ผมขอนำ อี-เมล์ ปรึกษาหารือระหว่าง ดร. จรูญ คำนวนตา ประธานคณะกรรมการวิทยาลัยชุมชนแม่ฮ่องสอน กับผม เรื่องการดิ้นรนช่วยเหลือตนเอง และแสวงหาทรัพยากรจากในท้องถิ่นมาทำงานของ วชช.   ซึ่งเป็นเรื่องน่าชื่นชมมาก   มา ลปรร.   แนวคิดและการลงมือทำสิ่งที่ประเสริฐสำหรับสังคมไทย ที่ ดร. จรูญ กำลังทำอยู่นี้ สมควรเอามาเผยแพร่แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน และช่วยเหลือกัน ให้มากๆ

 

อี-เมล์ จาก ดร. จรูญ คำนวนตา

เมื่อเช้าผมดูทีวีช่อง 11 ที่อาจารย์ออกรายการ
ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากรายการนี้
ความที่เรียนมาทางวิทยาศาสตร์ ผมไม่ถนัดทางด้านสังคม เพราะเคยอยู่ในสังคมแคบๆ

 

ผมมองเห็นช่องว่างทางสังคมในปัจจุบัน ที่ต่างจากสังคมในอดีต
กลไกในการให้ชุมชนช่วยเหลือกัน มีช่องทางน้อยลง
ข้อสำคัญรัฐก็ไม่ค่อยสนับสนุนให้เกิดการช่วยเหลือและพึ่งพากันได้ในชุมชน

 

ปีนี้งบประมาณทุกหน่วยถูกตัดมาก รวมถึงวิทยาลัยชุมชน
ปีที่แล้วเราได้รับงบประมาณเพื่อรับนักศึกษาใหม่ 400 คน และอบรม 1800 คน
ปีนี้ได้รับงบเพื่อรับนักศึกษา 300 คน อบรม 700 คน
มีนักศึกษาใหม่มาสมัคร 590 คน  ผมทราบว่าวิทยาลัยชุมชนอื่น ก็มีนักศึกษามาสมัครมากเช่นกัน

 

ลำพังค่าหน่วยกิตเทอมละประมาณ 500 บาท  ค่าอบรม ชั่วโมงละ 5 บาท ถ้าไม่ได้รับงบประมาณก็ยากที่จะทำได้

 

ที่นักศึกษาหันมาเรียนที่วิทยาลัยชุมชนมากขึ้น คงเป็นเพราะสถานะภาพทางเศรษฐกิจของครัวเรือนลำบาก
ตอนนี้การจ้างงาน และธุรกิจขนาดเล็กลำบากกันทั่วหน้า
ค่าเทอมวิทยาลัยชุมชน 500 บาท เทียบกับของราชภัฏประมาณ 5000 - 6000 บาท ต่างกัน 10 เท่า
เมื่อเศรษฐกิจครอบครัวลำบาก นักศึกษาที่ยากจนจึงหันมาเรียนวิทยาลัยชุมชน

 

ถ้าเราจะสอนตามที่ได้ัรับงบประมาณ ก็ไม่ยากอะไร ไม่ต้องทำงานมาก เพราะทางราชการเป็นผู้กำหนด
แต่การตัดโอกาสเยาวชนที่ไม่ได้เข้าศึกษาต่อ รับไว้เพียงครึ่งเดียว ทำให้กรรมการสภา วชช ทั่วประเทศต้องคิดหนัก

 

