สมาธิกับวิปัสสนา พัฒนา กาย วาจา จิต และปัญญา

สมาธิกับวิปัสสนา

รวบรวมโดย พระครูปลัด จิตติชัย จิตฺติชโย[1]

บทนำสมาธิ

           คำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมมาพุทธเจ้ามุ่งที่จะสร้างชีวิตมนุษย์เราให้สมบรูณ์ สิ่งที่พระองค์ได้ตรัสสอนไม่ใช่เรื่องที่จะมาพูดกันเล่นเท่านั้น  พระองค์ได้ทรงค้นพบสัจธรรมจากการที่พระองค์ได้รู้แจ้งทุกข์ ซึ่งได้เบียดเบียนสรรพสัตว์อยู่ คำสอนเป็นผลที่ได้รับจากการต่อสู้เพื่อจะให้มนุษย์เราพ้นจากความทุกข์

            คำสอนของพระองค์ที่ชี้ชัดถึงเรื่องดังกล่าวจะเห็นได้ในอริยสัจ 4 และคำสอนของพระองค์มุ่งที่จะให้มนุษย์เราพ้นจากทุกข์ได้แก่อริยสัจข้อที่ 4 ซึ่งเรียกว่ามรรคมีองค์ 8 อริยสัจข้อที่ 4 หรือมรรคมีองค์ 8 เป็นแนวทางให้มนุษย์เรารู้จักคิดพร้อมกับปฏิบัติไปด้วย เป็นทางให้นำมาปฏิบัติให้เกิดปัญญา คำสอนของพระองค์เกิดขึ้นจากพระมหากรุณาธิคุณที่จะช่วยเหลือมนุษย์และสัตว์ เป็นการช่วยเหลือทางจิตใจคำสอนของพระองค์เป็นแนวทางที่จะยกระดับมนุษย์และสัตว์ให้บรรลุจุดหมายปลายทางหรือเพื่อความดับทุกข์

            เป็นความจริงที่ว่า ถึงแม้ว่าโลกจะครอบคลุมโลกนี้อยู่ แต่ก็เป็นสิ่งเห็นได้ยาก  มนุษย์เราถูกอวิชชาครอบงำ และเพราะมีอวิชชาความไม่รู้เป็นเหตุเป็นปัจจัย จึงมีความยึดมั่นสิ่งต่างๆ เกี่ยวกับทางโลภ ซึ่งพวกเขาเข้าใจว่าจะช่วย ให้ได้รับความสุข เพราะตกอยู่ในอำนาจแห่งความโลภ โกธรหลง  พระพุทธองค์ทรงมีพระกรุณาต่อสรรพสัตว์ จึงได้ตรัสสอนวิธีบำเพ็ญภาวนา  ด้วยการบำเพ็ญภาวนานี้แหละพระองค์ทรงตรัสสอนว่า จะช่วยขจัดเสียซึ่งเหตุและปัจจัยแห่งความไม่สบายกายและไม่สบายใจที่แปลมาจากคำว่าทุกข์

         พระพุทธองค์ได้ใช้คำว่า “ทุกข์” ในหลายความหมายเช่น คำว่า  เกิด  แก่  เจ็บ  ตาย  ความเศร้า ความเดือดร้อนใจ ความคร่ำครวญ ความลำบาก ความเสียใจ ความสิ้นหวัง หรือ เรียกว่าชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส ซึ่งคำเหล่านี้หมายถึงความทุกข์นั่นเอง หรือว่าโดยย่อ การเข้าไปยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ 5 เรียกว่า ทุกข์  คำว่าทุกข์ที่เกิดจากการยึดมั่นในขันธ์ 5 นี้ก็เพราะว่า ขันธ์ 5 เป็นสิ่งที่ควรกลัว เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง มีความเปลี่ยนแปรสลายไปเป็นธรรมดา สิ่งใดที่ไม่เที่ยงก็เป็นสิ่งที่น่ากลัว (เพราะนำความทุกข์มาให้)

         มีความทุกข์อยู่ก็จริง  แต่ก็ยังมีความหวัง เพราะว่าทุกข์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยอาศัยเหตุปัจจัยทุกข์ไม่ใช่ว่าเกิดขึ้นโดยไม่อาศัยเหตุไม่อาศัยปัจจัย ไม่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ หรือว่าอาศัยเหตุปัจจัยภายนอกแต่ว่าความทุกข์ที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยเหตุปัจจัยหลายอย่าง ดังนั้นทุกข์จึงสามารถที่จะขจัดให้หมดไปได้ปัญญา ความรอบรู้ ความรู้แจ้งเห็นจริงที่เกิดขึ้นโดยอาศัย  ศีล สมาธิ เป็นพื้นฐานสามารถที่จะขจัดรากเหง้าแห่งความทุกข์ได้อย่างสิ้นเชิง

 

            พระพุทธองค์ทรงชี้ทางและกระตุ้นให้มนุษย์เรากำหนดรู้ถึงความจริงเกี่ยวกับชีวิตตามสภาวะที่เป็นอยู่ คำสอนเกี่ยวกับความทุกข์ เมื่อคนเราทราบว่าชีวิตมีแต่ความทุกข์ จะได้เตรียมตัวเพื่อเผชิญกับปัญหาต่างๆในขณะที่มีชีวิตอยู่โดยปราศจากความกลัวและด้วยความมั่นใจ เหตุผลดังกล่าวมา ควรทำความเข้าใจว่าอริยสัจข้อที่ 1 คือความทุกข์ ไม่ใช่จะปฏิเสธความสนุกความเพลิดเพลินหรือความสุขที่มีอยู่ในโลกนี้

