ความสุขนั้นหมุนอยู่รอบตัวเรา สามารถสัมผัสได้ตลอดเวลาอยู่ที่ว่าเราจะเลือกหยิบฉวยหรือผลักใส...

      ผู้อำนวยการ และ ทีมนำ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของเรื่องการตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการของผู้รับบริการตลอดมา จึงได้มีแนวคิดใหม่ ๆ มาปรับใช้เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ทุกปีก็มีการจัดปฐมนิเทศน้องใหม่  แต่จะปฐมนิเทศกันเฉพาะในห้องประชุมเท่านั้น แต่เมื่อ 2 ปี ที่ผ่านมาต้องการให้เจ้าหน้าที่ใหม่ทุกคนได้ออกไปหาประสบการณ์ด้วยตัวเอง เรียนรู้วิถีชีวิตชาวบ้าน จะได้เข้าใจและเข้าถึงความเป็นอยู่ของชาวบ้านที่แท้จริง ณ.หมู่บ้านคลองเรือ

      โดยการนำทีมของท่านผู้อำนวยการ คณะผู้ติดตามประกอบไปด้วย หัวหน้าฝ่ายบริหาร , หัวหน้าฝ่ายเภสัช  หมอฟัน และผู้ร่วมเดินทางอีก 4-5 คน กำหนดการ 2 วัน 1 คืน พร้อมกับการทิ้งโจทย์? ต่าง ๆ ให้ขบคิด กับการไปปฐมนิเทศในครั้งนี้ แล้วนำประสบการณ์ที่ได้พบเจอในช่วงระยะเวลาอันจำกัดมาเล่าสู่กันฟัง ดังเรื่อง ประสบการที่ได้รับจากการไปปฐมนิเทศ  นางสาวนรีวรรณ  คงแก้ว  นักเทคนิคการแพทย์

ในการปฐมนิเทศเจ้าหน้าที่ใหม่โรงพยาบาลพะโต๊ะ เพื่อทำความเข้าใจและเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติความเป็นมา,การบริหารจัดการ ทีมคุณภาพของโรงพยาบาล รวมถึงการเรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชนในอำเภอพะโต๊ะ ซึ่งครั้งนี้ดิฉันได้ไปหมู่บ้านคลองเรือ ซึ่งตลอดเส้นทางการเดินทางมีแต่ความตื่นเต้น และภาพที่ประทับใจนั่นคือ สองข้างทางจะมีแต่ต้นไม้ เหว ภูเขา และเส้นทางการไปถึงหมู่บ้านคลองเรือ ดิฉันสัมผัสได้ถึงการเดินทางข้ามป่า ข้ามภูเขาหลายลูก ซึ่งค่อนข้างที่จะลำบากด้านการคมนาคม และตลอดเส้นทางที่อยู่ในรถจะสังเกตได้ว่าเพื่อน ๆ ที่ไปด้วยกันมีความตื่นเต้น และจิตนาการว่าเรากำลังจะขึ้นนครเวหา ซึ่งประตูเมืองกำลังจะเปิดทุกคนดูท่าทางมีความสุขสนุกสนานกับการเดินทาง ซึ่งดิฉันคิดว่าเราจะต้องไปอยู่ในหมู่บ้านที่ห่างไกลขนาดนี้หรือ จะมีห้องน้ำ,ไฟฟ้าให้เราใช้หรือเปล่าแต่ที่รู้ตอนนั้นคือ สัญญาณโทรศัพท์ไม่มีแน่ ๆ แต่เมื่อไปถึงหมู่บ้านคลองเรือ ภาพที่เห็นคือ ชาวบ้านรอต้อนรับคณะจากโรงพยาบาลพะโต๊ะเป็นอย่างดี และจัดเตรียมอาหารไว้ให้ ซึ่งที่ศูนย์เวทีชุมชนที่หมู่บ้านคลองเรือ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลกับชาวบ้านก็ได้พูดคุยเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพว่าถ้าเจ็บป่วย ไม่สบาย แล้วชาวบ้านจะไปรักษาตัวอย่างไร ,ใช้สมุนไพร , ไปหาหมอที่ไหน ซึ่งส่วนใหญ่คนในหมู่บ้านจะซื้อยาสามัญประจำบ้านมาเก็บไว้ที่บ้าน หรือนักท่องเที่ยวซื้อมาฝาก แต่ถ้าเจ็บไข้ไม่สบายรุนแรงก็จะไปอนามัยหรือโรงพยาบาลพะโต๊ะและทัศนคติของชาวบ้านเกี่ยวกับโรงพยาบาลพะโต๊ะก็มีทั้งส่วนที่ดี และไม่ดี ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนที่มีคุณค่าและประโยชน์เป็นอย่างมากที่โรงพยาบาลจะได้มีการพัฒนาปรับปรุงด้านที่ยังไม่ดี และจะได้เข้าใจชีวิตชาวบ้านอีกชุมชนหนึ่ง

