กัญญา ลีลาลัย เล่าเรื่องราวของคนเล็กคนน้อยหลังควันจาง

เรียนอาจารย์ทุกท่านและเพื่อนทุกคน
 
          พร้อมจดหมายนี้ น้อยได้แนบ เรื่องราวของผู้คนที่เดือดร้อนในย่านศูนย์การค้าสยาม แยกราชประสงค์ ประตูน้ำ สามเหลี่ยมดินแดง และอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยการออกไปสำรวจด้วยตนเอง มันไม่ใช่บันทึกข้อมูลทางวิชาการ เป็นเพียงการออกไปแลกเปลี่ยนคุยกับผู้คนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการชุมนุมของคนเสื้อแดง  น้อยไม่มีเทปไปสัมภาษณ์ ไม่มีสมุดออกไปบันทึก มีเพียงใจที่เปิด และความรู้สึกเห็นอกเห็นใจต่อผู้ประสบภัย จึงต้องรีบกลับมาบันทึกไว้ กันลืมเป็นสำคัญ


    ความจริงตังแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นมา น้อยก็คุยกับคนไปเรื่อย ตั้งแต่คนเก็บขยะ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง แท็กซี่ คนขายส้มตำ คนขายขนมจีน คนขายขนมครก คนงานก่อสร้าง ลูกจ้างพนักงานร้านค้า พนักงานออฟฟิซ ทั้งที่เข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมกับการชุมนุม ผู้ค้ารายย่อยในย่านที่คนเสื้อแดงมาชุมนุม  คนเหล่านี้มีทั้งเสื้อแดง เสื้อเหลือง ไม่แดงไม่เหลือง เพราะน้อยรู้สึกว่า สีเสื้อก็แค่สีเสื้อ และเสื้อก็แค่เสื้อ คนที่อยู่ในเสื้อต่างหากที่สำคัญ เพราะเป็นมนุษย์เหมือนกัน  น้อยสนับสนุนการเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคม แต่น้อยไม่สนับสนุนสงคราม และน้อยเล็งเห็นว่าสงครามกำลังก่อตัวขึ้น ทำให้เฝ้าดูเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นและคลี่คลายไป ด้วยหมายใจว่า หากตนเองสามารถเป็นประโยชน์ส่วนหนึ่งส่วนใดได้ก็จะทำสิ่งนั้น  เพราะสงครามนั้นย่อมดึงเอาทั้งคนดีและไม่ดีเข้าร่วม ทั้งสองฝ่าย ยิ่งสงครามมีขนาดใหญ่มาก คนเหล่านี้ก็จะยิ่งประหัตประหารกันมาก และก่อเวรภัยต่อกันมากขึ้น  คนไม่ดีก็จะเลวยิ่งขึ้น ส่วนคนดี ก็จะตกต่ำจากกัลยาณปุถุชน มาเป็นปุถุชน และอาจตกต่ำ เป็น พาล หรือเป็น อันธพาล ได้ในที่สุด  

          การแย่งชิงอำนาจรัฐและผลประโยชน์ ระหว่างกลุ่มที่เสียอำนาจที่มีทักษิณเป็นผู้นำ และฝ่ายรัฐบาลเป็นเรื่องที่ใหญ่ยักษ์มาก การมุ่งสู่เป้าหมายโดยไม่คำนึงวิธีการ ทำให้ความรุนแรงในรูปต่างๆ ปะทุขึ้นอย่างยอกย้อนซ่อนเงื่อนและอำมหิต การต่อสู้ผ่านมา 2 ยกแล้ว ยกแรกคือในเดือนเมษายน 2552 ยกที่ 2 คือที่เพิ่งผ่านมาสดๆ ร้อนๆ ที่ยังความสะเทือนขวัญจนทุกวันนี้  เพราะ ผู้ชนะ คือรัฐบาล ได้ก่อเวรแก่ คนเสื้อแดง ที่ประกาศว่า จะกลับมาล้างแค้น จะมาเอาคืนอีกครั้ง ส่วนคนเสื้อแดง ก็ชนะเช่นกัน ได้ก่อเวรแก่ตัวประกันอย่างมโหฬาร ทำให้คนกรุงเทพฯ จำนวนนับหมื่นครอบครัวต้องสิ้นเนื้อประดาตัว อีกนับแสนนับล้านต้องได้รับผลข้างเคียงสุดแต่แรงกระทบหนักเบาที่เคลื่อนเข้าไปถึง  คนเหล่านี้ทั้งเจ็บช้ำ ทั้งเกลียด ทั้งกลัว คนเสื้อแดง แต่ก็จนตรอก และเตรียมที่จะสู้อย่างจนตรอก ถ้าคนเสื้อแดงหวนกลับมาเอาคืนอีกครั้ง  สมดังคำทีว่า "ผู้ชนะก่อเวร ผู้แพ้นอนไม่เป็นสุข"   จึงยากมากที่จะสมานรอยร้าวในสังคมนี้ได้