            คำสอนเกี่ยวกับความทุกข์นี้ต้องการที่จะเน้นส่วนที่ไม่ดีคือ ชีวิตที่เป็นอยู่ด้วยความชั่วร้ายโดยปกติคนเรามักจะไม่สนใจเกี่ยวกับเรื่องความทุกข์ มัวเพลิดเพลินกับสิ่งที่ตัวเข้าใจว่าให้ความสุข แต่ที่แท้จริงก็นำความทุกข์มาให้ คำสอนเกี่ยวกับความทุกข์ได้เตือนให้มนุษย์เรารู้ว่ามันเป็นความจริงที่มนุษย์เรามักจะไม่เข้าใจและไม่ยอมรับกัน อริยสัจ 3 ข้อแรกแสดงถึงปรัชญาชีวิตที่ให้แสงสว่าง ที่ให้เกิดความรู้ และอริยสัจข้อสุดท้ายเป็นการแสดงถึงภาคปฏิบัติที่จะนำไปสู่จุดหมายปลายทางของชีวิต คือ ความดับทุกข์

            หากปราศจากอริยสัจข้อที่ 4 เสียแล้วคำสอนของพระพุทธองค์ก็ไม่สมบรูณ์ หากปราศจากการปฏิบัติที่ถูกต้องคำสอนที่จะเรียกว่าเป็นปรัชญาก็จะเป็นสิ่งที่ไร้ความหมาย ไร้ประโยชน์ ผู้ประกาศคำสอนเช่นนั้น โดยไม่สอนถึงหลักปฏิบัติที่นำมาใช้ได้ ก็เสมือนคนตาบอดที่พยายามที่จะอธิบายสีต่างๆของดอกไม้โดยที่ตัวเองไม่เห็นสีของดอกไม้เหล่านั้น

            พระพุทธศาสนายอมรับและประกาศให้โลกรู้ว่า ความทุกข์ทั้งปวงและความชั่วร้ายทั้งหลายแหล่เกิดขึ้นจากทวารทั้ง 3 คือ เกิดจากกายทวาร วจีทวาร มโนทวาร หรือเกิดขึ้นจากการกระทำทั้งกาย ทางคำพูดและการคิด ใจ ถือว่าสำคัญที่สุด พระพุทธองค์ตรัสสอนว่า ใจเป็นใหญ่เป็นหัวหน้าของการกระทำและการพูด การกระทำการพูดจะดีหรือชั่ว นำมาซึ่งความทุกข์หรือความสุขก็มาจากใจ ศีลสามารถที่จะอำนวยให้คนเรามีการกระทำที่ถูกต้องหรือให้เกิดกายสุจริต วจีสุจริต แต่ว่าศีลไม่สามารถที่จะบังคับใจได้ มีแต่สมาธิ และวิปัสสนา เท่านั้นที่สามารถจะช่วยทำให้ใจสงบ สามารถบังคับใจ และให้รู้แจ้งเห็นจริง ให้เกิดปัญญา ดังนั้น หากเราจะเปรียบเทียบกับศาสนาอื่นที่เชื่อว่า พระเจ้าเป็นรากฐานของทุกสิ่งทุกอย่าง หรือว่า พระเจ้าเป็นเหตุแห่งทุกสิ่งทุกอย่าง พระพุทธศาสนาถือว่าเหตุผลแห่งทุกสิ่งทุกอย่าง พระพุทธศาสนาถือว่าเหตุผลของทุกสิ่งทุกอย่างคือใจ

            ใจควรที่จะได้รับการฝึกฝนอบรมในวิธีที่ถูก วิธีที่จะฝึกใจให้ถูกก็คือฝึกโดยอาศัยอริยมรรคมีองค์ 8 อริยมรรคมีองค์ 8 เรียกว่าเป็นทางทางเดียวเท่านั้นที่จะนำไปสู่การหลุดพ้นจากความทุกข์ เป็นหนทางมีไว้สำหรับคนที่เดินเท่านั้น ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากอำนาจอื่นใดที่มาจากภายนอกทางที่พระองค์ได้วางไว้เป็นทางที่จะต้องดำเนินไปด้วยตนเองไม่มีใครที่จะช่วยได้ ทางที่พระองค์ประกาศไว้เรียกชื่อเพื่อง่ายต่อการปฏิบัติว่า ศีล  สมาธิ  ปัญญา ที่จะต้องปฏิบัติ จะต้องทำให้เกิดขึ้น

ทางพระพุทธศาสนาถือว่า ศีล เป็นพื้นฐาน ศีล หมายถึง ข้อบัญญัติที่กำหนดทางปฏิบัติ ทางกาย วาจา ศีล หมายถึงความดีต่างๆการบำเพ็ญตนให้มีศีลหรือการปฏิบัติตนให้มีศีลในทางพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นเหตุให้เจริญในคุณธรรมยิ่งๆขึ้น ศีลมีความจำเป็นมากในการปฏิบัติ หรือในการบำเพ็ญภาวนาเพราะว่าศีลเป็นเครื่องช่วยให้ขจัดเสียซึ่งสิ่งที่เป็นอันตรายที่เป็นปฏิปักษ์ต่อความสงบทางใจสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสมาธิและวิปัสสนา คุณค่าของศีลในทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ช่วยทำใจของคนเราให้ปราศจากสิ่งเศร้าหมอง ช่วยทำจิตใจให้สะอาดเป็นเบื้องแรก เพื่อจะนำไปสู่ความรู้แจ้งเห็นจริงต่อไป