         ต่อโรงพยาบาลเมื่อพูดคุยกันแล้วก็มีการรับประทานอาหารเย็นร่วมกันซึ่งเป็นภาพบรรยากาศที่ดูแล้ว ทุกคนมีความสุขที่จะได้รับประทานอาหารท่ามกลางแสงเทียน และกับข้าวที่เป็นรูปแบบของชาวบ้านมีน้ำพริกผักลวก ผักต่าง ๆ ผัดผัก ซึ่งเป็นที่ชาวบ้านปลูกเองปลอดจากสารพิษ ซึ่งหากินได้ยากมาก เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้วก็มีการแจกยาสามัญประจำบ้านให้กับชาวบ้านซึ่งดิฉันมีความสุขและประทับใจเหมือนกับว่าเรากำลังแบ่งปันความสุข ได้ช่วยเหลือเพื่อมนุษย์ด้วยกัน หลังจากนั้นก็ได้แยกย้ายกันไปที่พักที่โฮมสตย์ซึ่งจะแยกชาย – หญิง ซึ่งพวกเราจะต้องพักนอนกับชาวบ้าน ซึ่งโฮมสเตย์ที่ดิฉันไปอยู่กับคุณลุง คุณป้า และพี่ใจดี มาก พูดเก่ง น่ารัก และมีความเป็นกันเอง ซึ่งที่นั่นบรรยากาศดีมาก ๆ เงียบ สงบและเย็นสบาย สามารถนอนหลับได้โดยไม่ต้องพึ่งพัดลมหรือแอร์ และเป็นบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติจริง ๆ จะสังเกตได้ว่าชาวบ้านในหมู่บ้านจะอยู่กันอย่างเรียบง่าย การทำมาหากินส่วนใหญ่ก็จะปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ไว้สำหรับดำรงชีวิตอยู่กันแบบเศรษฐกิจพอเพียง วันรุ่งเช้าต่อมาก็ได้ไปพบปะเยี่ยมชาวบ้านผู้ป่วยที่ไปรักษาที่โรงพยาบาลพะโต๊ะ ซึ่งชาวบ้านจะไปโรงพยาบาลในแต่ละครั้งด้วยการเหมารถไปส่งซึ่งมีความลำบากมาก หลังจากนั้นก็ได้ไปเดินป่า ไปดูน้ำตกเหวตาจันทร์ ซึ่งเป็นต้นน้ำที่ชาวบ้านอำเภอพะโต๊ะและอำเภอใกล้เคียงอื่นๆ ใช้ ตลอดระยะเส้นทางกว่า 3 กิโลเมตรที่ดิฉันต้องเดินในป่าขึ้นภูเขา ดิฉันก็พบเจอกับธรรมชาติผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งเป็นสภาพป่าที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ พรรณไม้ขึ้นอย่างหนาแน่น มีความชุ่มชื่นของน้ำตก เสียงกิ่งไม้เสียดสี เสียงนก และเสียงชะนีร้องโหยหวน น่าตื่นเต้นทีเดียว อีกทั้งการเดินป่าครั้งนี้ยังได้ของแถมนอกจากประสบการณ์ที่หาได้ยากและประทับใจจนยากที่จะลืมเลือน นั้นก็คือถูกทากดูดเลือด ดิฉันตกใจและตื่นเต้นมาก เมื่อรู้ว่าทากอยู่ที่ขา กรี๊ด! จนทุกคนตกใจ และอยากร้องให้ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่น่าตลก

     กับความยากลำบาก และความเหน็ดเหนื่อยบวกกับความอ่อนล้าของร่างกายที่แทบจะไม่มีแรง เมื่อได้เห็นน้ำตก และจุดหมายปลายทางที่แฝงด้วยความรู้สึกดี ๆ ตลอดระยะการเดินทาง ความเหนื่อยทั้งหมดก็จางหายไป มีแรงสู้ที่จะเดินทางต่อไป การไปเรียนรู้ชุมชนครั้งนี้ทำให้ดิฉันได้เรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่าง คิดถึงความเหนื่อยยากลำบากที่เกิดขึ้น ในวิถีการดำเนินชีวิตของชาวบ้าน  ซึ่งแตกต่างจากชุมชนเมืองอย่างเห็นได้ชัดเจน แต่ชาวบ้านก็มีการเรียนรู้และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีการทำลายป่าไม้ และธรรมชาติที่พวกเค้าอาศัยอยู่ มีการใช้น้ำประปาจากภูเขาที่ต่อมาจากน้ำตกเหวตาจันทร์ อีกทั้งวิถีชีวิตของชุมชนก็มีความโดดเด่นด้วยอุปสรรคในเรื่องทำเลที่ตั้ง สาธารณูปโภคต่าง ๆ ที่ยังเข้าไม่ถึงหมู่บ้านคลองเรือ ชาวบ้านอาศัยพลังงานไฟฟ้าจากแผงพลังงานแสงอาทิตย์ จะเห็นได้ว่าชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านคลองเรือเป็นตัวอย่างหนึ่งของการพึ่งพาอาศัยกันอย่างกลมกลืนของคนกับป่าที่คนสามารถอยู่ร่วมกับป่าด้วยการจัดการชุมชน ทรัพยากรดิน  , ป่าไม้ , น้ำ ได้อย่างลงตัว ไม่มีการทำลายป่าไม้ธรรมชาติ ดังคำว่าที่ “คนอยู่ ป่ายัง”