          น้อยกำลังรวบรวมข้อมูลข่าวสารไปตามลำดับเวลา สัปดาห์หน้า น้อยจะลงพื้นที่อีกครั้ง ในถนนพระราม 4 แล้วจะค่อยๆ เขียน "โศกนาฏกรรมในคิมหันตฤดู"ไปเรื่อยๆ  ด้วยวิธีการทางปัญญาแบบพุทธ  คือ ตั้งมั่นในสันติธรรม ใช้ปัญญาเสาะหาความจริงต่างๆ ที่ถักทอกันอยู่  ทำความจริงนั้นให้ปรากฏ อย่างน้อยก็ในส่วนของหญ้าแพรกนี้ ให้คนแต่ละคนที่เป็นหญ้าแพรกอันแหลกลาญ ได้รู้ว่าสถานการณ๋ใหญ่คืออะไร ตนเองแต่ละคนกำลังยืนอยู่ที่ไหน ภายใต้เกมอำนาจของใคร เพื่อที่คนแต่ละคนจะได้เลือกอย่างเป็นอิสระได้ว่า เขาจะดำเนินชีวิตของตนเองต่อไปอย่างไร

เคารพรัก
น้อย( กัญญา ลีลาลัย )
 ------------
 

เดินเท้าสำรวจผู้ค้ารายย่อย จากสยามผ่านแยกราชประสงค์ถึงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
 

