“มึงไม่เชื่อ พรุ่งนี้มึงไปกับกู เดี๋ยวกูจะพามึงไปดูให้เห็นกับตา...”

        “จะทอ” หนุ่มลาหู่วัยเดียวกันกับสหายคนหนึ่ง เอ่ยทำนองท้าทายเมื่อสหายไม่เชื่อในสิ่งที่เขาเล่าให้ฟังว่าตนเองรู้จักกับ “แม้วแดง” หลายคน

        เป็นเพราะความที่เป็นคนช่างพูด ช่างเจรจา จะทอ จึงเล่าเรื่อง “แม้วแดง” ให้สหายของเขาฟัง

        สหายของจะทอ ผู้เป็นลูกจ้างหน่วยงานราชการหนึ่งเช่นเดียวกัน รับรู้เรื่องราวของ “แม้วแดง” มาบ้าง แต่ก็รู้จักเพียงงู ๆ ปลา ๆ แม้ว่าครั้งหนึ่งเขาจะเคยโดน “แม้วแดง” ถล่มด้วยอาวุธสงครามเมื่อคราวที่ขับรถแทรคเตอร์เข้าไปหมู่บ้านแม้วใหม่ที่อยู่ห่างออกไปหลายกิโลเมตร จนเกือบเอาชีวิตไม่รอดกลับมาพร้อมกับเพื่อนร่วมเดินทางอีก ๒ คน ที่ได้ความแน่นหนาของรถแทรกเตอร์ช่วยให้พลางตัวหลบห่ากระสุนนั้นไว้

        เช้าวันรุ่งขึ้นสองหนุ่มก็ออกเดินทางเข้าป่าไป

        ทั้งคู่แต่งกายด้วยชุดลาหู่ คนหนึ่งเป็นชุดที่สวมใส่ในชีวิตปกติ แต่อีกคนหนึ่งแต่งด้วยชุดแบบเดียวกันแต่เป็นการแต่งกายแบบจำแลง ทำเสมือนว่าเขาก็เป็นลาหู่เช่นกัน

        ทั้งคู่สะพายปืนแก๊ปติดตัวไปคนละกระบอก

        “มึงต้องเป็นใบ้นะ เจอใครห้ามพูดเด็ดขาด...”

        นอกจากจะพรางตัวเป็นลาหู่แล้ว สหายของจะทอยังถูกบังคับให้เป็นใบ้ด้วย เพราะขืนพูดต่อหน้าแม้วแดงอาจทำให้แผนแตก นั่นหมายถึงชีวิตที่อาจต้องจบสิ้นด้วยกระสุนปืนด้วยทั้งคู่ต่างก็เป็นคนของราชการ

        “เอ้า...มึงเคี้ยวหมากด้วย...”

        สหายจะทอว่าง่าย คว้าหมากมาเคี้ยวจนปากแดงแจ๋ แล้วก็เดินตามจะทอเข้าป่าไป

        ทั้งคู่หยุดพักกินข้าวที่ห่อไปที่กระท่อมกลางไร่ของชาวลาหู่เจ้าหนึ่ง กินข้าวเสร็จแล้วสหายจะทอก็เอ่ยปาก

        “มาแข่งยิงปืนกันไหม ใครจะแม่นกว่ากัน...”

        เปรี้ยง เปรี้ยง...

        เสียงปืนดังก้องป่าสองนัก ลูกมะละกอบนต้นริมขอบไร่กระจุยด้วยกระสุนลูกปรายจากปลายกระบอกปืนแก๊ปทั้งสองกระบอก

        ป๊อก ป๊อก... ป๊อก ป็อก... ป๊อก ป๊อก...