            ศีลมีลักษณะ 2 คือสมาทาน ช่วยให้เราทำอะไรด้วยความตั้งใจเพื่อให้เกิดศีลธรรมและอีกข้อหนึ่งเรียกว่าอุปธารณหรือปติฏฐาน เป็นพื้นฐานแห่งความดีทั้งปวงหรือจะกล่าวให้ชัดลงไปศีลทำให้คนเราเว้นจากสิ่งที่ก่อให้เกิดความชั่วหรือให้เกิดความละเมิดศีลธรรมและทำให้คนเรามีใจที่จะรักษากฎระเบียบเพื่อให้เกิดความบริสุทธิ์ทางศีลธรรม ยกตัวอย่างเช่น ผู้ที่ถือศีลดั่งพระพุทธองค์ตรัสว่า “ถ้าเว้นจากการ ฆ่าสัตว์ วางศาสตราวุธ เป็นผู้ที่มีใจเพียบพร้อมด้วยเมตตา กรุณา มีชีวิตอยู่เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่สรรพสัตว์”

            ศีล 5 ซึ่งเป็นศีลขั้นพื้นฐานของพระพุทธศาสนา ฆราวาสจะต้องรับมาปฏิบัติ เป็นการชี้ถึงกฎของศีลธรรมซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตเรา เพื่อให้เกิดศีลธรรมอันเป็นผลทางใจ ไม่ใช่เพื่อที่จะให้พระผู้เป็นเจ้าหรือพระผู้ที่มีอำนาจเบื้องบนโปรดปราน แต่เพื่อให้เกิดศีลธรรมในสังคม ดังนั้นศีลข้อแรกประสงค์ที่จะให้มนุษย์เรารู้จักควบคุมอารมณ์ เกี่ยวกับความโกธรหรือโทสะ ศีลข้อ 2 เกี่ยวกับเรื่องความพอใจในทรัพย์สมบัติที่มีอยู่  ศีลข้อ 3 ให้พอใจในเรื่องคู่ครอง ศีลข้อ 4 ให้เป็นคนพูดที่มีความเชื่อถือ พูดแต่คำจริงและมีประโยชน์ ศีลข้อ 5 เพื่อขจัดเสียซึ่งความเป็นทาสของสิ่งมึนเมาและสิ่งเสพติดอันเป็นผลละเมิดศีลข้ออื่นหรือเป็นเหตุอันเป็นผลให้เกิดอกุศลกรรมต่างๆ

            ดังนั้นว่าโดยความหมายทั่วๆๆไป ศีลช่วยขจัดสิ่งที่ไม่น่าปรารถนา เช่น ช่วยให้ราคะ โทสะ เบาบางลงและให้เป็นคนเสียสระ มีความเมตตากรุณา รักใคร่สงสารกัน และสิ่งที่สำคัญที่สุด ศีลเป็นพื้นฐานการนำไปสู่การปฏิบัติสมาธิและวิปัสสนา

            สมาธิและวิปัสสนาเป็นที่รู้จักกันว่า “ภาวนา” คำว่า ภาวนา หมายถึง การอบรมหรือการทำให้เกิดขึ้น การพัฒนา ได้แก่ การอบรมทางใจคือการพัฒนาทางใจ ทำให้คุณธรรมเกิดขึ้นในใจภาวนาตามความหมายทางพระพุทธศาสนา  เป็นเรื่องการอบรมใจ มุ่งที่จะชำระใจให้สะอาดจากสิ่งเศร้าหมอง จากสิ่งที่รบกวน จากสิ่งที่เป็นอุปสรรคปิดกั้นไม่ให้บรรลุถึงความดีที่เรียกว่า “นิวรณธรรม” คือความพอใจรักใครในเรื่องทางกาม เรียกว่า กามฉันทะ ความพยาบาท ความง่วงเหงาหาวนอน ความฟุ้งซ่านรำคาญ และความลังเลสงสัย  นอกจากนี้ภาวนายังหมายถึงการที่รับเอาคุณธรรมที่ดีไว้ เช่น มีสติ ศรัทธา ความเพียร ความปลื้มปีติ ความสงบ ความมีใจแน่วแน่ ความวางเฉย หรือควบคุมอารมณ์อันจะเป็นเครื่องช่วยให้บรรลุคุณธรรมขั้นสูงสุดคือ การรู้แจ้งเห็นจริง ได้แก่การทำพระนิพพานให้แจ้ง ซึ่งถือเป็นจุดหมายปลายทาง

           สมาธิภาวนาใช้เป็นคุณศัพท์ของสมถภาวนา หมายถึงการอบรมใจให้สงบวิปัสสนามุ่งถึงการอบรมใจให้เกิดปัญญา บางครั้งใช้คำว่า สมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานแทนคำว่าสมาธิ ถาวนาและวิปัสสนาภาวนา ที่เรียกว่าสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานก็เพราะว่าการปฏิบัติทั้งสมถะและวิปัสสนา จะต้องมีอารมณ์ถ้าปราศจากอารมณ์เสียแล้วก็ไม่สามารถที่จะปฏิบัติสมถะและวิปัสสนาได้ เพื่อจะเน้นถึงอารมณ์ของสมถะและวิปัสสนาจึงเรียกว่ากรรมฐาน อาจใช้คำว่าสมาธิภาวนา แทนคำว่า สมถภาวนา เมื่อว่าตามความหมายทั้ง 2 ศัพท์ แล้วก็มุ่งถึงความมีจิตเป็นหนึ่งในอารมณ์หรือว่ามุ่งถึงการทำจิตใจให้เป็นสมาธิให้มีอารมณ์เดียว