8  มิถุนายน 2553

          ดิฉันตั้งใจออกสำรวจพื้นที่ปะทะและการเผาเมืองมาตั้งแต่เหตุการณ์สงบใหม่ๆ  แต่ความตั้งใจนี้แรงกล้าขึ้นในวันวิสาขบูชา(28 พ.ค.2553) หลังจากที่ได้คุยกับน้องคนหนึ่งซึ่งพักอาศัยอยู่บริเวณลุมพินี-บ่อนไก่ ตรงจุดปะทะในงานสัปดาห์ส่งเสริมพุทธศาสนาที่ท้องสนามหลวง  เธอมาซื้อหนังสือที่ร้านคุณม. คุณม.แนะนำให้ดิฉันรู้จัก และบอกว่า “พี่คนนี้เขาอยู่บ่อนไก่นะ อยากรู้อะไรก็ถามได้” แต่พอดิฉันขยับจะถาม เธอกลับส่ายหน้า ทำท่าเหมือนปาดน้ำตา บอกว่า “ไม่อยากพูด”  ดิฉันจึงแสดงความเห็นใจเธอ “คงลำบากมากเลยนะคะ ถูกรัฐบาลตัดน้ำตัดไฟ” เธอมีอาการของขึ้นทันที ร้องบอกดิฉันว่า “รัฐบาลไม่ได้ตัดไฟนะพี่  เสื้อแดงมันยิงหม้อไฟ พอไฟดับ ก็ปั๊มน้ำไม่ได้ คอนโด 14 ชั้นน่ะพี่  มันก็เหมือนถูกตัดน้ำไปโดยอัตโนมัติ”  ดิฉันอึ้ง “แล้วทำไมข่าวบอกว่า รัฐบาลตัดล่ะ”  เธอส่ายหน้า “รัฐบาลตัดตรงราชดำริ ไม่ได้ตัดตรงบ่อนไก่ ตรงนี้เสื้อแดงยิงหม้อไฟ ช่างไฟจะมาซ่อม มาต่อไฟให้ ก็ยิงช่างไฟฟ้าด้วย” ดิฉันเอื้อมมือไปจับมือเธอ “เห็นใจมากนะคะ ดูข่าวทางบ้านไม่รู้เลย เห็นแต่ภาพคนอพยพ ไม่รู้เรื่องนี้เลย” เธอสบตาดิฉัน “มีอีกเยอะเลยที่คนนอกไม่รู้ หนูเองก็ไม่รู้ว่า ในชีวิตจะต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ เหมือนอยู่ในสงครามเลยพี่”              หลังจากนั้นเราก็คุยกันไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ รวมเวลา 3 ชั่วโมงเต็ม  ดิฉันจึงได้รู้ว่า ชาวแฟลตบ่อนไก่ต้องปกป้องตนเองอย่างกล้าหาญขนาดไหน จึงป้องกันการบุกเข้ายึดแฟลตของกลุ่มคนเสื้อแดงได้ “หนูนี่แหละอยู่ที่แฟลต สู้กับมัน  คือพวกผู้หญิงเป็นหน่วยสอดแนม ส่องกล้องทางไกลตลอด คอยบอกพวกหนุ่มๆ ในแฟลตให้ยิงสกัดพวกเสื้อแดง พวกนั้นมีอาวุธมากกว่าเราเยอะแยะ มันก็ยิงข้ามหัวพวกเราไปมาตลอด เราทั้งแฟลต 14 ชั้น พี่เชื่อไหม มีปืนพกรวมกันไม่กี่กระบอก แต่ก็ได้ใช้ยิงสกัด ไม่ให้เสื้อแดงเข้ามายึด เข้ามาเผาแฟลตเรา”                เธอเล่าว่าแฟลตของเธอติดกับชุมชนแออัดที่มีคนเสื้อแดงอยู่เป็นจำนวนมาก แต่พวกที่เข้ามาจู่โจมส่วนใหญ่เป็นคนแปลกหน้า มีชุดดำปนมาด้วยจำนวนไม่น้อย และมีอีกส่วนที่ใส่ชุดลายพราง ซึ่งชาวแฟลตได้ยิงสกัดให้ถอยออกไป โดยอีกฟากฝั่งหนึ่งเป็นบังเกอร์ของทหาร เธอยังเล่าเรื่องอื่นๆ ให้ฟังอีกมากมาย เช่นเรื่อง ชะตากรรมของร้านค้าย่อยที่ถูกเผา เธอว่า รัฐบาลยังช่วยไม่ตรงจุด เพราะคนที่เดือดร้อนมากที่สุดก็คือ ผู้เช่าช่วง หรือเรื่องความเห็นใจที่เธอมีต่อเสื้อแดงชนบทที่เข้ามาชุมนุม เพราะเธอเองนั้น มีร้านขายของอยู่ แต่ขายไม่ได้เพราะสถานการณ์ชุมนุม และเนื่องจากบ้านอยู่ใกล้ที่ชุมนุม จึงมักเข้าไปดูว่า เขามาเรียกร้องอะไรกัน ความที่อยากให้คนเสื้อแดงกลับบ้าน เพราะเธอแบกรับค่าใช้จ่ายจำนวนมาก โดยแทบไม่มีรายรับต่อไปไม่ไหว การชุมนุมยืดเยื้อและไม่รู้จะจบเมื่อไร เธอจึงคิดง่ายๆ ว่า ถ้าคนที่เดือดร้อนจากการชุมนุมซึ่งต้องสูญเสียรายได้เดือนละหลายหมื่น หรือบางคนเป็นแสน จะช่วยกันจ้างผู้ที่มาชุมนุมให้กลับบ้าน เพราะถ้าจ้างให้มาได้ ก็ควรจ้างให้กลับได้ เธอจึงไปตีสนิทกับคนที่มาจากชนบท จนถึงขั้นให้ข้อเสนอนี้ได้ คำตอบที่เธอได้รับทำให้เธออึ้ง เพราะเขาก็อยากกลับ แต่กลับไม่ได้ เรื่องบัตรประชาชนที่ถูกนปช.ยึดไว้ยังไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เรื่องที่ใหญ่มากคือ ถ้าหากเขากลับไปเองโดยพลการ ไม่ใช่ผู้นำเป็นคนพากลับ เขาจะไม่สามารถอยู่ในหมู่บ้านได้อีกต่อไป เขาจะอยู่ไม่ได้ ต้องถึงขั้นทิ้งรกรากของตนเอง เมื่อเธอได้รู้เรื่องราวเหล่านี้ก็อ่อนใจ “หนูว่าเขาน่าสงสารอะพี่ แต่หนูก็สงสารตัวเองเหมือนกัน เฮ้อ” ความรู้สึกเหล่านี้ทำให้เธอรู้สึกเกลียดพวกแกนนำนปช.มากขึ้น โดยเฉพาะคนที่อยู่เบื้องหลังแกนนำ คือ ทักษิณ   แล้วความเกลียดก็พุ่งขึ้นถึงขีดสุด เมื่อบ่อนไก่กลายเป็นเขตปะทะและเกิดการเผากันขึ้นมา                เราปักหลักคุยกันอยู่นาน พี่ผู้หญิงอีกคนมาคอยป้วนเปี้ยนเลือกหนังสืออยู่ข้างๆ ท่าทางสนใจเรื่องที่เราคุยกัน ดิฉันเลยหยิบเก้าอี้ให้อีกตัว เพื่อให้เข้าร่วมวงสนทนาด้วย เป็นผู้ปฏิบัติธรรม และถือศีล 8 ในวันวิสาขบูชานี้ด้วย แต่ก็อยากรู้ความเป็นไปของเหตุการณ์บ้านเมือง การมีคนธรรมะเข้าร่วมวงอีกคนหนึ่ง ทำให้เราสามารถลดความร้อนแรงและความอัดอั้นของน้องคนนี้ได้พอสมควร เพราะที่จริงเธอก็ฝักใฝ่ธรรมะจึงต้องมางานสนามหลวงทุกปี มาอยู่จนส่งพระบรมสารีริกธาตุเข้าวัดพระแก้ว  

