ท่านสอนให้ดูธรรมชาติเป็นตัวอย่าง ขุนเขาที่สูงตระหง่าน ยืนทะมึนเย้ยฟ้าท้าดิน ก็ยังต้องพังทลาย ส่วนแอ่งน้ำที่ต่ำต้อยนั้น กลับมีน้ำขังอยู่ตลอดเวลา และยังยกคัมภีร์อื่นๆมาสอนลูกอีกด้วย ในคัมภีร์อื่นๆ ก็กล่าวเหมือนกันว่า ทะนงตนย่อมนำมาซึ่งความวิบัติ ถ่อมตนย่อมนำมาซึ่งความเจริญ

      วันนี้จะมาเล่าโอวาทของท่านเหลี่ยวฝานข้อสุดท้าย ซึ่งเป็นเรื่องของความถ่อมตน ผมเคยอ่านเรื่องของต้นข้าวมานานมากแล้วและชอบมาก ต้นข้าวที่มีรวงมีเมล็ดข้าวที่สมบูรณ์มันจะค้อมลงดิน แต่ข้าวที่ไม่สมบูรณ์มีแต่รวงข้าวไม่มีเมล็ดมันจะชูช่อขึ้นฟ้า เปรียบเสมือนคนเรา ถ้าเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนใครก็รักใครก็เคารพ แต่ประเภทหยิ่งผยองอยู่ได้ไม่นานเหมือนกับรวงข้าวนั่นแหละ  อ้าว...อารัมภบทยาวไปหน่อย อิอิ

สังเกตไหมครับสามข้อที่ผ่านมาเป็นเรื่องของการทำความดีทั้งนั้น แต่พอมาข้อสุดท้ายนี่เป็นเรื่องการวางตัวในการคบหาสมาคมกับบุคคลทั่วไป สอนไม่ให้ลูกอวดดีว่าคนเองวิเศษกว่าผู้อื่น เพราะจะได้ไม่มีเรื่องกับใคร ให้รู้จักตัวเองว่ายังทำความดีไม่เพียงพอ ต้องหาความรู้เพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลา และยังต้องรู้จักฝึกตน ให้เข้ากับคนในสังคมได้ จะได้ไม่มีศัตรูทั้งต่อหน้าและลับหลัง

ท่านยกคัมภีร์มาสอนลูก คือ คัมภีร์เอ็กเก็ง(หรืออี้จิง)ได้กล่าวไว้ว่า “ผู้ใดยกตนข่มท่าน อวดวิเศษกว่าผู้อื่น ย่อมต้องประสบความเสียหาย ผู้ใดอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่จองหองลำพองตน ย่อมต้องประสบความสุขความเจริญ”


        ท่านสอนให้ดูธรรมชาติเป็นตัวอย่าง ขุนเขาที่สูงตระหง่าน ยืนทะมึนเย้ยฟ้าท้าดิน ก็ยังต้องพังทลาย ส่วนแอ่งน้ำที่ต่ำต้อยนั้น กลับมีน้ำขังอยู่ตลอดเวลา และยังยกคัมภีร์อื่นๆมาสอนลูกอีกด้วย ในคัมภีร์อื่นๆ ก็กล่าวเหมือนกันว่า ทะนงตนย่อมนำมาซึ่งความวิบัติ ถ่อมตนย่อมนำมาซึ่งความเจริญ

        ท่านเล่าถึงการไปสอบ สังเกตเห็นเพื่อนนักศึกษาที่ยากจนบางคน บนใบหน้ามักทอประกายแห่งความถ่อมตน ถึงขนาดที่ว่า “พ่อคิดอยากจะเอามือทั้งสองของพ่อ ไปประคองประกายแห่งความถ่อมตนนั้น มาประดับบนใบหน้าของพ่อเสียบ้าง” และยังเล่าถึงนักศึกษาที่มีความสงบเสงี่ยมเจียมตัว มีความถ่อมตนอยู่เป็นนิจ ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลย พวกเขาเหล่านี้สอบไล่ได้ทุกทีไป