          จะทำความแตกต่างระหว่างสมาธิและวิปัสสนา ให้ปรากฏแจ่มชัดก็โดยอาศัยกิจหรือหน้าที่วิธีและผลที่ได้รับจากการปฏิบัติ หน้าที่หรือกิจของสมาธิก็เพื่อทำจิตให้สงบแน่วแน่ ส่วนหน้าที่ของกิจและวิปัสสนาก็เพื่อขจัดอวิชชาจากใจเพื่อจะใช้ปัญญาให้รู้แจ้งเห็นจริงสภาวธรรมทั้งหลาย

            การเจริญสมาธิก็เพื่อที่จะเอาใจไปจดจ่อ เอาใจไปกำหนด และเอาใจไปกำกับอยู่กับสิ่งที่เราใช้เป็นอารมณ์ในการบำเพ็ญ โดยที่ไม่พิจารณาถึงความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์และความเป็นอนัตตาของสิ่งนั้น ส่วนวิปัสสนาพิจารณาตริตรอง ใคร่ควรลักษณะของอารมณ์ที่ใช้ในการปฏิบัติเพื่อจะกำจัดอวิชชาให้หมดไป เพื่อให้เกิดความรู้แจ้งเห็นจริง ให้เกิดปัญญารู้สภาพอันแท้จริงของสิ่งที่ใช้เป็นอารมณ์นั้น หรือเพื่อให้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สมาธิไม่ได้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มุ่งที่จะทำใจให้แน่วแน่เป็นสมาธิหรือทำใจให้กำกับจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ใช้เป็นอารมณ์ในการปฏิบัติเท่านั้น เพื่อให้เกิดความสงบ ไม่ให้เกิดความฟุ้งซ่าน แต่วิปัสสนาไม่ได้มุ่งหมายเพียงแต่ความสงบจิต แต่มุ่งหมายที่จะให้เกิดความรู้แจ้งเห็นจริงสภาวธรรม ความรู้ที่เกิดจากการเจริญวิปัสสนาจะขจัดเสียซึ่งกิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในสันดารของคนเรา เพื่อขจัดสังโยชน์สิ่งที่ผูกพันคนเราให้เวียนว่ายตายเกิด ผูกพันให้อยู่ในวัฏสงสาร และเพื่อบรรลุจุดหมายปลายทาง

            การที่ภาวนามี 2 ก็เพื่อบุคคล 2 ประเภท คือบางพวกมีศรัทธาแก่กล้ากับ บางพวกมีปัญญาแก่กล้า สมาธิเหมาะสำหรับผู้มีศรัทธาแก่กล้าในเบื้องแรกของการปฏิบัติ ส่วนวิปัสสนาก็เหมาะแก่ผู้ที่มีปัญญาแก้กล้าในการเริ่มปฏิบัติ ผู้ปฏิบัติโดยใช้สมาธิเป็นพื้นฐานอาจเจริญวิปัสสนาในภายหลังและเช่นเดียวกันผู้ที่ใช้วิปัสสนาเป็นพื้นฐานในการปฏิบัติก็อาจเจริญสมาธิในภายหลัง

            อนึ่งที่มี 2 วิธี ในการปฏิบัติสมาธิและวิปัสสนา ที่เรียกว่าสมถยานะ และวิปัสสนายานะ วิธีทำให้ใจสงบและวิธีที่ทำให้เกิดปัญญา 2 วิธี มุ่งถึงบุคคล 2 ประเภท คือประเภทตัณหาจริต ได้แก่พวกที่มีปกติถูกตันหาครอบงำ และผู้ที่มีทิฏฐิจริต คือพวกที่มีปกติสงสัยหรือพวกที่ชอบใช้ปัญญาประเภทแรกก็เหมาะที่จะใช้สมถะเป็นพื้นบานในการปฏิบัติวิปัสสนาต่อไปจนบรรลุถึงจุดหมายปลายทาง ประเภทหลังก็เหมาะที่จะใช้วิปัสสนาเป็นพื้นฐานในการปฏิบัติ จากนัยหลังจากบรรลุถึงจุดหมายปลายทางก็กลับมาบำเพ็ญสมถะเพื่อให้ได้รับความสงบทางจิตใจและเพื่อให้เกิดฤทธิ์ปาฏิหาริย์

            คำว่าสมาธิในที่นี้ก็หมายถึงการตั้งใจมั่นหรือการอบรมจิตใจให้เกิดคุณธรรม เราไม่สามารถที่จะใช้ศัพท์ภาษาไทยถ่ายทอดเนื้อความคำว่าสมาธิได้อย่างหมดเปลือก เราไม่สามารถที่จะใช้ศัพท์ๆเดียวจำกัดความหมายของคำว่าสมาธิได้ ถึงกระนั้นก็ตามเพื่อความสะดวกเราจำเป็นใช้คำนี้ต่อไป สมาธิเมื่อว่าตามศัพท์หมายถึง “รวมเข้าด้วยกัน” มาจากคำว่า สำ-อา-ธา  ซึ่งบ่งถึงสภาพของจิตใจและวิธีที่จะทำให้จิตใจเป็นเช่นนั้นได้แก่ ความตั้งมั่นแห่งจิต เมื่อว่าถึงรากศัพท์หมายถึง ความมีจิตใจตั้งมั่นจดจ่อ เพ่งในอารมณ์เดียว ได้แก่การที่เอาจิตไปกำหนดสิ่งที่ใช้เป็นอารมณ์ในการเจริญสมาธิ