          จากเรื่องของน้องคนนี้ ดิฉันรู้สึกได้ว่ายังมีผู้คนอีกมากมายแค่ไหนที่เต็มไปด้วยความอัดอั้นตันใจ จึงเห็นว่า ต้องรีบลงพื้นที่ ถึงจะทำอะไรไม่ได้ ไปฟังพวกเขาบอกเล่าอะไรๆ ให้ฟังก็ยังดี ทั้งดิฉันเองก็จะได้เอามาต่อภาพเพื่อเขียนเรื่องราวโศกนาฏกรรมในครั้งนี้ ในมุมมองของภาพรวมๆ ที่ดิฉันกำลังพยายามปะติดปะต่อได้อีกด้วย และได้เล่าความคิดเรื่องอยากลงพื้นที่ให้คุณม.ฟัง แต่เนื่องจากยังมีธุระอื่นต้องจัดการหลายวัน จึงเพิ่งลงตัวที่จะไปเดินสำรวจในวันที่ 8 มิ.ย.  ซึ่งคุณม.ยินดีไปเป็นเพื่อน เพราะมีความชำนาญในพื้นที่เป็นอย่างดี

          ในวันที่ 8 มิถุนายน เราลงเรือที่ท่าเรือวัดศรีบุญเรือง บางกะปิ ตอนบ่ายโมงครึ่ง มุ่งหน้าตามคลองแสนแสบมายังราชเทวี การเลือกเดินทางด้วยเรือ เพราะใช้เวลาน้อย และได้เห็นสองฟากฝั่งคลอง ซึ่งเป็นชุมชนดั้งเดิม แม้จะเข้าใกล้เขตเมืองชั้นในมากขึ้นเพียงไร ก็ยังเป็นเช่นนั้น ชุมชนดั้งเดิมอยู่กันแออัดคละปนกับวัดวาอารามและตึกน้อยใหญ่ ภาพเหล่านี้แสดงวิถีชีวิตชาวกรุงเทพฯ ที่ส่วนใหญ่ที่สุดเป็นคนจน รองลงมาเป็นคนชั้นกลาง ส่วนคนมั่งคั่งร่ำรวยมีเพียงน้อยนิด                 เรือเบาเครื่องยนต์เมื่อเข้าใกล้วังสระปทุม ซึ่งมีต้นไม้ร่มรื่นมาก ปกคลุมไปทั่ว และเราได้ขึ้นที่ท่าราชเทวี  เราเดินเลาะวังสระปทุมด้านติดถนนพญาไทตรงมายัง ศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์ แล้วผ่านมายังสยามดิสคัฟเวอรี่ เพื่อข้ามฟากไปยังฝั่งสยามสแควร์ ซึ่งที่นั่นมีการตั้งเต้นท์ขายของสำหรับผู้ค้าในย่านสยามสแควร์ที่ถูกไฟไหม้ อันเป็นส่วนหนึ่งของการเยียวยาร้านค้าที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมและเผาย่านสยามของคนเสื้อแดง                 สยามสแควร์ซอย 4 และพื้นที่ข้างเคียง กลายเป็นตลาดนัดย่อมๆ มีเต้นท์เรียงราย แต่ละเต้นท์มีป้ายบอกเลขที่ของผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม แสดงความชัดเจนว่าเป็นผู้เดือดร้อนตัวจริง เดินผ่านไป 2-3 เต้นท์ ดิฉันได้หยุดฟังการสนทนาระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย ผู้ซื้อพอใจเสื้อตัวหนึ่งที่แขวนไว้ แต่ต้องการให้ลดราคาลงอีกเพราะเสื้อมีกลิ่นควันไฟ ผู้ขายร้องขอว่า “แต่ก่อนตัวเกือบพันนะคะ นี่เหลือแค่ 300 กว่า ขาดทุนมากแล้วค่ะ” อยากแวะคุยกับคนขาย แต่เห็นลูกค้าเข้ามาเรื่อยๆ เลยไม่ได้แวะ                อีกสองสามเต้นท์ถัดมา เด็กสาวกำลังสาละวนจัดเสื้อยืดพิมพ์ข้อความตามสถานการณ์ “สบายดี ประเทศไทย” “ขอความสุขกลับคืนมา” “รักเธอประเทศไทย” และฯลฯ เลยเข้าไปเดินดู ที่ร้านไม่มีลูกค้า บทสนทนาจึงเริ่มขึ้น และได้รู้ว่า ร้านของเธอเดิมเป็นร้านขายเสื้อผ้าไหม ตรงโรงหนังสยาม ถูกไฟไหม้หมดทั้งร้าน ไม่มีอะไรเหลือ จึงต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด  “หนูเปิดร้านมานานเท่าไรแล้ว”  “ของป้าหนูค่ะ เปิดมายี่สิบปีแล้ว”  “โอ้...