ประสบการณ์ที่คนในชุมชนได้รับจากโรงพยาบาลพะโต๊ะ

            เกิดคำถามมากมายว่า “ทำไม” ทำไมไปรักษาที่โรงพยาบาลแล้วได้รับแต่ยาพาราเซตามอล? ทำไม? ตรวจแล้วไม่รู้ว่าเด็ก Twin Pregnancy?  ทำไมไม่ Refer Case เร็วกว่านี้? เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่น่าประทับใจเกี่ยวกับโรงพยาบาล ก็ทำให้คนในชุมชนไม่อยากเข้ารับการรักษาโดยที่ไม่รู้ และไม่เข้าใจในระบบบริการของทางโรงพยาบาลเลย ทำให้ภาพพจน์ของโรงพยาบาลเสียไป และคนส่วนใหญ่ยอมสิ้นเปลืองเงินทองในการไปรักษาที่คลินิก เพื่อจะให้หายจากโรคและตนปลอดภัยจากการรักษาในแต่ละครั้ง 

ข้อเสนอแนะ

         การปฐมนิเทศครั้งนี้อาจจะได้ข้อคิดหลายอย่าง แต่เวลาในการศึกษาคนใจชุมชนมีน้อย ควรจะเพิ่มระยะเวลาให้มากกว่านี้

ข้อคิด / บทเรียนที่ได้

         จุดดำบนกระดาษขาว และจะลบจุดดำนี้ได้อย่างไร?

                                         นางสาววาสนา  ดวงจันทร์ พยาบาลวิชาชีพ

       ทีมนำจะนำข้อเสนอแนะ / ปัญหาความต้องการเชิงลึก  ที่รับรู้จากชาวบ้าน มาพัฒนาระบบงานของโรงพยาบาลให้จุดดำที่มีค่อย ๆ เลือนหายไป ได้อย่างไร  ก็เป็นอีกโจทย์หนึ่งที่ทิ้งไว้ให้ทีมงานโรงพยาบาลพะโต๊ะได้ค้นหา และคาดหวังว่าไม่ช้าไม่เร็วเกินไปปฐมนิเทศครั้งหน้า ทางทีมงานเราจะนำคำตอบที่สามารถสร้างความกระจ่างให้กับชาวบ้านมาเล่าสู่กันฟังในโอกาสต่อไปค่ะ

      วันนี้เราอยู่ท่ามกลางคนที่รักเรา และเราก็รักเขา เป็นความสุขที่มีค่ายิ่งกว่าทรัพย์สินเงินทองมากมายนัก เราพบว่าความสุขนั้นหมุนอยู่รอบตัวเรา สามารถสัมผัสได้ตลอดเวลาอยู่ที่ว่าเราจะเลือกหยิบฉวยหรือผลักใสความสุขนั้นให้ผ่านเลยไปหรือไม่ ถ้าอยากได้ความรักเราต้องให้ความรักแก่ผู้อื่นก่อน และถ้าอยากได้ความสุขเราต้องให้ความสุขแก่ผู้อื่นก่อนเช่นกัน ในฐานะของผู้ให้บริการต้องให้ใจกับผู้มารับบริการทุก ๆ คน โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติไม่ว่าจะมีความแตกต่างด้านฐานะ เชื้อชาติ ศาสนา เพศ และอายุ ด้วยความรัก ความเอื้ออาทร ต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน “มือของผู้ให้ ย่อมอยู่เหนือกว่ามือของผู้รับ” เสมอไป       

        

                                กีฬาสี(รับน้อง)                                                         

               

                              สุดท้าย....พวกเราทุกคนก็มาถึงที่หมายจนได้

           อิ่มอร่อยกับกับเมนูผักปลอดสารพิษ พร้อมกับแจกจ่ายยาให้กับชาวบ้าน

                                    (งานนี้ชื่นมื่นไปตาม ๆ กัน)