            เมื่อว่าถึงความหมายที่แท้จริง ภิกษุณีธรรมทินนา เมื่อได้สนทนากับวิสาขะอุบาสกได้ให้ความหมายของคำว่า สมาธิ ใน มัชณิมนิกายว่า การที่มีจิตเป็นหนึ่ง คือจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง อารมณ์ของสมาธิก็คือ สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 เป็นบริวารของสมาธิหรือเครื่องช่วยให้เกิดสมาธิ  การอบรมการเจริญสติปัฏฐาน 4 และสัมมัปปธาน 4 เรียกว่าเป็นการ บำเพ็ญสมาธิ

            สมาธิมุ่งเอาการปฏิบัติทั้งรูปนามและอรูปนาม ตามบาลี “รูปฌาน” ตรงกับคำสกฤตว่า “ธยาน” ซึ่งได้ใช้จากรากศัพท์ว่า “เฌ” หมายถุง คิดหรือเพ่ง คือคิดหรือเพ่งสิ่งที่ใช้เป็นอารมณ์ฌานได้ใช้ในความหมายว่า เผาก็มี คือเผาสิ่งที่เป็นฆ่าศึกหรือสิ่งที่ไม่ดี

            ฌานจะรู้ได้โดยอาศัยองค์ประกอบ ตามวิธีของพระสูตร ฌานมี 4 ข้อ ปฐมฌาน ประกอบด้วยองค์ 5 คือ 1.วิตก การยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ 2.วิจาร การเอาจิตไปกำกับอยู่กับอารมณ์นั้น 3.ปิติ ความอิ่มใจ 4.ความสุข 5.เอกัคคตา คือมีใจเป็นหนึ่งในอารมณ์นั้น ทุติยฌานประกอบด้วยองค์ 3 คือ ปิติ สุข เอกัคคตา โดยละองค์ 2 ขั้นต้น ตติยฌาน ประกอบด้วย 2 คือ สุข เอกัคคตา พร้อมทั้งวิตก วิจาร ปิติ การถูกกำจัดหมดไป จตุถฌาน มีเอกัคคตาและอุเบกขาเป็นองค์ประกอบก่อนที่จะบรรลุถึงฌาน ผู้บำเพ็ญภาวนาจะต้องผ่านการปฏิบัติตามลำดับ เริ่มแรกผู้ปฏิบัติจะต้องเลือกอารมณ์ที่จะปฏิบัติเพื่อให้เกิดฌานให้เหมาะกับจริต หรืออุปนิสัยของตน

            เมื่อว่าถึงจริตหรืออุปนิสัยของคนเรา ท่านได้กล่าวไว้ 6 จริตด้วยกันคือ ราคจริต มีความโน้มเอียงไปในความกำหนดรักใคร่ โทสจริต มีความโน้มเอียงไปทางโทสะ ความโกธร ความประทุร้าย โมหจริต มีความโน้มเอียงไปในทาง โมหะ ความหลง ศรัทธาจริต มีความโน้มเอียงไปในทางเชื่อง่าย พุทธิจริต มีความโน้มเอียงไปในทางใช้ปัญญา และวิตักกจริต มีความโน้มเอียงไปในทางสงสัย จริตเหล่านี้เป็นการแสดงออกถึงภาวะทางจิตใจของคนเรา จริตเหล่านี้อาจเป็นสิ่งที่เกิดเพราะกรรมเก่าหรืออาจเกิดขึ้นเพราะสภาวะการทางปัจจุบัน คือธาตุและส่วนประกอบของร้างกายของคนเรา จริตอาจจะแตกต่างกันโดยอาศัยพันธุกรรม ดินฟ้าอากาศ หรือสิ่งแวดล้อม

            การที่จะปฏิบัติสมถะหรือสมาธิ พระพุทธองค์ได้ตรัสแนะให้ใช้อารมณ์ที่เหมาะสมกับจริตดังต่อไปนี้

            อสุภะ 10 ประการ และกายคตาสติ เหมาะสำหรับผู้มีราคจริต พรหมวิหาร 4 และวรรณกสิณ 4 คือสีทั้ง 4 เหมาะสำหรับผู้มีโทสจริต อานาปาสติ เหมาะสำหรับผู้มีโมหจริต อนุสสติ 6 ข้อข้างต้นเหมาะสำหรับผู้มีศรัทธาจริต มรณัสสติ อุปสมานุสสติ จตุธาตุวัฏฐานและอาหารปฏิกูลสัญญา เหมาะสำหรับผู้ที่มีพุทธิจริต อานาปานสติ เหมาะสำหรับผู้ที่มีวิตักกจริต และกสิณที่เหลือพร้อมกับอรูป 4 เหมาะสำหรับจริตทุกประเภท

            กสิณ 10 ประกอบด้วย ธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ และสีทั้งสี่คือ สีเขียว สีเหลือง สีแดง สีขาว อากาส วิญญาณ หรือช่องว่างในอากาศ  กสินหมายถึงสิ่งที่ดังต่อไปนี้คือ 1.ดวงกสินที่ทำขึ้นด้วยสิ่งดังกล่าวที่ใช้เป็นอารมณ์ในการปฏิบัติ 2.หมายถึงนิมิตคือสิ่งที่เกิดขึ้นในใจ 3.หมายถึงณานคือสิ่งที่ได้จากนิมิต (วิธีทำดวงกสิน ก็เอาดินหรือน้ำใส่ในภาชนะทำให้เป็นวงกลมกว้าง 1 คืบ 4 นิ้ว ถ้าเป็นดินก็ทำให้หน้าเสมอประดุจหน้ากลอง)