        ทันทีที่เสียงปืนสงบลง เสียงกระทบกันของไม้ก็ดังขึ้นจากเขาฝั่งโน้น สิ้นเสียงจากฝั่งตรงกันข้ามก็ดังขึ้นรับ มีเสียงตอบรับดังมาจากอีกฝั่งทางด้านข้าง แน่นอนว่าเสียงกระทบไม้นั้นเป็นการส่งสัญญาณบางอย่าง

        ชายฉกรรจ์สองคน สะพายอาวุธสงครามเดินออกมาจากชายป่าด้านนั้น และอีกด้านหนึ่งอีกสองคนก็เดินตามออกมา อีกหลายคนยืนซุ่มอยู่ที่ชายป่า

        ชายฉกรรจ์ทั้งสี่เดินเข้ามาหาจะทออย่างมักคุ้น

        “ไอ้นี่เป็นใคร ไม่เคยเห็น...” ชายคนหนึ่งเอ่ยถามจะทอ

        “อ๋อ ญาติเราเอง มาจากเชียงใหม่ มันพูดไม่ได้หรอกมันเป็นใบ้...”

        จะทอตอบคำถามออกไป ขณะที่สบสายตากับสหายที่มาด้วยกันด้วยทำนองว่าช่วยเล่นละครตบตาให้แนบเนียนหน่อย

        สหายจะทอ เคี้ยวหมากไป ใจก็เต้นโครมคราม ฟังเสียงการสนทนาระหว่างจะทอและชายฉกรรจ์ทั้งสี่

        ชายทั้งสี่คนเป็นชาวม้ง ที่ถูกเรียกว่า “แม้วแดง” เขาเหล่านี้บางคนเคยอยู่ที่บ้านม้งใหม่ ก่อนที่จะหลบหนีเข้าป้าไปเป็นแนวร่วมพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งตั้งฐานทัพฝึกอาวุธและเล่าเรียนทฤษฎีปฏิวัติกับแกนนำ พื้นที่แถบนี้

        “พวกเราอย่าไปเชื่อเจ้าหน้าที่ราชการ เขาจะหลอกพวกเราแล้วเอาเราลงไปอยู่ที่ค่าย ตชด. พวกเราเป็นชาวเขา เราต้องอยู่บนดอย ไม่ไปอยู่ที่ไหนทั้งนั้น...”

        ชายคนหนึ่งคุยกับจะทอ และในช่วงหนึ่งของการสนทนาก็บอกกับจะทอว่าอีกสามวันพวกเขาจะบุกไปตีที่บ้านม้งใหม่ สหายผู้มากับจะทอนั่งเก็บข้อมูลอย่างอกสั่นขวัญแขวน เพราะได้หมากในปากที่ช่วยให้กลบเกลื่อนพิรุธไปได้

        การสนทนาผ่านไปราวชั่วโมง สหายแม้วแดงก็ขอตัวกลับฐาน สองสหายก็เดินทางกลับไป


สหายของจะทอในสมัยนั้น (ประมาณปี ๒๕๑๑)

 

.....

        เช้าวันรุ่งชึ้น...

        “นาย พรุ่งนี้แม้วแดงจะบุกตีบ้านม้งใหม่ครับ...”

        สหายจะทอ ผู้สวมวิญญานเป็นสายลับ นำข้อมูลที่รับรู้มาจากการสนทนาระหว่างจะทอกับแม้วแดงเมื่อวาน รายงานให้ผู้บังคับบัญชาสูงสุดในหน่วยงานให้ทราบ

        “มึง หนีไปเที่ยวที่ไหนมา เอาอะไรมาพูดวะ ไป๊ ไป๊ ไปทำงาน...”

        ผู้บังคับบัญาได้ฟังนอกจากจะไม่เชื่อแล้ว ยังเห็นเป็นเรื่องเหลวไหล มิได้ใส่ใจ กระทั่งเวลาผ่านไปสามวันจึงพบว่าตนเองผิดพลาดไปแล้ว เนื่องจากมิฟังคำเตือนจากการคำรายงานของลูกน้องซึ่งเป็นลูกจ้างประจำของหน่วยงาน

