จดหมายถึงครู

กราบสวัสดีค่ะครู

                วันนี้ศิษย์ได้เขียนจดหมายรวบยอดตลอดเสาร์อาทิตย์นี้ ตื่นมาเช้าวันเสาร์ปลุกหลานชายที่นอนหลับอยู่ข้าง ๆ ตามที่นัดหมายกันก่อนเข้านอนว่าเราจะไปวัดด้วยกัน แล้วก็ลงมานึ่งข้าว อาบน้ำแล้วก็ซื้อกับข้าวไปวัด เช้านี้เป็น “วันพระ” จึงไม่ค่อยเร่งรีบเท่าไหร่เพราะว่าพระจะบิณฑบาตรรอบ ๆ ศาลา หนูและหลานชายถึงวัดประมาณเจ็กโมงสิบนาที พระท่านเริ่มบิณฑบาตรแล้ว รู้สึกประหลาดใจ ผิดจากที่คาดการไว้ รีบกุลีกุจอ พอมาถึงศาลาได้สติขึ้นมา จากเสียงของพระอุปฐากเอ่ยว่า

“จัดใส่ถาดขึ้นถวายก็ได้”

แว๊บความกังวลจางหาย สติกลับมารับรู้ถึงความอยากในตนเองที่บีบคั้นให้กุลีกุจอ นั่งลงกราบสามครั้งโดยมีน้องตั้มนั่งลงข้าง ๆ จัดแจงของใส่บาตรและอาหารยกไปถวาย น้องตั้มช่วยยกไก่ย่างเดินไปถวาย แม้จะรู้สึกเอียงอายบ้างขอให้หนูพาไป จึงถือของที่เตรียมใส่บาตรและส้มตำเดินไปพร้อมกับน้องตั้ม แล้วจึงหลบมานั่งด้านหลัง

วันนี้เป็นวันพระและเป็นวันเกิดของโยมที่อุปถัมภ์ดูแลวัด ญาติโยมมากจนเต็มศาลา กับข้าวบางคนยังไม่มา หลวงปู่ท่านเมตตารอจึงเทศน์อวยพรญาติโยม ระหว่างหลวงปู่กำลังเทศน์ มีแม่ออกท่านหนึ่งเตรียมถ้วยจานไว้จัดแบ่งให้ช่าง เสียงถ้วยจานกระทบกับดังแทรกเสียงหลวงปู่

 

ใจหนูกระตุกว๊าบ ขุ่นมัว เพราะอยากจะฟังเสียงหลวงปู่แบบไม่มีเสียงรบกวน หันไปมองพลางถอนหายใจ แล้วหลวงปู่ก็เอ่ยว่า

 

“เห็นอะไรไม่พอใจ ก็อย่าไปโกรธเขา ให้หัดเมตตาให้เป็น ทำเป็นอยู่เบาะ เมตตาหน่ะ ให้อภัยเขา เขาทำเพราะเขาไม่รู้ ต้องรู้จักให้อภัย”

 

ใจหนูอ่อนยวบลง โอ้ความโกรธเกิดขึ้นให้ฝึกเมตตา เมตตาไม่เป็นใจก็จะร้อนรุ่ม ไม่ใช่เพียงเมตตาคนอื่นเท่านั้น หากละความโกรธได้ นั้นเป็นการเมตตาตนเองอย่างยิ่งยวด ไม่ได้เอาไฟแห่งความโกรธมาเผาใจตนเอง ระลึกขอบพระคุณแม่ออกท่านนี้ที่ช่วยสอนเรื่องความโกรธและความเมตตาให้เห็นประจักษ์ใจแบบจะ จะ

พอยกสำรับเสร็จ น้องตั้มหันมายิ้ม ๆ แล้วก็บอกว่า

“น้าติ๋วพาน้องตั้มอยู่ทานข้าวก่อนนะ”

“จ๊ะ”

รับรู้ได้ว่าหลานชายรู้สึกหิวแล้ว พอยกสำรับเสร็จญาติโยมสวดมนต์ทำวัตรเช้า น้องตั้มจึงต้องรอ อย่างอดทน พอสวดเสร็จจึงเอ่ยกับน้องตั้มว่า

“เก่งมากลูก อดทนได้ดีมาก”