        ท่านก็ยังเล่าถึงเพื่อนไคจือ แซ่เผิง “พ่อสังเกตดูรู้สึกเขาเปลี่ยนแปลงไปมาก เมื่อเด็กๆ เขาขี้เล่นซุกซน และเจ้าอารมณ์ แต่บัดนี้ ดูเขามีสติควบคุมอารมณ์ได้ดีมาก เขามีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง เป็นคนดีมาก ฉลาด ซื่อตรง ชอบช่วยเหลือเพื่อน คุณธรรมสามประการนี้ สมแล้วที่จักขนานนามเขาว่ากัลยาณมิตร เขามักจะติเตียนไคจือต่อหน้า ไคจือไม่เคยโกรธ หรือโต้ตอบเขาเลย รับฟังอย่างอารมณ์ดีเสมอ พ่อจึงบอกเขาว่า นิสัยอันดีงามของเขานี้ ย่อมเป็นปัจจัย นำเขาไปสู่ความมีบุญวาสนา” และไคจือ ก็สอบได้เช่นกัน

        ท่านยังเล่าถึงมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งแซ่จ้าว สอบไล่ได้ในภูมิลำเนาของตน เมื่ออายุยังไม่ถึง ๒๐ ปี แต่ต่อจากนั้นไปจะสอบกี่ครั้ง ก็ไม่เคยสอบไล่ได้อีกเลย ต่อมาได้พบบัณฑิต และเขาลดความหยิ่งผยองน้อมรับคำสั่งสอน ในที่สุดก็สอบได้

        ท่านยกตัวอย่างแต่ละปีที่ท่านไปพบเพื่อนหรือบุคคลที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ซึ่งล้วนแล้วแต่ประสบความสำเร็จเพื่อสอนให้ลูกอ่อนน้อมถ่อมตน และยกตัวอย่างนักศึกษาแซ่จางที่เด่นมากแต่สอบไม่ได้ เขาโทษกรรมการว่าไม่ยุติธรรม หลวงจีนเข้าไปเตือนสติก็โกรธหลวงจีน แต่ในที่สุดหลวงจีนบอกว่า “การประพันธ์ ต้องอาศัยความสงบทางใจ จิตเป็นสมาธิจึงจะเขียนได้ดีท่านควบคุมอารมณ์ไม่ได้ หวั่นไหวอยูตลอดเวลา จะเขียนบทประพันธ์ได้ดีอย่างไรได้ นักศึกษาจางได้สติ จึงคุกเข่าขอขมา และมอบตัวเป็นศิษย์ หลวงจีนจึงสอนแก้ไขที่ตนเองเสียก่อน นักศึกษาจางกราบถามท่านว่า หากขึ้นอยู่กับชะตาชีวิตแล้ว จะแก้ไขได้หรือ หลวงจีนพูดว่า ฟ้าประทานชีวิตให้เรา แต่ชะตาชีวิตเราต้องสร้างสมเอง หากกระทำแต่กรรมดี มีศีลมีธรรม ชอบช่วยเหลือผู้อื่น ยิ่งไม่มีผู้รู้เห็น ก็ยิ่งเป็นกุศลมหาศาล เมื่อเราสั่งสมความดีจนเต็มเปี่ยมแล้ว เราจะต้องการชะตาชีวิตอย่างไร ได้ทั้งนั้น นักศึกษาจางจึงปรารภว่า ข้าพเจ้าเป็นคนจน จะมีปัญญาช่วยเหลือคนอื่นได้อย่างไร ท่านชี้แจงว่า การทำความดีต้องเริ่มที่ใจ มุ่งแก้ไขตนเองเสียก่อน เช่นการอ่อนน้อมถ่อมตน ก็ไม่ต้องใช้เงินเลย ทำไมท่านไม่ตำหนิตนเองว่า ความรู้ยังไม่เพียงพอจึงสอบตก แต่กลับไปด่ากรรมการควบคุมสอบเล่า นักศึกษาจางเพิ่งได้คิด จึงเริ่มปฏิบัติตนเสียใหม่ ลดความหยิ่งผยองลงไปทุกวันๆ เพิ่มคุณธรรมให้กับตนเองมากยิ่งขึ้นทุกวันๆ ครั้นอีกสามปีต่อมา ในปี พ.ศ. ๒๐๘๐ เขาก็สอบไล่ได้ที่ ๑๐๕

