อย่างคำกลอน

                “แล้วสอนว่า อย่าไว้ ใจมนุษย์”

                                สุนทรภู่ ๒๒๔ ปี

 

 

               คำสอนของพระพุทธศาสนา นับว่าเป็นอกาลิโก คือเป็นธรรมที่ควรพิสูจน์

บุคคลหนึ่ง ซึ่งได้เป็นบทพิสูจน์ของความพากเพียรเรียนรู้ เป็นครูกลอน ที่อาจเรียกว่า

เป็นบรมครู มีอายุนับถึงวันนี้ (๒๖ มิ.ย.๒๕๕๓) ได้ ๒๒๔ ปีแล้ว นั่นคือสุนทรภู่         

ที่มีชีวิตอยู่ในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น (ท่านเกิดหลังตั้งกรุงเทพ เมื่อปี ๒๓๒๙).

 

               บทประพันธ์ที่เลื่องลือ คือพระอภัยมณี  อาจจะถือได้ว่า เป็นบทประพันธ์ที่ยาวที่สุดของไทย  เพราะมีความยาวมากถึง 12,706 บท โดยสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ประทานพระมติเกี่ยวกับเรื่องชีวิต และงานของสุนทรภู่ ว่า

บรรดาหนังสือบทกลอน ท่านสุนทรภู่แต่งเอาไว้  หากจะลองให้คนอ่านช่วยชี้ขาดว่า  เรื่องไหนเป็นเรื่องที่ดีกว่ากัน ก็น่าจะได้คำตอบเหมือนๆ กันว่า พระอภัยมณีเป็นเรื่องที่ดีที่สุด *

               นอกจากนี้  เรื่องพระอภัยมณียังได้รับการยกย่อง โดยวรรณคดีสโมสรในรัชกาลที่ ๖ ว่า เป็นยอดของวรรณคดีประเภทคำกลอน แม้นวงการศึกษาวรรณคดี ก็ตัดสินว่าเรื่องนี้เป็น จินตนิยาย  ที่ทำให้สุนทรภู่ ได้ชื่อว่า จินตกวี นั่นคือ ท่านได้ผูกเรื่องขึ้น โดยที่มิได้ลอกเค้ามาจากเรื่องชาดก หรือว่านิยายพื้นเมือง เช่นวรรณคดีเรื่องอื่นๆ ที่มีอยู่  แต่ว่ามีเค้าโครงเรื่องซึ่งแปลก และนำสมัย  มีตัวละคร และเหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้น ชวนให้น่าอ่านน่าติดตาม ที่สำคัญ คือได้แสดงภูมิรู้อันกว้างขวางของสุนทรภู่ ทั้งในเชิงปราชญ์ และเชิงประพันธ์ รวมทั้งจินตนาการอันกว้างไกวนำสมัยกว่ายุคนั้นๆ เป็นอันมาก

 

                ตามที่ได้กล่าวแล้วว่า ในเรื่องพระอภัยมณี  นอกจากจะแสดงให้เห็นความรอบรู้ ตลอดจนถึงจินตนาการ ที่กว้างไกลของสุนทรภู่แล้ว  ยังสะท้อนถึงประวัติศาสตร์  วัฒนธรรม  ประเพณี และวิถีชีวิต บุคคลในยุคนั้นเป็นอย่างดี 

เช่นความสามารถของพระอภัยมณี

                กล่าวถึง พระอภัย มณีนาถ

                กับองค์ราช กุมารชาญสนาม

                หัดภาษา ฝรั่ง ทั้งจีนจาม                                   

                ราวกับล่าม พูดคล่อง ทั้งสององค์

                หรืออย่าง

                ขึ้นชื่อ วิเชียร โมรา เจ้าสานน      ทั้งสามคน คู่ชีวิต เป็นมิตรกัน

               แสวงหาตั้งเพียร เพื่อเรียนรู้          ได้เป็นคู่ ศึกษา วิชาขยัน

               ได้รู้เรียก ลมฝน คือคนนั้น            ล้วนแข็งขัน ยิงธนู สู้ไพรีน

                ยิงออกไป ได้ที ละเจ็ดลูก           จะให้ถูก ตรงไหน ก็ได้สิ้น

                คนนั้นผูก เรือยนต์ แล่นบนดิน       อยู่บ้านอินทคาม ทั้งสามคน

                หากเรามองให้ดีเทียบกับยุคโลกาภิวัตน์นี้แล้ว ก็คงเห็นได้ว่า แค่เรียกลมฝนนั้น ก็เท่ากับการทำฝนเทียม แม้นอาวุธแค่เพียงอย่างเดียวเองก็สามารถกำหนดเป้าหมาย การทำลายล้างได้อย่างแม่นยำเป็นจับกวาง ยิ่งเป็นรถสะเทินน้ำสะเทินบกอย่างกับเรือยนต์ ที่กล่าวไว้นั้นก็พัฒนากันไปไกลสุดกู่แล้ว..