เช้านี้น้องตั้มไอมีเสมหะและมีน้ำมูกด้วย หนูจึงชวนหลานเดินลงไปที่โรงครัวแทนการใช้รถ พอไปถึงขนกับข้าวลง น้องตั้มจัดแจงตักอาหารในส่วนที่ตนเองจะทาน แล้วก็ตักน้ำเผื่อหนูด้วย รู้สึกเอ็นดูในความมีน้ำใจ แล้วหนูก็ชวนถือข้าวมาให้ น้องตั้มทานลาบอย่างเอร็ดอร่อย ปกติ จะเป็นคนที่ทานอะไรยาก ไม่ค่อยทานข้าว จะกินแต่อย่างเดิมซ้ำ ๆ แต่การทานข้าวที่วัด น้องตั้มทานได้เยอะขึ้นและมีความสุขกับการทานข้าวมากขึ้น ทานเสร็จล้างถ้วยชามแล้วเราก็เดินขึ้นไปเอารถ

กลับมาถึงบ้านหนูเปลี่ยนเสื้อแล้วก็ช่วยงานที่บ้านจัดของยกของ ส่งของ วันนี้ถือว่าขายดีทีเดียวค่ะครู เห็นความตั้งใจของตนเองที่พยายามเต็มกำลังที่จะ จัดของ ส่งของช่วยคนที่บ้าน หลายรอบเหมือนกัน เห็นแววตาของพี่สาวแล้วก็รู้สึกผ่อนคลาย ความกังวลในสายตาลดลงผ่อนคลายกับสิ่งต่าง ๆมากขึ้น กว่าจะส่งของเสร็จก็ประมาณบ่ายสอง จึงได้อ่านนิยายเล่มใหม่ของคุณดังตฤณ ครูค่ะหนูอ่านนิยายเล่มนี้แล้วคิดถึงครูมาก ๆ เพราะรู้สึกว่านางเอกในเรื่องคล้ายครู อืมจะว่าไปแล้วหนูอ่านนิยายของคุณดังตฤณแทบทุกเรื่องจะระลึกถึงครู เพราะครูเป็นเหมือนเครื่องยืนยันเป็นรูปธรรมในใจหนูว่า “มีอยู่จริง”

ประมาณบ่ายสามพี่สาวบอกว่าช่วยขับรถพาไปสกลนครหน่อย แม้หนูจะเหนื่อยล้าบ้าง แต่ก็ประเมินตนเองว่าขับไหว จึงรับปาก เดินไปบอกแม่ ท่านจึงบอกว่า อยากได้ขนมเพิ่มเหมือนกัน พอพี่สาวทราบว่าแม่จะไปเลือกขนมเอง จึงวานให้หนูจัดการธุระเรื่องเงินให้ แล้วเธอก็อาสาอยู่เฝ้าร้าน หนูจึงขับรถพาแม่ขึ้นไปซื้อของที่สกลนครค่ะครู ขาไปฝนตกตลอดช่วงที่อยู่บนเขา รถขับต่อกันยาวถึงสิบคัน แต่ก็ช่วยให้เจริญสติกับพวงมาลัยได้ไม่ขาดตอน กว่าจะถึงร้านก็อีกสิบนาทีห้าโมงเย็นปรากฏว่า “ร้านปิดแล้ว โทรเข้าก็ไม่รับสาย” จึงปรับแผนใหม่ไปแมคโคร เลือกของตามจำนวนเงินที่มี ก็เต็มรถพอดีค่ะครู การซื้อของจากแมคโครจะไม่มีถุงให้ เปิดโอกาสให้หนูได้เห็นความล้ำเลิศในการจัดการและบริหารทรัพยากรของแม่ ท่านเลือกของที่พอจะเป็นกล่องหรือไม่ก็หากล่องมาใส่ รถที่ขับมาไม่มีเชือกฟาก แม่ก็เลือกขนมที่มีสายคาดติดอยู่สี่ลัง พอถึงเวลายกของขึ้นรถ แม่อยากได้ขนมเพิ่มจึงใช้หนูมาซื้อกลับมาอีกทีแม่จัดเรียบร้อยพร้อมทั้งมัดด้วยสายรัดแบบสุดยอดมาก ๆค่ะครู หนูทึ่งและเอ่ยชมแม่จากใจ แล้วท่านก็เอ่ยว่า