ท่านสอนลูกให้รู้จักควบคุมจิตใจและความประพฤติ “ไม่ทำสิ่งที่ฟ้าดิน และผีสางเทวดาไม่พอใจ ไม่หยิ่ง ไม่โอหัง ไม่วู่วาม อดทนในสิ่งที่ทนได้ยาก ฟ้าดินและผีสางเทวดา ก็ย่อมจะสงสารเรา เห็นใจเราประทานความช่วยเหลือแก่เรา คนที่จะเป็นใหญ่เป็นโตในอนาคต ย่อมไม่ทำจิตใจคับแคบ เห็นแก่ตัว ย่อมไม่เป็นผู้ทำลายความสุข ความเจริญของตนเอง ความถ่อมตน ทำให้มีโอกาส ที่จะได้รับการอบรมสั่งสอนจากท่านผู้รู้ ได้รับประโยชน์จากท่านเหล่านั้น ไม่จบสิ้น นักศึกษาจึงควรทำตัวเช่นนี้ ลูกจงจำไว้ว่า คนที่ยกตนข่มท่าน ถือดีอวดเบ่งนั้น
แม้จะได้ดิบได้ดี ไม่ยั่งยืนนาน”

ท่านยังยกคำโบราณมาสอนลูกด้วยว่า “ความปรารถนาของมนุษย์ เปรียบประดุจรากแก้วของต้นไม้ เมื่อหยั่งลึกลงดินแล้ว ต้นไม้ก็จะมีกิ่งก้านไพศาล ออกดอกออกผลตามฤดูกาล รากแก้วของมนุษย์ ก็คือ การอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อย หรือเรื่องใหญ่ เราจะต้องยึดมั่นในคุณธรรมข้อนี้ ถ่อมตนไว้เสมอ ให้ความสะดวกแก่ผู้อื่น เมื่อไม่ทำให้ผู้อื่นสะเทือนใจ เพราะความอวดดีของเราแล้ว ฟ้าดินย่อมประทับใจในความดีของเรา”

เมื่อลูกต้องการสอบไล่ได้เป็นขุนนาง ลูกก็จะต้องตั้งความปรารถนาไว้ ดุจรากแก้วของต้นไม้ แน่วแน่ที่จะทำความดี ไม่ท้อถอย สั่งสมความดีงามให้ได้ทุกๆ วัน
ลดความถือดีอวดดีให้หมดสิ้นไป สร้างอนาคตด้วยตัวลูกเองชะตาชีวิตจักทำอะไรได้
ขอให้ลูกจงเพียรพยายามต่อไปเถิด ความสำเร็จย่อมรอลูกอยู่แล้วอย่างแน่นอน

        เป็นอย่างไรบ้างครับ หนังสือเล่มนี้แม้จะเป็นเรื่องพื้นๆ แต่ในความพื้นๆนั้น เราหยิบขึ้นมาปฏิบัติจริงหรือไม่ แม้บางเรื่องจะดูยาก เช่น ทำบัญชีความดีความชั่วเพราะมนุษย์เรามักไม่ค่อยมีความอดทน แต่เราก็สามารถเดินหน้าทำความดีต่อไปเรื่อยๆ มุ่งทำความดีเป็นหลัก เราก็ประสบความสำเร็จได้เช่นกัน 

        ผมนำหนังสือนี้มาย่อให้อ่านกันด้วยเห็นว่าเป็นหนังสือดี และเหมาะสำหรับผู้มีปัญญาเช่นท่านจะได้อ่านกัน อิอิ.