สังคม กิ่งตอน



การตอนกิ่ง เป็นวิธีการขยายพันธุ์ไม้อีกแบบหนึ่ง 
ที่นิยมกันมาเนิ่นนาน เพราะสามารถนำกิ่งที่ตอนแล้วไปปลูก
และ ออกดอก ออกผลได้อย่างรวดเร็ว ทันใจ
เป็นการเพิ่มความสะดวกสบาย เหมาะสม
สอดคล้อง กับวิถี การดำรงชีวิต ในสังคมปัจจุบัน
ที่ต้องการความสะดวกรวดเร็ว
กิ่งตอน ของพันธุ์ไม้ต่างๆ มีประโยชน์
ต่อผู้ที่อยู่ในแวดวงการเกษตร และผู้ที่รักความเป็นธรรมชาติ
ของไม้ดอกไม้ประดับ และไม้ผลต่างๆ
กิ่งตอนนั้น ไม่ต้องอาศัยเมล็ดพันธุ์ ไม่ต้องอาศัย "ต้นตอ"
ก็สามารถนำไปปลูกแล้ว ออกดอก ออกผล ได้ดั่งใจ
ซึ่งเป็น ข้อดี ของกิ่งตอน 
แต่หากเปรียบลักษณะของกิ่งตอน กับ พฤติกรรมบางอย่าง
ของกลุ่มคนที่เกิดขึ้นเสมอๆ ในสังคมปัจจุบันแล้ว
กลับกลายเป็นพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์นัก
พฤติกรรมดังกล่าว ได้แก่ "การพูดถึงบุคคลอื่นในทางลบ"
โดยปราศจาก ต้นตอของความเป็นจริง
และมักเกิดจาก การคาดคะเนของผู้พูดเสียเองว่า
คนอื่นคงจะเป็นเช่นนั้น เช่นนี้
ซึ่งมักเป็น การคาดคะเน ไปในทางลบ เสมอ
ทำให้เกิดความเสียหาย แก่บุคคลที่ ถูกกล่าวถึง
ทั้งด้านชื่อเสียง และความรู้สึก
และผู้คนที่ได้ร่วมรับรู้เรื่องราว
ที่ไม่มี ต้นตอ ของความจริง ดังกล่าว
มักนำไปเล่าขาน ต่อเติมเสริมเรื่อง กันอย่างสนุกปาก
เปรียบได้กับเป็น “การออกผล ออกดอกบานสะพรั่ง
บนกิ่งตอนที่ปราศจาก ต้นตอ” นั่นเอง
ซึ่งหากเปรียบลักษณะของสังคมแบบนี้
ว่าเป็น “สังคมกิ่งตอน” คงไม่ผิดนัก 
หลายคนคงมีประสบการณ์ตรง
กับ “สังคมกิ่งตอน” มาบ้างแล้ว
และคงสัมผัสได้กับความรู้สึก อึดอัดใจ ท้อแท้
กับสภาพสังคมที่พบเจอ นับวันสังคมแบบนี้
จะขยาย วงกว้างออกไป เรื่อยๆ
สาเหตุ อาจมาจาก สภาพสังคมโดยรวมของคนไทยเปลี่ยนไป
สังคมที่เคยมี ร่มเงา ของความร่มเย็น เห็นอก เห็นใจกัน
เปลี่ยนเป็นสังคมที่มีแต่ การแข่งขัน ชิงดีชิงเด่น ให้ร้าย ป้ายสีกัน
การดำรงชีวิตอยู่ในสังคมแบบนี้ 
สิ่งสำคัญคือ เราต้องสร้างภูมิคุ้มกันใจของเรา ให้เข้มแข็ง
โดยการตั้งสติให้มั่นคง ไม่หวั่นไหวกับสิ่งที่มากระทบ
เพราะเราไม่สามารถไปปรับเปลี่ยน พฤติกรรมถาวร เหล่านั้น
ของพวกเขาได้ คิดเสียว่า เป็นการดีเสียอีกที่เราได้มีโอกาส
ได้พบได้เห็นพฤติกรรม ส่วนตัว ด้านดำมืด ของพวกเขา
เพราะผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมดังกล่าว 
มักจะโชว์แต่พฤติกรรมด้านสว่าง ที่เกิดจากการ"ปรุงแต่ง"
และปกปิดพฤติกรรม ด้านดำมืด ไว้
