ทุกอย่างเริ่มด้วยการคิดและให้เหตุผล

บันทึกฉบับนี้ทำขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นเวทีในการเสวนาโดยอาศัยสื่อทางอิเล็กทรอนิค Facebook และBlog Gotoknow เนื่องจากในบ่ายวันอาทิตย์ที่ ๒๐มิถุนายน ๒๕๕๓ ที่งานParty ณ Sunny Side House ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความเห็นระหว่างนักกฎหมายและ นักเศรษฐศาสตร์ เกี่ยวกับ บทบาทของกฎหมาย และโมเดลการพัฒนาทางเศรษฐกิจของเปรู ซึ่งถูกรวบรวมไว้หนังสือชื่อ เปรูบนเส้นทางเศรษฐกิจนอกระบบ การปฏิวัติที่มองไม่เห็นในโลกที่สาม[กดเพื่ออ่าน เนื้อหาที่มีผู้สรุปย่อไว้] นอกจากนี้ยังมีการอภิปรายถึงแนวทางการนำเอาระบบmicro credit  ตามแบบของ โมฮัมเมด ยูนูสมาใช้ในประเทศไทย

ประเด็นปัญหาเบื้องต้นในการแลกเปลี่ยนความเห็นเชิงวิชาการมีดังนี้

๑.อะไรคือปัญหาในการพัฒนา และสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคประชาชนของประเทศไทย

๒. โมเดลของกรามีนแบงค์จะนำมาใช้เพื่อพัฒนาคนยากจนในไทยได้หรือไม่

๓. ประเทศไทยมีปัญหาคนยากจนจริงๆ หรือ?

๔. อะไรคือ ความเข้มแข็งของภาคประชาชนไทย

๕. แนวทางการแก้ปัญหาทางการศึกษาของสังคมไทย

อนึ่ง เนื่องจากหัวข้อที่คิด ผมยังไม่ได้ มีการเรียบเรียง เพราะใช้ความจำประเด็นต่างๆล้วนๆ ระหว่างการพูดคุยในวงสนทนา  หากท่านผู้ใดที่ประสงค์จะร่วมวงอภิปรายทางโลกอิเล็กทรอนิคมีข้อเสนอใด ขอได้โปรดแวะมาComment ได้ทันที่ อย่างไรก็ตาม ผมจะเริ่มจากการนำเสนอแนวความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ไทย ของท่านที่ใช้นามว่าคุณมัธก่อน และหากท่านเจ้าของความเห็นมีข้อเสนอ หรือมีข้อโต้งแย้งใดกรุณาเขียนมาได้ในบล็อกนี้ ครับ

 

********************************************************* 

 คุณมัธ นักเศรษฐศาสตร์ท่านหนึ่งที่ได้ร่วมวงอภิปรายได้ให้ความเห็นไว้ในประเด็นที่ ๓ อย่างน่าสนใจดังนี้

"สำหรับประเทศไทย เราไม่มีปัญหาความยกจนอย่างแท้จริง คือ การไม่มีจะกิน อย่างในต่างประเทศเช่นบังคลาเทศ และในแอฟริกา ดังนั้นการนำ ระบบ ไมโครเครดิตรมาใช่จึงไม่น่าจะได้ผล เพราะ เงินที่ให้กู้ไปจะกลายเป็นหนี้สูญ เห็นได้จากส่วนใหญ่การใช้เงินของชาวบ้านของไทยในกรณีกองทุนหมู่บ้านนั้น ไม่ได้ถูกนำไปใช้เพื่อก่อให้เกิดรายได้ แต่ถูกนำไปใช้ซื้อของฟุ่มเฟือยจำพวกโทรศัพท์มือถือ รถจักรยานยนต์ และ ทีวี มากกว่าปัญหาของประเทศไทยจึงไม่ใช่ปัญหาเรื่องของความยากจนแบบไม่มีจะกิน แต่น่าจะเป็นปัญหาเรื่องการไม่รู้จักใช้เงินมากกว่า" (ความเห็นดังกล่าวผู้จัดทำบล็อกพิมพ์จากความจำ ถ้าผิดพลาดประการใดขอ ผู้แสดงความเห็น หรือ ผู้ร่วมอภิปราย ช่วยมาแก้ด้วยครับ ผมจะทำการแก้ไขให้อีกครั้งครับ)
นอกจากนี้นักเศรษฐศาสตร์ท่านนี้ยังได้มองย้อนมาทางมุมมองของนักกฎหมายอีกว่า "กฎหมายไทยนั้นเป็นทฤษฎีและผลพวงของการนำกฎหมายตะวันตกมาปรับใช้ในประเทศไทยโดยไม่ดูความสอดคล้องกับบริบทของสังคมไทย" เช่นกฎหมายเรื่องสหกรณ์นั้น ไม่ประสบความสำเร็จในประเทศไทย เพราะแนวทางของสหกรณ์ต้องเกิดจากความเข้าใจร่วมกันของสมาชิก มาสู่การตัดสินใจร่วมกันขององค์กร หรือเรียกว่า Bottom Upนั่นเอง ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกที่ตัวอย่างที่คุณจตุภูมิอ้างถึงเกี่ยวกับกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ของชาวบ้าน[อ่านกดlink]ที่ล้มครืนไม่เป็นท่า หลังจากภาครัฐโยนเอาแนวความคิดสหกรณ์เข้าไปใส่ โดยที่ชาวบ้านไม่เข้าใจอย่างแท้จริง"