                 นอกจากนี้แล้ว ที่เกี่ยวกับกับพระพุทธศาสนาก็คือ สุภาษิตและคำคมสอนใจ อันมีอยู่ในเรื่อง ยังเป็นคติสอนใจ และคงจะใกล้เคียงกับประสบการณ์ชีวิตของสุนทรภู่  ดังที่จะหยิบยกขึ้นมาให้เห็นเป็นอุทาหรณ์ดังตัวอย่าง

เช่น          ที่เขาเปรียบ เทียบความ เมื่อยามรัก

                แต่น้ำผัก ตมขม ชมว่าหวาน

                ครั้นจืดจาง ห่างเหิน ไปเนิ่นนาน

                แม้นน้ำตาลก็ว่าเปรี้ยว ไม่เหลียวแล

เทียบกับธรรมะ

                ความรักย่อมเกิดขึ้นได้ ด้วยสาเหตุ คือ

การที่เคยอยู่ร่วมกันมาก่อน  และการที่ได้เกื้อกูลกันในปัจจุบัน

แต่หลักการแน่นอนในเรื่องของชีวิต ก็คือความเปลี่ยนแปลง

ที่ยอมจะสามารถอาจเปลี่ยนแปรไปได้ ตามกฎแห่งกรรม

หรือเรื่อง

                อันกำเนิดเกิดมา ในหล้าโลก

                สุข กับโศก มิได้สิ้น อย่าสงสัย

ความหมายทางธรรมก็คือ

                สุข และทุกข์ ย่อมปรากฏ แก่หมู่สัตว์ทั้งหลาย

ไม่มียกเว้น ทั้งราชา มหาเศรษฐี หรือคนมั่งมี ยากจน

ก็ย่อมพบเจอทั้งทุกข์สุข คลุกเคล้ากันไป

อาจเรียกได้ว่า เป็นสามิสสุข และนิรามิสสุขก็ได้

 ส่วนเรื่อง

                แล้วสอนว่า อย่าไว้ ใจมนุษย์ 

                มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด 

                ถึงเถาวัลย์ พันเกี่ยว ที่เลี้ยวลด 

                ก็ไม่คด เหมือนหนึ่งใน น้ำใจคน

                มนุษย์นี้ ที่รักอยู่สองสถาน

                บิดามารดารัก มักเป็นผล

                ที่พึ่งหนึ่ง พึ่งได้ แต่กายตน

                เกิดเป็นคน คิดเห็น จึ่งเจรจา

                ....

                นั่นก็เป็นความเห็นที่ซ่อนธรรมะ

                การกระทำใดๆ ของคนเรานั้น พึงตรวจดูเสียก่อนว่า 

                ทำไปด้วยกำลังถูกกิเลสใช้ให้ทำหรือไม่

                หรือว่ากิเลสซึ่งทำให้เราวิ่งวุ่น ก็คือความโลภ ความโกรธ

                ความหลง  ซึ่งบางทีกิเลสมันหลอกเรา  ว่าเรานี้เป็นนายมัน

                แต่แท้ที่จริง กิเลสกำลังใช้งานเราอย่างเหนื่อยหนักจนสายตัวแทบขาด

                แต่เราก็ไม่ได้รู้สึกตัวเลยว่า เรากำลังตกเป็นทาสจิตใจ หรือทาสของกิเลสนั่นเอง

                จึงควรที่

                รักษา ศีล-สัตย์กัต เวที

                ย่อมเป็นที่สรรเสริญ เจริญคน

                ทรลักษณ์ อกตัญญุตาเขา

                เทพเจ้า ก็จะแช่ง ทุกแห่งหน

นั่นแหละธรรมแท้ๆ  อันจะสร้างสรรค์โลก

ให้เกิดสุขสงบได้

                ให้มนุษย์ได้คำนึงถึงการมีศีล /รักษาสัตย์       ความจริงแท้

                แห่งน้ำจิตน้ำใจคน ว่า        ถึงจะยกแผ่นดินนี้ให้ทั้งหมด ก็ไม่อาจทำให้

                คนอกตัญญูพอใจได้  นั่นหมายถึง

                หากเราขาด   บุพพการีชนที่ช่วยค้ำจุนแผ่นดิน     ให้อยู่รอดปลอดภัยมา

               ได้แล้ว  เราทุกๆ คนอาจจะต้องทุกข์ยากระหกระเหิน หาแผ่นดินจะอาศัยก็

                ไม่ได้ และหากคิดให้ดี  ถ้าพวกเราเองไม่เป็นบุพพการีสืบต่อไปแล้ว  

                         

               คงจะหาไม่ได้ซึ่งกตัญญุกตเวทีชนในภายหน้า

               ห้วงแห่งยุคที่มนุษย์เราเองกำลังสับสนว่า

               อะไร? คือ

               พระผู้เป็นเจ้าที่เขาควรยึดเอาเป็นสรณะกันแน่? ? ?

           * อ้างอิง

              บทความ พระอภัยมณี โดย อมรรัตน์ เทพกำปนาท