แล้วก่อนหน้านั้น กว่าจะสร้างตัวได้นะ”  “ค่ะ”  “ไม่เหลืออะไรเลยหรือ”  “ไม่เหลือเลยค่ะ” “รัฐบาลช่วยอะไรบ้าง”  “ตอนนี้ได้ 5 หมื่นค่ะ แต่เรื่องประกันภัย เรื่องอะไร ยังไม่มีอนาคตเลย”  “ทางจุฬาล่ะ”  “ตอนนี้เขาให้ขายฟรีเดือนหนึ่งก่อนค่ะ ยังพอประทังไป”  เธอดูเศร้าๆ  ดิฉันจึงหยุดเลือกเฟ้นหาเสื้อยืดไปฝากลูกสาว เพื่ออุดหนุน  “ตัวละร้อยค่ะ”  “ขอต่อหน่อยนะ”  แล้วดิฉันก็ส่งให้เธอ 120 บาท เธองง “ต่อขึ้นน่ะ ไม่ได้ต่อลง ถือว่าเป็นน้ำใจเล็กน้อย ในฐานะเป็นคนไทยด้วยกันค่ะ”  เธอยิ้มออกมาได้ ยกมือไหว้ดิฉันอย่างงาม  ระหว่างเธอรับเสื้อไปบรรจุใส่ถุง ดิฉันถามเธอว่า “ร้านเดิมค่าเช่าเท่าไหร่คะ” เธอตอบว่า “เดือนละ 4 หมื่นค่ะ แต่มีแปะเจี๊ยะปีละ 1 แสนทุกปีค่ะ”   “ช่วงชุมนุมก็เดือดร้อนมากสิคะ ไม่มีรายได้ มีแต่รายจ่าย” ดิฉันถามต่อ “ต้องทำใจเยอะมากค่ะ” ดิฉันรู้สึกได้ถึงความเศร้าผ่านสีหน้าและแววตาเธอ แต่แล้วเธอก็หันกลับมายิ้มแย้มแจ่มใสเช่นเดิม “ขอบคุณมากนะคะ ที่มีน้ำใจ” เธอบอกดิฉัน ส่วนดิฉันให้ศีลให้พร ให้เธอยืนหยัดขึ้นใหม่ด้วยความเพียร ความมีสติ ฯลฯ ก่อนที่จะจากมา และได้รับไหว้อีกครั้งจากเต้นท์นี้                คนซื้อกับคนขายเต้นท์อื่นๆ ที่ผ่านมาก็มีบรรยากาศคล้ายคลึงกัน คือ มีคนมาสอบถามความเป็นไปจากผู้ประสบเหตุการณ์จริงในนี้เหมือนๆ กับดิฉันด้วย  ดิฉันไม่ได้เข้าร่วมวงสนทนา จะทำเพียงหยุดฟังไปพลาง ดูสินค้าไปพลาง พอแค่จับประเด็นได้ แล้วเดินจากมา มันทำให้เห็นว่า ไม่ได้มีเพียงดิฉันคนเดียวที่ออกมาแสวงหาความจริง ยังมีอีกไม่น้อยเลยซึ่งอยากรู้อะไร เขาก็จะไปถึงตรงนั้นเลยเหมือนกัน                  เดินต่อมา ผ่านร้านขายขนมไข่สอดไส้  คนขายทำขายจะๆ ตรงนั้น เลยเข้าไปแวะอุดหนุน และถามไถ่ ปรากฏว่า ร้านนี้ไม่ได้ถูกไฟไหม้ แต่อยู่ในล็อคที่ไฟไหม้และไม่สามารถเปิดทำการค้าได้อีกต่อไป จึงต้องมาขายในพื้นที่ที่จุฬาฯจัดให้ชั่วคราวนี้ เป็นร้านที่มีคนอุดหนุนพอสมควร คนขายบอกว่าตนยังโชคดี ที่อุปกรณ์การผลิต และทรัพย์สินอื่นๆ ในร้านยังไม่พินาศไปกับไฟเหมือนร้านอื่น ดูคนขายยังมีพลังชีวิตมากทีเดียว และส่งเสียง “ขอบคุณคร้าบ”ยาว ทุกครั้งที่มีคนอุดหนุน  เดินมาอีกร้าน ขายเสื้อผ้า(อีกแล้ว) บอกคนขายว่า “อยากอุดหนุน แต่ใส่ไม่ได้” เลยถามไปว่า “ถามหนูจริงๆ หลังไฟไหม้ร้าน ร้องไห้ไปกี่วัน” เธอบอกว่า “ร้องอยู่สามวันเต็มๆ จนไม่มีน้ำตาจะไหล หนูไม่เข้าใจ ทำไมคนเราถึงใจดำต่อกันขนาดนี้” ดิฉันแสลงในอก นึกในใจว่า “กรรมของประเทศ กรรมของสังคมไทย มันซับซ้อนนัก หนูเอ๋ย”