 

“มันก็ต้องอย่างนี้แหละ ไปอยู่วัดก็เหมือนกัน มีแค่ไหนก็ใช้แค่นั้น อย่างกับข้าว มีผักอะไร มีเครื่องอะไร พอทำได้ก็ทำ ไม่จำเป็นต้องหาเพิ่มโน่นนี่ให้ลำบาก”

 

โห มันสุดยอดมาก ๆเลยค่ะครู เพราะสายคาดลังสั้น ๆแค่สี่เส้นแม่ชัดมัดของเต็มกะบะ หนูสังเกตและพิจารณา แม่ใช้เทคนิคการจัดวางให้ลังของล๊อคกันโดยตัวมันเองก่อน แล้วค่อยใช้สายรัดคลุมอีกทีกันเลื่อนไหล เพราะต้องขับรถขึ้นลงเขา หนูลองจับ โอ้ กระชัดหนาแน่นมากค่ะ เสร็จเรียบร้อยทั้งหนูและแม่กลับถึงบ้านประมาณสามทุ่ม หนูรู้สึกอ่อนเพลีย บ้านปิดสนิท พ่อไปงานศพ น้าราญไปสวดมนต์ที่วัดเพราะเป็นวันพระ หนูอาบน้ำแล้วก็เข้านอนแบบอิ่มใจแต่ร่างกายอ่อนแรง

 

 

เช้าวันอาทิตย์ ได้ยินเสียงพ่อเรียกแว่ว ๆ จึงลงไปเปิดประตูให้ปรากฏว่าตีสอง ท่านบอกว่ามาเรียกครั้งหนึ่งแล้วตอนสี่ทุ่มครึ่งแต่ไม่มีใครตื่นจึงไปนอนที่ตลาด แล้วตอนนี้พ่อจะมาเอากุญแจไปเปิดร้านที่ตลาด หนูรู้สึกทึ่งและเข้าใจในตนเองแล้วว่า

 

“ความอึดที่หนูได้มานั้น เป็นสิ่งสืบทอดจากทั้งพ่อและแม่ เมตตาผ่องถ่ายมาสู่ลูกนี้เอง” 

 

แล้วหนูก็กลับขึ้นไปบนห้อง สักพักแม่ลุกขึ้นมา จะไปช่วยพ่อขายของที่ตลาด หนูหลับต่อตื่นมาอีกทีตอนหกโมงครึ่งพ่อบอกว่า ให้ช่วยไปงานแจกข้าวของคนข้างบ้าน จึงจัดเตรียมของไปวัดที่อยู่ตรงข้ามบ้าน เป็นพิธีแบบเรียบง่ายทำบุญกันในหมู่ญาติและบ้านใกล้เรือนเคียงเพราะท่านพึ่งจากไปได้ไม่นาน แล้วหนูก็กลับมาทานข้าวที่บ้าน

วันอาทิตย์มีลูกค้ามาซื้อของค่อนข้างบางตา อากาศค่อนข้างร้อน บางทีก็นั่งคุยกันกับพี่สาว บางทีก็นอนอ่านหนังสือของใครของมัน การได้อยูเคียงข้างพี่สาวและแม่ รู้สึกได้ว่าทั้งคู่อุ่นใจ หนูก็ถามตนเองว่า

 

“รู้สึกอย่างไร ก็รู้สึกอบอุ่นนะ และก็ไม่ลำบากที่จะทำด้วย”

เพราะเมื่อใดที่พี่สาวปรารถนาจะคุยหนูก็วางหนังสือลงและก็รับฟัง เมื่อใดที่พี่สาวทำงานหนูก็ช่วย สักพักแม่เรียกให้ช่วยไปเฝ้าตลาดแทน เฝ้าแทนแม่ไม่นานพี่สาวก็เข็นขนมเปียก ๕ (เป็นขนมปังที่ร้านค้าส่งจะเอามาให้อาทิตย์ละครั้งเพราะเป็นขนมที่เก็บได้ไม่นานเราจึงเรียกกันสั้น ๆว่า ขนมเปียก ๕ บาท) หนูจึงลุกขึ้นมาจัดลงลังเตรียมวางขายเยอะเหมือนกันค่ะครู จึงได้โอกาสภาวนากับการจัดเรียงขนม ไม่นานแม่ก็มา พอท่านเห็นขนมท่านดีใจเพราะลูกค้าถามถึงมาหลายวัน แม่เดินมาพร้อม ๆ กับจานลวกผัดที่เก็บจากสวนหลังบ้าน แล้วพี่สาวก็วานหลานชายมาเรียกไปทานข้าวเที่ยง แม่และพี่สาวใจตรงกันคือ ลวกผัก