สภา วชช ต่างจากสภามหาวิทยาลัยหลายๆ แห่ง เช่นที่แม่ฮ่องสอน มีข้าราชการ 3 คนคือมี ผอ. วชช กรรมการจาก ม.ราชภัฏ และจากการปฐมศึกษา ที่เหลือมาจากภาคเอกชนและประชาชน 10 คน
กรรมการสภามีหน้าที่ระดมทุนด้วย หลายมหาวิทยาลัยการระดมทุนมีคณะกรรมการต่างหาก
การที่มีกรรมการที่ไม่ใช่ข้าราชการจำนวนมาก ทำให้เราค่อนข้างจะกล้า และตัดสินใจรับนักศึกษาไว้ทั้งหมด
พวกเราตั้งใจที่จะช่วยกันระดมทุนมาช่วยนักศึกษาอีก 290 คน เพิ่มเติมจากที่ราชการให้มา 300 คน และหาวิธีจัดการลดค่าใช้จ่าย

 

เมื่อจะทำการระดมทุนจากภาคประชาสังคม เราคิดว่าการตั้งมูลนิธิเพื่อการศึกษาน่าจะดีที่สุด เพราะผู้บริจาคสามารถนำค่าใช้จ่ายไปหักภาษีได้ ทราบว่าหักเป็นค่าใช้จ่าย 2 เท่า
แต่การตั้งมุลนิธินั้นจะต้องใช้เงินถึง 200,000 บาท และเงินจำนวนนั้นต้องวางไว้เหมือนเป็นเงินประกัน เอามาใ้ช้ไม่ได้
ในสังคมเล็กๆ การระดมทุนให้ได้ 200,000 บาท ทำได้ยาก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยากจนอย่างแม่ฮ่องสอน

 

ทางราชการคงจะมองถึงความมั่นคงขององค์กร และปัองกันการตั้้งมูลนิธิมาหากินโดยมิชอบ  ซึ่งก็จริงสำหรับเมืองใหญ่
ในชุมชนเล็กๆ ไม่มีกำลังพอที่จะหาเงินสองแสนมาต้้งมูลนิธิกัน  เท่ากับปิดโอกาสที่ผู้คนจะช่วยเหลือกันในชุมชน
ชุมชนเล็กๆ ผู้คนรู้จักกันว่าใครเป็นใคร ใครดีไม่ดี  โอกาสที่จะตั้งมูลนิธิเพื่อหากินแบบไม่สุจริตทำได้ไม่ง่าย และคนในพื้นที่เขาจัดการกันเองได้

 

ผมไม่แน่ใจว่า นอกจากมูลนิธิแล้วมีการตั้งองค์กรอะไร ที่ได้รับการยอมรับจากสังคม และได้รับการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้บริจาคเหมือนมูลนิธิ
ที่ผมเห็นรูปแบบการระดมทุนในชุมชนขนาดเล็ก ก็มีแต่การทอดผ้าป่า ทอดกฐิน ซี่งก็เป็นครั้งคราว ไม่มีลักษณะเป็นองค์กร
อีกรูปแบบหนึ่งก็เป็นกลุ่มเอนจีโอ  ซึ่งไปจดทะเบียนกับหน่วยงานที่เขาให้ทุน มักจะไม่ได้ระดมทุนจากชุมชน
อาจจะมีกลุ่มแม่บ้าน กลุ่มโอทอป กลุ่มสหกรณ์ ที่ช่วยกันหาเงิน และทำงานเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มเป็นหลัก  ไม่ค่อยได้ช่วยคนนอกกลุ่มที่เขาขาดแคลน

 

ผมเห็นว่าทางราชการน่าจะมีกลไก  ที่ให้คนในชุมชนขนาดเล็กช่วยเหลือกัน การมีมูลนิธิก็เป็นช่องทางหนึ่งทีี่สามารถระดมทุน ทั้งจากภายในและจากภายนอกที่เขาอยากมาช่วยชุมชน และถือเป็นองค์กรที่ไว้ใจได้  ถ้าชุมชนขนาดเล็กไม่สามารถตั้งมูลนิธิได้ ก็เท่ากับไม่มีเครื่องมือที่จะมีองค์กรที่เื้อื้อให้คนในชุมชนช่วยกัน และเป็นองค์กรที่คนนอกชุมชนจะมาช่วย และมั่นใจต่อองค์กรที่จะให้ความช่วยเหลือนั้น