แต่เราเป็น"คนพิเศษ"ที่มีโอกาส ได้พบเห็นด้วยตัวเอง
โดยไม่ต้องออกแรงค้นหา "ทำให้เรา ตาสว่าง รู้แจ้ง เห็นจริง"
และตัดสินได้ว่าผู้คนเหล่านั้น "ไม่ได้มีคุณค่าเพียงพอ"
ที่เราจะ ใส่ใจ อีกต่อไป
หากเรา ตั้งมั่น อยู่บนฐาน ของ ความบริสุทธิ์ใจ 
สิ่งต่างๆที่ผ่านเข้ามา กระทบ
เปรียบได้กับ เป็นลมประสบการณ์ ที่พัดผ่าน เข้ามาในชีวิต
มีทั้ง ลมร้อน และ ลมเย็น
หากมองอีกมุมหนึ่งเราจะเห็นได้ว่า
ลมร้อน ที่พัดเข้าหา ตัวเรา นั้น มันมีประโยชน์ มหาศาล
เพราะ ความร้อน ของมัน
สามารถ ละลาย ความอ่อนแอ
ความอ่อนไหว ความอ่อนต่อโลก ที่เราเคยมีอยู่ ให้หายไป
คงเหลือไว้แต่ "ความเข้มแข็งที่เป็นเกราะห่อหุ้มชีวิต"
ให้ยืนหยัด อยู่ได้ อย่างมั่นคง และมีความสุข
ความเข้มแข็ง ความมั่นคง ของจิตใจ 
ที่ได้จากการ ผ่านร้อน ผ่านหนาว มานั้น
ทำให้เรา สามารถแบ่งปัน เป็น ลมเย็น ลมแห่งกำลังใจ
พัดผ่าน ผู้อื่นให้รู้สึก ชุ่มเย็น ได้อีก เช่นกัน
“เราจะแบ่งปัน ลมเย็น และกำลังใจ ให้กัน ค่ะ”
สวัสดีค่ะจ้าครูส้ม
"การพูดถึงบุคคลอื่นในทางลบ โดยปราศจาก ต้นตอของความเป็นจริง"
สวัสดีค่ะครูส้ม
ประสบการณ์ตรง ประสบการณ์จริง
เป็นธรรมดา..สากลนะเพื่อน
การพูดถึงโดยไม่มีมูล..หรือ..มีมูลตามใจฉัน
ไม่สร้างสรรค์ แถมสร้างเรื่อง..เดี๋ยวนี้เป็นกันมาก
เพราะอยากได้ผลประโยชน์..ส่วนตัว..
สวัสดีค่ะ...พี่ส้ม
อ่านบันทึกพี่แล้วชื่นชมค่ะ คิดได้ไงเนี๊ย เกษตร + ปรัชญาชีวิต สุดยอดไปเลยค่ะ
ยิ่งอ่านยิ่งใช่ ขอยืมคำว่า สังคมกิ่งตอนไปใช้บ้างนะคะ :-)
ฝันดีค่ะ ^^
สวัสดีค่ะ
สังคมกิ่งตอน...ตั้งชื่อได้โดนใจมากๆค่ะ
สังคมอบอุ่น เห็นอกเห็นใจกัน เอื้ออาทรต่อกัน นับวันหดหายไป
ตั้งสติ ไม่หวั่นไหว...พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง ยังใช้ได้เสมอนะคะ
ขอบคุณมากๆค่ะ
สวัสดีค่ะ
พี่ส้มจ๋า... เปรียบเทียบได้ดีจริงๆ
การอยู่ในสังคมหมู่บ้าน ต่างจิตต่างใจ จะหวังให้คนอื่นเป็นดั่งใจเรานั้นยากเหมือนกันนะคะ เราจึงควรปล่อยวาง สิ่งที่ไม่ดี หรือทำให้ต้องขุ่นเคืองใจก็อย่าเก็บเอามาคิดให้ทุกข์ เอาหูทวนลมบ้าง ถือว่าไม่ได้ยิน และเห็นด้วยที่พี่ส้มบอกไว้
ดีใจมากๆ ที่พี่ส้มเข้า G2K คราวนี้อย่าหายไปนานๆ อย่างนี้อีกนะคะ คิดถึงค่ะ
พาลูกศิษย์มาเยี่ยมค่ะ
พี่ส้มขา
คิดถึงนะคะ แว่บหนีการอบรมมาค่ะ ขอให้พี่มีความสุขมาก ๆนะคะ
มาขอรับลมเย็นด้วยคนค่ะ
ขอบคุณค่ะ
สังคมกิ่งตอน
ข้อคิด มุมคิด ..ชื่นชมค่ะ
ฝากเมาะให้นึกถึงวันวานนะคะ
ขอบคุณคะ