                ระหว่างทานข้าวพ่อกลับมาจากงานถวายกุฏิหลวงปู่แฟ๊บพอดี จึงได้ร่วมกันทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อยเมนูคือ ลวกผักจิ้มแจ่วกับต้มไข่ ทานเสร็จพ่อขับรถมาส่งที่ห้วยผึ้งเพื่อขึ้นรถประจำทางกลับมาขอนแก่น ระหว่างทางพ่อเล่าว่า วันนี้ฟังหลวงปู่แฟ๊บเทศน์ทำให้พ่อได้คิดว่า

 

“คนเราไม่ต้องมีอะไรก็ได้ แค่ภาวนาไปเรื่อย ๆ ทุกอย่างจะมาเอง ไม่เกี่ยวกับอายุ ไม่เกี่ยวกับ พรรษา ถ้าภาวนาได้บารมีก็มาเอง”

 

ธรรมะที่พ่อเอ่ยหนูรู้สึกประทับใจและซาบซึ้งใจ แทบจะอยากคุยกับพ่อต่อ แต่ว่าก็ถึงปลายทางแล้ว แม้จะเสียดายแต่ก็ตัดใจ ทุกครั้งที่ได้คุยกับพ่อ ท่านจะมีอะไรดี ๆ มาเล่าให้ได้ซาบซึ้งใจเสมอ ในใจระลึกอยู่เสมอว่า

 

“พ่อไม่ธรรมดา แท้ที่จริงแล้ว พ่อธรรมดาที่สุดต่างหาก”

 

พ่อไปได้ในทุก ๆ ที่เหนือใต้ออก ตก ขอเพียง ครูบาอาจารย์เอ่ยปาก ไม่มีบ่น ท่านน้อมรับ ขับรถพาท่านไปได้ทุกที่ ทุกเวลา หลวงปู่เอ่ยถามบ่อยครั้งว่า

 

“เมื่อไหร่จะบวช”

 

พ่อเอ่ยตอบหลวงปู่ว่า “ถ้าบวชกันหมดใครจะส่งข้าวหล่ะหลวงปู่”

 

หลวงปู่ตอบพ่ออีกว่า “เอ้า เออ ภาวนาไปก่อน”

 

 

หลังจากแยกกับพ่อหนูซื้อตั๋วกลับของแก่นในราคา ๙๒ บาท นั่งรอไม่ถึง ๒๐ นาทีรถก็มาถึงระหว่างรอ หนูหยิบหนังสือ ห้าวันที่ฉันตื่น กับ ติช นัท ฮันห์ ขึ้นมาอ่าน ยิ่งอ่าน ยิ่งรู้สึกซาบซึ้งใจ น้ำตาไหล พอขึ้นรถก็ยังอ่านต่อไปเรื่อย ๆ ลองทำตามที่ในหนังสือชี้แนะ แล้วก็หลับตาลงหายใจไปเรื่อย ๆ รู้สึกผ่อนคลาย ครูค่ะเมื่อไหร่ที่ใจผ่อนคลาย ปีตีกับการภาวนา ใจจะระลึกถึงครู ระลึกถึงพระคุณของครูโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าอ่านหนังสือเล่มที่เกี่ยวกับการภาวนา แทบทุกเล่มคำสอนครูปรากฏขึ้นแจ่มชัดมาขึ้น ๆ หนูมาถึงขอนแก่นประมาณห้าโมงกว่า ๆ เอากระเป๋าไปเก็บที่ทำงาน รถมากมายจอดอยูริมถนนหน้าที่ทำงานรู้สึกแปลกใจ ยามบอกว่า