            อสุภะ 10 ประกอบด้วย สภาพของวากศพที่เปลี่ยนแปรไปตามลำดับคือ อุทธุมาตะ ซากศพที่ขึ้นพอง วินีลกะ ซากศพที่ขึ้นเขียว วิปุพพกะ ซากศพที่ต็มไปด้วยหนอง วิจฉิททกะ ซากกระจัดกระจาย  หตวิกขิตตกะ ซากศพที่ถูกฆ่าตายอยู่เรี่ยราด  โลหิตกะ ซากศพที่มีเลือดไหลเปื้อนด้วยเลือด ปุฬุวกะ ซากศพที่เต็มไปด้วยพวกหนอน และ อัฏฐิกะ ซากร่างกระดุก

            อนุสสติ 10 ประการ ด้วยอนุสสติ 6 ขั้นต้นคือการที่เอาสติไประลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ ศีล จาคะ เทวดา และอาณาปานสติ มณัสสติ กายคตาสติ และอุปสมานุสสติ

            การบำเพ็ญภาวนา โดยอาศัย พุทธคุณ ธรรมคุณ และสังฆคุณ เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับผู้ที่เริ่มปฏิบัติ ไม่ว่าจะใช้กรรมฐานอะไรเป็ยอารมณ์ เพื่อที่จะเกิดศัทธาเพิ่มศัทธา ความเชื่อเลื่อมใส เพราะว่าคุณพระรัตนตรัยเป็นสิ่งที่ทำให้เราเกิดศัทธา ยิ่งกว่านี้ คุณของพระรัตนตรัยเรียกว่าเป็นเครื่องป้องกันในเมื่อเกิดความกลัวต่างๆในขณะที่ปฏิบัติ การระลึกถึงศีล จาคะ เทวดา ทำให้ผู้ที่ปฏิบัติต้องเอาคุณเหล่านี้มาไว้ในตน เพื่อเพิ่มพูนคุณสมบัติของตนคือทำให้เป็นคนที่ทีจิตใจเสียสละ มีจิตใจที่สะอาดเป็นคนที่มีสติมีศีล หรือทั้งหมดนี้เรียกว่าเป็นคุณที่ทำให้คนเป็นเทวดา ดังนั้น อนุสสติ 6 ประการ พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า ควรปฏิบัติเพื่อชำระจิตใจเพื่อให้จิตใจมีคุณธรรมและเพื่อที่จะปฏิบัติกรรมฐานข้ออื่นๆเป็นพื้นฐานในการปฏิบัติ โดยใช้อารมณ์อื่นๆและเป็นพื้นฐานที่จะปฏิบัติวิปัสสนา

            มรณัสสติ เป็นอนุสสติข้อที่ 7 หมายถึงการใช้สติกำหนดความตาย ความตายที่มุ่งหมายที่นี้ได้แก่ความตาย 2 ประเภท คือ กาลมรณะ ตายเมื่อถึงคราว คือความตายตามกาลตามเวลา และอกาลมรณะ คือ ตายอย่างไม่ถึงคราว คือยังไม่ถึงเวลาที่จะตาย การตายในที่นี้หมายถึงการสิ้นชีวิต การตายของพระอรหันต์ การตายชั่วขณะหนึ่งก็ดี  หรือการตายแบบสมมุตเช่นการตายของต้นไม้เป็นต้นก็ดี ไม่จัดว่าเป็นอารมณ์ของมรรัสสติ ไม่จัดว่าเป็นมรณัสสติ  มรณัสสติที่มุ่งหมายที่นี้เรียกว่าเป็นวิธีที่จะทำให้เกิดสมิ มรณัสสติเป็นเหตุให้เกิดวิปัสสนาขึ้นได้คือ ถ้าปฏิบัติโดยระลึกถึงหลังของอนิสจัง ทุกขัง อนัตตา ก็ทำให้เกิดวิปัสสนาขึ้นได้

            กายคตาสติ หมายถึคงการใช้สติระลึกถึงกาย หรือให้มีสติทุกขณะ ในมหาสติปัฏฐานสูตรกายคตาสติเรียกว่า เป็นกรรมฐานที่ใช้ปฏิบัติเพื่อให้เกิดทั้งสมาธิและวิปัสสนาที่รียกว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือการใช้สติกำหนอกายซึ้งประกอบด้วย 14 หัวข้อ ด้วยกัน ตามที่กล่าวไว้ในกายคตาสติสูตร หัวข้อทั้ง 14 ก็ได้กล่าถึงในความหมายนี้ กายคตาสติใช้เป็นอารมณ์ของสมาธิและเป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้เกิดผลยิ่งใหญ่คือ ทำให้เกิดการหลุดพ้นได้ ทำให้เกิดความรู้แจ้งเห็นจริง ให้มีความสุขในชีวิตนี้และอื่นๆ