          มาถึงร้านขายกระเป๋า ดิฉันเห็นกระเป๋าใบโตใส่ของจุใบหนึ่ง จึงหยุดดู คนขายดูอยากขายมาก จึงหยุดสนทนากับเธอ และในที่สุดก็ตัดสินใจอุดหนุน คุยกับเธออยู่นาน รู้สึกเหมือนกันว่าสำเนียงเธอแปร่งๆ เล็กน้อย แต่เป็นคนคุยสนุก และเป็นมิตรมาก(คุณม.มาบอกทีหลังว่า น่าจะเป็นแรงงานพม่า) ร้านนี้ก็ถูกไฟเผาหมดเช่นกัน ดิฉันก็เหมือนเดิม คือ เพิ่มราคาให้เธอไปเล็กน้อย และลองตั้งคำถามที่ต่อยอดมาจากร้านที่แล้ว  “หนูร้องไห้อยู่กี่วัน”  “หนูไม่ได้ร้องไห้ แต่หนูพูดไม่ออก”  แล้วเธอก็หายไปพักหนึ่ง ไปพาหญิงสูงวัยกว่าเธอ แต่เด็กกว่าดิฉันเข้ามาหา  หญิงคนนั้นเป็นคนส่งเงินทอนให้ดิฉัน หญิงสาวคนขายบอกกับเธอว่า “พี่เขาอยากรู้ว่า เจ๊ร้องไห้กี่วัน” ดิฉันจึงต้องเริ่มบทสนทนาอีกครั้ง เพราะถึงตรงนี้รู้แล้วว่า คนขายเป็นเพียงลูกจ้าง เรื่องราวยาวเหยียดจึงออกจากปากเจ้าของร้าน ซึ่งเป็นอีกร้านหนึ่งของสยามสแควร์ที่ถูกเผา