“มีงาน OTOP และถนนคนเดิน” 

หนูถึงบางอ้อ จึงลองเดินไปดู หนูได้เสื้อผ้าฝ้ายย้อมครามถูกใจมาตัวหนึ่ง และตะกร้า ถนนคนเดินยาวทีเดียวค่ะครู ดูมีชีวิตชีวา ที่ประทับใจหนูก็คือ ดนตรีไทย ที่มีผู้สูงอายุแต่ตัวครบชุดนั่งบรรเลงกันอยู่ เสียงซออู้ ซอด้วง ขิม กระทบเข้ามาในใจ ระลึกถึงตอนมัธยมปีที่ ๒ ตอนนั้นหนูหัดเล่นซอใหม่ ๆ ประทับใจในความกังวาลของเสียงซออู้ จะได้ซ้อมเล่นเฉพาะช่วงเที่ยงและชั่วโมงดนตรีเท่านั้น เพราะไม่มีเครื่องดนตรีเป็นของตนเอง การฝึกซ้อมของหนูคือ “สีซอลม”

มือซ้ายไล่โน๊ตมือขวาดึงคันชักลม ยิ่งสีซอ ยิ่งรู้สึกรัก ใกล้วันขึ้นแสดงในงานขอแม่ให้ “ซื้อซออู้ให้สักคัน” แต่ด้วยฐานะเราไม่ร่ำรวย ซออันละ ๑๒๐๐ บาท ถือว่าแพงมาก ๆ ด้วยความเอาแต่ใจตนเองในขณะนั้น คิดว่า

 

“ถ้าได้ก็ต้องได้ทั้งหมด ถ้าไม่ได้หมดก็เลือกที่จะไม่เอาเลย”

 

มีความรู้สึกน้อยใจ หลังขึ้นแสดงงานนั้น หนูก็เลิกเล่นซอไปเลยค่ะครู แม้จะอาลัยแต่ก็ตัดใจ จึงไม่จับซอเลยตลอดการเรียนในระดับมัธยมศึกษา พอเข้าเรียนมหาวิทยาลัย มีวิชาเลือกเพื่อน ๆ ชวนเข้าดนตรีไทย ด้วยมาดที่ก๋ากั่น เปรี้ยวจนเข็ดฟัน ไม่น่าจะเล่นดนตรีไทยได้ แต่พอได้จับซออีกครั้ง รับรู้ได้ในตนเองว่า “คิดถึง” แต่ก็ยังเล่นแบบกั้น ๆ คือ แค่ให้เล่นเฉพาะเพลงที่จะสอบเท่านั้น ไม่ให้เล่นเพลงอื่น ๆ หนูใจเต้นตุ๊บ ๆทุกครั้งที่ได้จับซอ เป็นใจที่เต้นแบบดีใจ แต่ก็ยอมรับว่า ยังไม่กล้าจะเล่นต่อ พอสอบผ่านไปก็จบกัน ไม่ได้เล่นอีก

 

                เสียงซออู้วันนี้กระทบใจ ให้นึกย้อนถึงความหลัง ความรู้สึกวันนี้ยอมรับค่ะว่าอยากลองหัดซออู้จริงจังสักครั้ง เครื่องดนตรีไทยแทบทุกชิ้นยิ่งฟังยิ่งรู้สึกประทับใจ ไม่รู้เหมือนกันค่ะ เป็นเพียงความรู้สึกที่พัดวูบเข้ามาให้รับรู้และก็ผ่านไปเท่านั้น แล้วหนูก็ขับรถกลับมาบ้านพัก จัดแจงทำความสะอาด ปัดกวาดเช็ดถู ซักผ้า ทบทวนกับตนเองเรื่อง “ออกชีวิต” จึงถอดบทเรียนออกมา แล้วก็ทำกิจวัตรต่อไป อาบน้ำ ขึ้นไปสวดมนต์ แล้วก็มานั่งถอดบทเรียนส่งครูค่ะ

                อืมเขียนจนดึกเลยทีเดียว การดูแลเวลาเข้านอนเป็นสิ่งที่หนูต้องเอาใจใส่มากขึ้น กราบขอบพระคุณครูค่ะ ราตรีสวัสค่ะครู