตกลงไปในคำว่า “เฉพาะทาง” หรือ specialist อย่างถอนตัวไม่ขึ้น

 

เรามีหม้อหุงข้าว ที่เอาไว้หุงข้าวอย่างเดียว ที่ปิ้งขนมปังที่เอาไว้ปิ้งขนมปังอย่างเดียว  มีดทาเนยที่เอาไว้ทาเนยอย่างเดียว และถ้าหรูขึ้นไปอีก เวลาไปกินข้าวตามโรงแรมใหญ่ๆ เราจะได้พบกับมีดหั่นเนื้อ มีดหั่นปลา ช้อนคาว ช้อนหวาน แก้วน้ำ แก้วไวน์ และอื่นๆ  อีกทั้งยังต้องทำตัวให้สอดคล้องกับข้อกำหนดเกี่ยวกับวิธีการใช้เครื่องมือ รวมถึงกติกามารยาทมีอยู่ด้วยว่าจะปฏิบัติต่ออุปกรณ์เหล่านั้นอย่างไร อะไรจะวางไว้ทางซ้าย ทางขวา จะถือด้วยมือซ้าย หรือมือขวา และหากใครไม่ปฏิบัติตามธรรมเนียมดังกล่าวก็จะถือว่าผิดมารยาทบนโต๊ะอาหาร ส่วนใครที่สนใจอยากจะเชี่ยวชาญในเรื่องเหล่านี้ก็ต้องไปเรียนวิชาการโรงแรมให้เป็นกิจลักษณะ แต่ในวิชาการโรงแรมก็ยังแบ่งเป็นสาขาต่างๆ อีก

 

วันแรกที่ฉันสะดุดกับความคิดในเรื่องนี้ เป็นวันที่กำลังเดินเล่นอยู่ที่ท่าเรือแห่งหนึ่งในจังหวัดชุมพร ฉันมองไปเห็นชาวบ้านกำลังเตรียมทำกับข้าวอยู่บนแคร่ ผู้หญิงหลายคนล้อมวงคุยกันอย่างสนุกสนาน หนึ่งในนั้นกำลังเด็ดยอดผักบุ้งใส่ลงไปในหม้อหุงข้าว ที่ตอนนั้นไม่ได้ทำหน้าที่เป็นหม้อหุงข้าวแต่กำลังทำหน้าที่เป็นกาละมังล้างผัก ตอนนั้นฉันเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมตัวเราไม่เคยคิดจะเอาหม้อหุงข้าวมาใช้ทำอะไรอย่างอื่นบ้างล่ะ  ทั้งๆ ที่ในความเป็นภาชนะรูปทรงอย่างนั้น และคุณสมบัติอย่างนั้น ก็น่าจะเอาไปทำอะไรได้อีกหลายอย่าง  นอกจากจะทำหน้าที่เป็นหม้อหุงข้าวเท่านั้น...อะไรทำให้เราคิดกับหม้อหุงข้าวแบบตายตัว หม้อหุงข้าวจะ “เป็นอื่น” บ้างได้ไหม

 

หรือเรากำลังติดอยู่ในกรงขังของกรอบคิดที่เราสร้างขึ้นมาเอง ซึ่งเราขังตัวเองเอาไว้อย่างแน่นหนา  และในที่สุดความคิดของเราก็ย้อนกลับมาทำให้เราไร้สิ้นอิสรภาพ แม้ขณะกำลังอยู่ในโลกของความคิดที่ไร้รูป