        บ้านแม้วใหม่ หมู่บ้านชาวม้งซึ่งอยู่ในการดูแลของหน่วยงานที่สหายจะทอทำงานอยู่ ถูกตีแตกจากกลุ่มแม้วแดง การประทะกันทำให้อาสาสมัครรักษาดินแดนเสียชีวิตหนึ่งนาย และเจ้าหน้าที่ราชการทั้งหมดที่อยู่ในหมู่บ้านหมู่บ้าน ทั้งเจ้าหน้าที่สถานีอนามัย ครู ตำรวจ และอาสาสมัครรักษาดินแดนต้องถอยร่นออกมาจากหมู่บ้าน สำหรับชาวบ้านแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งหนีเข้าป่าไปเข้าร่วมกับพรรค อีกส่วนหนึ่งถอยร่นไปตั้งแหลักแหล่งในพื้นที่ใหม่

        ข่าวการโจมตีหมู่บ้านม้งใหม่แพร่สะพัดไปพร้อมกับข่าวการรู้ตัวล่วงหน้า กระทั่งเข้าถึงหูผู้ว่าฯ จ.ตาก จนต้องเดินทางมาสอบสวนสหายของจะทอด้วยตนเอง พร้อมกับตำหนิผู้บริหารหน่วยงานที่สหายจะทอทำงานอยู่ที่ละเลยต่อคำตักเตือนของลูกน้องตัวเอง

.....

        พื้นที่ดอยมูเซอ อ.เมือง จ.ตาก เมื่อหลายสิบปีก่อนเป็นพื้นที่สีชมพู ลึกเข้าไปตามแนวเทือกเขาถนนธงชัยใต้ เป็นที่ตั้งกองกำลังของ พคท. อยู่หลายแห่ง ว่ากันว่าธีรยุทธ บุญมี ก็เคยมาประจำการอยู่แถบนี้

        บ้านม้งใหม่ ก่อนจะถูกตีแตก ชาวบ้านส่วนหนึ่งจะหลบหนีเข้าป่าไปเป็นแนวร่วม ซึ่งจำนวนมากที่หลบหนีเข้าป่าเนื่องจากทนการกดขี่ข่มเหงของบรรดาข้าราชการไม่ไหว โดยเฉพาะตำรวจที่ไปหมู่บ้านก็มักจะเบ่งกินไก่กินหมูของชาวบ้านอยู่ร่ำไป เหตุการที่ดูจะร้ายแรงและฝังใจชาวบ้านมากคือ การลักลอบเข้าไปบังคับให้หญิงชาวบ้านที่สามีไม่อยู่ให้ร่วมหลับนอนของตำรวจนายหนึ่ง

        ชาวบ้านที่หลบหนีเข้าป่าไป บางคนที่แววดีก็จะถูกส่งไปเรียนที่เมืองจีน

        ในพื้นที่แถบนี้มีชนเผ่าอยู่หลายเผ่า มีเพียงชาวม้งเท่านั้นที่เข้าร่วมกับ พคท. ส่วนเผ่าอื่น เช่น ลีซู และ ลาหู่ ไม่ปรากฏว่าเข้าไปร่วมกับ พคท. เว้นแต่ว่าจะมีการติดต่อกันในทางลับเพื่อค้าขายและส่งเสบียงให้

        การสู้รบนานยืดเยื้อกว่าสิบปี กระทั่งรัฐบาลออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ ๖๖/๒๓ สมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ก็ทำให้เหตุการยุติลง ชาวบ้านที่เข้าป่าก็ออกมามอบตัวเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย พากันมาตั้งบ้านเรือนอยู่รวมกับพี่น้องที่มาก่อนล่วงหน้า

        ในพื้นดอยมูเซอ มีร่องรอยการสู้รบหลายแห่ง เช่น ฐานของทหารที่ตั้งปืนใหญ่ยิงถล่มไปยังฐานที่มั่นของแม้วแดง ฐานที่ตั้งของตำรวจตระเวนชายแดน ฯลฯ 

        เหตุการณ์สงบลงแล้ว ชาวม้งเลิกเป็น “แม้วแดง” ไปจนหมดสิ้น แต่ก็มีชาวม้งบางคนที่ยังคงสวม “เสื้อแดง” ด้วยเห็นว่าปัญหาความเหลือมล้ำยังมีอยู่จริงและไม่ได้รับการแก้ไข

.....


ที่ตั้งของหน่วยงานหนึ่งในพื้นที่ดอยมูเซอสมัยนั้น