 

การเอื้ออาทรของคนในชุมชน เป็นกลไกการปรองดองรักใคร่กัน  ในอดีตเราใช้การทำบุญร่วมกันเป็นเครื่องมือในการรักใคร่กลมเกลียวกัน และความแตกต่างชนชั้นของสังคมในอดึตมีไม่มาก
ปัจจุบันนี้ความแตกต่างมีมาก  ชุมชนควรจะช่วยกันเป็นพื้นฐาน  การหวังไปพึ่งความช่วยเหลือจากรัฐนั้นมักจะมีเงื่อนไข และไม่ค่อยตรงไปตรงมา บางทีมีค่าหัวคิว หรือต้องตอบแทนบุญคุณกัน

 

ผมอาจให้ความสำคัญกับมูลนิธิมากเิกินไป  อาจารย์อาจจะแนะนำได้ว่ามีองค์กรรูปแบบไหนที่ทำงานได้คล้ายกัน
เพื่อที่เราจะได้มีองค์กร ที่สภาวิทยาลัยชุมชน จะดำเนินการเืพื่อระดมทุนมาช่วยการศึกษาของผู้ที่ขาดโอกาส เพราะความยากจน

 

หวังว่าท่านอาจารย์คงให้คำแนะนำนะครับ

 

จรูญ คำนวนตา

 

อี-เมล์ ตอบ จากวิจารณ์ พานิช

 

เรียน อ. ดร. จรูญ ที่รักและนับถือ


 
ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งที่ทาง วชช. จะมีกลไกระดมทุนสนับสนุนจากชุมชน    ซึ่งทางหนึ่งคือวัด หากไปคุยกับหลวงพ่อท่านอาจมอบเงินที่มีคนทำบุญมาให้สนับสนุนการศึกษาบ้างก็ได้
 
การตั้งมูลนิธิก็ดีครับ เพราะจะเป็นนิติบุคคล มีกรรมการดูแล เกิดความโปร่งใส น่าเชื่อถือ   แต่ต้องมีเงินต้น ๒ แสนดังที่อาจารย์ว่า    และกว่าจะได้ลดภาษีแก่ผู้บริจาคก็ต้องทำงานสร้างผลงานตามเงื่อนไขของกรมสรรพากรอีกหลายปี 
 
แต่การบริจาคให้ วชช. โดยตรง น่าจะได้ลดภาษีนะครับ    การบริจาคให้แก่สถาบันการศึกษา และแก่วัด  ผู้บริจาคเอาใบเสร็จรับเงินไปหักเงินได้ที่จะเสียภาษีได้จำนวนหนึ่ง อาจารย์ลองตรวจสอบรายละเอียดกับทางเจ้าหน้าที่หรือที่โรงเรียนแห่งใดแห่งหนึ่งก็ได้ครับ    สำหรับบางสถานศึกษาหักภาษีได้ถึง ๒๐๐% ด้วยซ้ำ
 
ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง ที่กรรมการ วชช. แม่ฮ่องสอนจะรับผู้สมัครส่วนเกินงบประมาณ ๒๙๐ คน   แล้วชักชวนคนในพื้นที่ช่วยกันหาทางสนับสนุน
 
ผมขออนุญาต cc e-mail นี้ให้ ผอ. สุนันทา ทราบด้วย    และขออนุญาตเอาลง บล็อก เผยแพร่ด้วยครับ
วิจารณ์

ผมมีความเชื่อว่า วิทยาลัยชุมชนควรเป็นของชุมชน  รัฐส่วนกลางควรกระจายอำนาจออกไปให้ชุมชนเป็นเจ้าของ   แนวทางดำเนินการของ ดร. จรูญ และ วชช. แม่ฮ่องสอน น่าจะเป็นก้าวหนึ่งไปสู่เป้าหมายนี้

 

วิจารณ์ พานิช
๑๕ มิ.ย. ๕๓