          เธอเล่าให้ดิฉันฟังถึงความเดือดร้อนตลอดช่วงของการชุมนุมของคนเสื้อแดง เล่าถึงการมีรายรับที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับรายจ่ายมหาศาล เพราะค่าเช่าร้านในย่านนี้แพงมาก ส่วนลูกน้องก็ต้องรักษาไว้ให้ได้ เพราะกว่าจะได้ลูกน้องดีๆ รู้งาน ไว้วางใจกันได้ เข้ากันได้ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ดังนั้นภาระทุกอย่างจึงต้องแบกรับไว้ทั้งหมด ต้องเอาเงินเก็บมาใช้จ่ายออกไปทุกๆ วัน รอคอยความหวังว่าจะได้กลับมาขายอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเมื่อการชุมนุมยุติ ก็หวังว่าจะได้กลับมาดำเนินชีวิตปกติได้  แต่แล้วพอชุมนุมยุติ ร้านกลับถูกเผาจนหมด  ช่วงนั้นเป็นช่วงเคอร์ฟิว ได้แต่ดูข่าวจากทีวี  “พี่รู้ไหม หนูไม่เคยร้องไห้เลยนะ ตลอดเวลาที่ผ่านมา ตอนขายอะไรไม่ได้ เปิดร้านแบบตายซาก หนูอยากร้องไห้หลายครั้ง แต่ก็ไม่รู้จะร้องไปทำไม พอมาถึงตรงเผา หนูน่าจะร้องไห้ แต่หนูไม่ได้ร้อง มันร้องไม่ออก มันอึ้งน่ะพี่ มันอึ้งไปหมด  มันเหมือนหนูแข็งเป็นหิน วันนั้นหนูจุดธูปแช่งเลยนะ แช่งทักษิณกับพวก มันใจดำมาก ขี้เถ้าธูปที่ร่วงใส่มือหนู มันเหมือนหินที่ตัวหนูที่มันค่อยๆ แหลกยุ่ยลงมา เหมือนกันเลยพี่ แต่หนูไม่มีน้ำตานะ” ดิฉันได้แต่กุมมือเธอด้วยความเห็นใจ                 ด้วยความที่คุยกันอยู่นาน ดิฉันจึงสามารถถามลึกถึงป้ายที่ดิฉันเห็นจากที่มีคนถ่ายรูปไว้หลังเหตุการณ์ เป็นป้ายของร้านต่างๆ หลายร้านที่ขึ้นหน้าร้านว่า เป็นร้านของคนเสื้อแดง ขอให้ยกเว้นอย่าเผา เป็นข้อความในทำนองนั้น ดิฉันถามเธอต่อว่า “เป็นร้านของคนเสื้อแดงจริง หรือว่า พวกเขาแค่ขึ้นป้ายเอาตัวรอดคะ”  เธอตอบว่า “บางร้านก็แค่เอาตัวรอด แต่บางร้านก็เป็นเสื้อแดงจริงๆ แถวนี้ก็มีร้านที่ชอบเสื้อแดงเยอะนะพี่” ดิฉันจึงถามต่อว่า “แล้วร้านเสื้อแดงถูกเผาบ้างไหม”  “ก็ถูกเผาหลายร้านแหละพี่ ไฟน่ะพี่ มันไม่เลือกสีหรอก ลองลามแล้ว ก็ลามไปหมด ร้านแถวนี้ ก็ร้านเล็กร้านน้อย ติดกันเป็นแพ ที่มันแพงขนาดนี้นี่”  “แล้วนี่ร้านเสื้อแดงที่ถูกเผา เขามาออกร้านด้วยไหมนี่ ก็น่าสงสารเหมือนกันนะ ถูกกระทำจากพวกเดียวกันแท้ๆ ” ดิฉันแสดงความคิดเห็น  “หนูไม่รู้นะ มันก็กระจายกันไป ตัวใครตัวมัน แต่ถ้าหนูเจอพวกนี้ หนูไม่พูดด้วยนะ หน้าหนูก็ไม่อยากมอง” เสียงของเธอบอกความเจ็บช้ำร้าวลึก

          ดิฉันเห็นอะไรหลากหลายมิติจากร้านขายกระเป๋านี้  เห็นความรักความเข้าใจในระหว่างลูกจ้างกับนายจ้าง เห็นความทุกข์ ความเจ็บช้ำ ความโกรธแค้น ที่เราเองไม่สามารถช่วยบรรเทาได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการพยายามให้คนกลับมาสมานรอยร้าวต่อกันในช่วงเวลาเช่นนี้  ดิฉันถามเธอว่า “หนูเชื่อไหมว่า กรรมมีจริง หนูเชื่อไหมว่า ธรรมะย่อมชนะอธรรม” เธอบอกว่า เธอเชื่อ   ดิฉันจึงได้แต่ขอให้เธอ ยืนหยัดในกุศลธรรม ยืนหยัดในความเป็นสุจริตชน มานะพลิกฟื้นตัวเองให้ได้ และก้าวต่อไป ดิฉันบอกกับเธอว่า มีคนจำนวนมากที่เอาใจช่วยผู้ประสบภัยโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่อย่างเธออยู่
 