            เป็นที่น่าสังเกตว่าร่างกายทำหน้าที่ต่างๆในการสนับสนุนจิตใจ แต่ว่าบางครั้งร่างกายก็จะเป็นอุปสรรค เมื่อเราไม่รู้จักสภาวะอันแท้จริงของมัน บางครั้งถ้าเรารู้ภาวะของมัน ก็ใช้เป็นอุปกรณ์เพื่อให้เกิดสิ่งที่ดีขึ้นถ้าเราไม่รู้ก็อาจเป็นไปในทางที่ไม่ดี ในทางเลว กายของเราเป็นเพียงอุปกรณ์อาจช่วยให้บรรลุถึงประโยชน์อันยิ่งใหญ่เมื่อเราเข้าใจกันได้ดี แต่อาจเป็นอาวุธที่ร้ายกาจถ้าเราใช้กายโดยปราศจากสติสัมปชัญญะ ผู้ที่ไม่เข้าใจในสภาวะอันแท้จริงของร่างกายนี้อาจถูกความลุ่มหลงครอบงำ อาจตกเป็นทาสของร่างกาย ตกเป็นทาสของราคะหรือความเข้าใจผิดทำให้เกิดความเห็นแก่ตัว ทำให้เกิดราคะตัณหา ความโลภ โกธร หลง “รูปราคะ” ความกำหนดความใคร่ในรูปความยึดมั่นถือมั่นในรูปซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในสังโยชน์ 10 ประการ เกิดขึ้นเพราะความไม่เข้าใจสภาวะอันแท้จริงของร่างกาย เป็นเหตุให้คนเราต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏัสงสารอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เป็นเหตุทำให้เกิดความทุกข์อย่างแท้จริง

            ผู้ที่ประสงค์จะนำตัวให้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ต้องพยายามทำตัวให้เป็นอิสระจากเครื่องผูกรัดอันเกิดจากกายขยัดความยึดมั่นถือมั่นในกาย เครื่องผูกรัดอันเกิดจากกายนี้ทำให้เกิดความเห็นผิดเกี่ยวกับตัวเรา การที่จะทำเช่นนั้นได้ก็ต่อเมื่อเราสามารถแยกแยะให้เห็นส่วนต่างๆของร่างกายไม่ใช่ทำอย่างเช่นนักกายวิภาคศาสตร์ แต่ว่าต้องปฏิบัติตัวในฐานะที่เป็นนักปฏิบัติธรรมเพื่อขจัดโมหะ ความไม่รู้ความรุ่มหลงเกี่ยวกับเรื่องตัวตน ให้เห็นแจ้งในสิ่งที่มีอยู่ตามความเป็นจริง

            อานาปานสติ คือการเอาสติไปกำหนดลมหายใจเข้าออก อานาปานสติเรียกเป็นวิธีที่จะฝึกใจให้เป็นสมาธิ เป็นวิธีแรกและเป็นวิธีที่ได้รับการยกย่องจากพระพุทธองค์ พระองค์ได้ทรงแนะนำว่าเป็นวิธีที่จะนำมากล่อมเกลาจิตใจให้บรรลุถึงนิพพานได้ พระองค์ได้ตรัสสรรเสริญว่าเป็นอริยวิหาร เป็นเครื่องอยู่อาศัยของพระอริย เป็นเครื่องอยู่อันประเสริฐ

            พระพุทธองค์เมื่อทรงพระเยาว์ ก็ได้เจริญอานาปานสติ จนได้บรรลุณานขั้นที่ 1 และ เป็นที่ทราบกันว่า พระองค์ได้ใช้อานาปานสติบำเพ็ญภาวนาจนสามารถบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณใต้ร่มโพธิ์ ดังนั้น อานาปานสติ จึงเรียกว่าเป็นพุทธภาวนา คือ เป็นวิธีที่พระพุทธเจ้าได้ทรงบำเพ็ญมาก่อน อานาปานสติ เรียกเป็นสาขาหรือเป็นส่วนหนึ่งของการบำเพ็ญมหาสติปัฏฐาน 4 ซึ่งถือว่าเป็นทางๆเดียวเท่านั้นที่จะให้มนุษย์เราบรรลุถึงนิพพานหรือเรียกว่า “เอกายโน อยํ มคฺโค”

            อานาปานสติ ซึ่งได้กล่าวไว้ในพระไตรปิฏกว่าเป็นอานาปานสติสมาธิ ประกอบด้วยศัพท์เทคนิคอยู่ 4 ศัพท์ คือ “อาน” หมายถึงหายใจเข้า “อปาน” หายใจออก “สติ” หมายถึงความระลึก ความรู้สึกตัวและ “สมาธิ” หมายถึงความที่มีจิตใจเป็นหนึ่งอารมณ์ดังนั้นเมื่อรวมกันเข้าก็หมายถึงสมาธิ ได้รับจากการใช้สติกำหนดลมหายใจเข้าออก อานาปานสติ เป็นได้ทั้งสมาธิและวิปัสสนา คือทำให้เกิดสมาธิและวิปัสสนา อานาปานสติ หรือการสังเกตการณ์ใช้สติกำหนดลมหายใจเข้าออก ได้แก่ การรู้สึกตัวเสมอขณะหายใจเข้าออก แต่ไม่ใช่การออกกำลังกายโดยใช้ลมหายใจ

            จุดประสงค์ของการบำเพ็ญภาวณาแบบนี้ไม่ใช่เพื่อที่จะให้เกิดกล้ามเนื้อส่วนนอกหรือทำให้ร่างกายแข็งแรง ไม่ใช่วิธีที่ใช้กันในลัทธิปชลีโยคะ ที่เรียกกันว่า การอดกลั้นลมหายใจหรือบังคับลมหายใจที่มีชื่อว่า “ปราณายาม” วิธีแบบ “ปราณายาม” พระพุทธองค์ตรัสว่าเป็นอัตตกิลมถานุโยค คือการปฏิบัติแบบสุดโต่ง พระองค์ตรัสสอนมัชฌิมาปฏิปทา คือทางสายกลาง พระองค์ได้คัดค้าหนึ่งวิธีแบบสุดโต่งทั้ง 2 ฝ่าย คือวิธีที่ทรมารตัวให้ได้รับความลำบากอย่างหนึ่ง และวิธีทำตัวให้สบายได้แก่หมกมุ่นคลุกคลีเกี่ยวกับเรื่องทางโลกในเรื่องกามคุณทั้ง 5 เป็นที่ทราบกันว่าพระพุทธองค์ได้คัดค้านทางสุดโต่งและประกาศมัชฌิมาปฏิปทา คือทางสายกลางไว้

            พระดำรัสต่อไปนี้ แสดงให้เห็นว่าพระองค์ได้สรรเสริญการปฏิบัติอานาปานสติที่เรียกว่าเป็น มัชฌิมาปฏิปทา

            “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันได้ใช้เวลาเป็นส่วนมากในการปฏิบัติอานาปานสติสมาธิ และฉันได้ใช้ชีวิตปฏิบัติอานาปานสติ และขณะที่ปฏิบัติ ร่างกายของฉัน ตาของฉัน ก็ไม่ได้รับความลำบากหรือความเหนื่อยล้าเลย  ด้วยผลแห่งการปฏิบัติอานาปาสติ ใจของฉันได้หลุดพ้นจากอาสวะอย่างสิ้นเชิง”

            อุปสมานุสสติ คือการใช้ความสงบเป็นอารมณ์ ความสงบหรืออุปสมะ หมายถึงความสงบจากความทุกข์ทั้งปวง ดังนั้นคำว่า อุปสมะ หรือความสงบในที่นี้ หมายถึงพระนิพพาน หรือเป็นความสงบอย่างยอด เป็นความสงบอย่างแท้จริง ผู้ที่ปฏิบัติโดยยึดเอาความสงบเป็นอารมณ์ถือว่าเป็นภาระที่ปราศจากตัณหา หรือความทยานยาก เป็นที่สิ้นสุดแห่งการเวียนว่ายตายเกิด ดังนั้น อุปสมานุสสติ จึงหมายถึงการเอาสติไปกำหนดพระนิพพาน คือยึดพระนิพพานเป็นอารมณ์ การที่จิตของเราเป็นสมาธิโดยการยึดพระนิพพานเป็นอารมณ์ และสิ่งที่เกิดขึ้นโดยการยึดเอาพระนิพพานเป็นอารมณ์นั้นเรียกว่า อุปสมานุสสติ อนึ่งที่รียกว่า อุปสมานุสสติ เพราะระลึกถึงความสงบ คือ นิพพานทำจิตให้สงบ ขจัดความฟุ้นซ่านต่างๆตั้งแต่เริ่มแรก นักบำเพ็ญเพียรได้รับคำแนะนำให้ใช้คุณศัพท์ของพระนิพพานซึ่งได้ตรัสไว้ในพระไตรปิฏกเป็นอารมณ์เช่นคำว่านิพพานเป็นอสังขตธรรม เป็นปรมัตถสัจ เป็นอมตะ เป็นต้น

            พรหมวิหาร หมายถึงคุณธรรมอันประเสริฐ 4 ประการ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา พรหมวิหารนี้เชื่อว่ามีความสำคัญในการดำเนินชีวิตแบบพุทธศาสนิกชน ถือว่าเป็นส่วนสำคัญในการอบรมจิต พรหมวิหาร 4 นี้มีส่วนสำคัญในการปฏิบัติเริ่มแรก เป็นพื้นฐานการนำไปสู่การปฏิบัติวิธีอื่นๆพระพุทธองค์ผู้ประกาศพรหมวิหารได้รับพระนามว่า มหากรุริกะ คือผู้ทรงไว้วึ่งพระมหากรุณา

            ตามหลักจริยศาสตร์ หรือหลักศีลธรรม พรหมวิหารชื่อว่าเป็นเครื่องชักจูงหรือเป็นวิธีที่ทำให้มนุษย์เราปฏิบัติต่อกันด้วยความรักใคร่ ความสงสาร ความเห็นอกเห็นใจ และความสามัคคีปรองดองกัน

            พรหมวิหาร 4 ชื่อว่าเป็นหลัก เป็นพื้นฐานของการดำเนินชีวิต จึงเป็นเพียงโลกิยะ โดยปกติมุ่งเพื่อปฏิบัติควบคู่ไปกับโพชฌงค์และมรรค เพื่อให้เกิดวิปัสสนา ให้รู้แจ้งเห็นจริง การบำเพ็ญพรหมวิหารก็เรียกว่าเพื่อให้เกิดมรรคผลหรือบรรลุมรรคผลนิพพาน

            ตรงกันข้ามหากปฏิบัติแบอิสระ ไม่ปฏิบัติร่วมกับอารมณ์อื่น สามารถทำให้เกิดในพรหมโลกเท่านั้น คือโลกที่เป็นอยู่ด้วยจิตชั้นสูง เป็นภพที่อยู่ด้วยจิตที่เป็นกุศลหรือเรียกกันว่าหัคคตจิต เกิดขึ้นจากการบำเพ็ญรูปฌาน

            คำว่า พรหมวิหาร ไม่ได้หมายถึงพระผู้เป็นเจ้า หรือผู้ที่มีอำนาจสูงสุด แต่หมายถึงคุณธรรมเป็นเครื่องอยู่อันประเสริฐ คุณธรรมเหล่านี้บางทีเรียกว่า อัปปมัญญา คือสภาวที่หาเขตกำหนดมิได้ เมื่อปฏิบัติตามแบบอัปปมัญญา ก็แผ่คุณธรรมอันประเสริฐเหล่านี้ไปแก่สรรพสัตว์ทั่วหน้าไม่จำกัด

            เ