          หลังคุยกับร้านขายกระเป๋าร้านนี้แล้ว คุณม.จึงพาดิฉันไปเดินดูร้านเดิมของชายหนุ่มคนขายขนมไข่ใส่ไส้คนนั้น สิ่งที่เห็นประจักษ์แก่ตาว่า ไม่เฉพาะแต่ร้านที่ถูกไฟไหม้ไปเท่านั้น แต่ล็อคข้างเคียงต้องถูกปิดไปด้วย ไม่เพียงเท่านั้น บริเวณอื่นที่ไม่ถูกเผา หรือไม่ถูกตีปิดห้ามเข้า ก็พลอยกลายเป็นที่ซึ่งคนเขาไม่เดินกันเข้ามา แม้เปิดร้านอยู่ ก็ดูวังเวงมาก  แต่ที่น่าสงสารกว่านั้น คือ บรรดาร้านที่ไม่ได้ถูกเผาที่อยู่ฝั่งตรงกันข้าม เมื่อทั้งซอยเงียบสนิทเป็นป่าช้า ไม่มีใครเดินผ่านอีกต่อไป แม้ร้านเหล่านี้ยังคงเปิดปกติ แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครเข้าไปใช้บริการเลยในช่วงที่เราเดินผ่านไป

          เพื่อที่ดูอาณาบริเวณที่ถูกไฟเผาได้ชัดเจน เราจึงขึ้นไปบนสะพานลอย แล้วมองลงมายังโรงหนังสยามและบริเวณโดยรอบ ถ้ามองจากด้านบนจึงจะเห็นความเสียหายชัดเจน เพราะด้านล่างถูกสังกะสีตีปิดหมด เพื่อกันเป็นอาณาเขตห้ามเข้าเพราะไม่ปลอดภัย และอาจเพื่อความสะดวกในการฟื้นฟูบูรณะใหม่ นอกจากบริเวณโรงหนังสยามและบริเวณรอบๆ แล้ว ยังมีพื้นที่ห้างร้านที่ถูกเผาอีกเป็นจุดๆ ส่วนๆ เป็นระยะๆ ซึ่งเราได้ค่อยๆ เดินเลาะดูไปเรื่อยๆ                   หลังจากนั้นเราจึงข้ามกลับไปฝั่งสยามพารากอน เลยเข้าไปดูบรรยากาศในห้าง คิดว่าจะมีการเปิดพื้นที่ขายของ ปรากฏว่า งานเขาหยุดไปแล้ว ส่วนรองเท้าคู่เก่งของดิฉันก็ทำพิษ เดินมาไม่นานฝ่าเท้าเจ็บ ต้องไปหาพลาสเตอร์ยามาปิด เราดูที่นี่เดี๋ยวเดียว เห็นแต่ว่าคนที่นี่มากกว่าคนในห้างสยามดิสคัฟเวอรี่ ดูเหมือนชีวิตเกือบเข้าสู่ความเป็นปกติแล้ว
 

          ออกจากสยามพารากอน ก็ไปวัดปทุมวนารามต่อ เข้าไปในวัดจึงนึกออกว่า ทำไมจึงมีการพูดกันถึงเรื่อง “ยิงลงมาจากรถไฟฟ้า” ตอนที่เราไปเดินสำรวจไม่มีร่องรอยการเข้ามาอาศัยพักพิงของผู้ชุมนุมอีกต่อไปแล้ว ได้แต่คะเนจากสถานที่ว่า จุดไหนน่าจะเป็นที่ตั้งเต้นท์พยาบาล จุดไหนน่าจะเป็นที่พักของผู้ชุมนุม เมื่อนึกเทียบกับคลิปวีดิโอจำนวนมากที่เผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต  ต้องยอมรับว่าภาพส่วนนี้ยังมืดดำอยู่  มีหลายกลุ่มที่มีศักยภาพที่จะทำเรื่องอำมหิตเช่นนี้ได้  ซึ่งเรื่องทั้งหมดนี้ต้องค่อยๆ สางออกมาตามลำดับไป  เพราะเป็นเรื่องที่มีเป้าประสงค์ มีฝ่ายที่ได้รับประโยชน์จากกรณีนี้อย่างชัดเจน   ในวัดนี้ คุณม.แวะเข้าไปหาคนงานก่อสร้าง เพื่อขอน้ำล้างเนื้อล้างตัว และได้รับไมตรีจิตอย่างดีจากคนงานเหล่านั้น    ฝั่งตรงข้ามวัดเป็นถนนอังรีดูนังต์ เราสังเกตการณ์จากด้านบนสะพานลอยใต้ที่เชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้า เห็นอาณาบริเวณการเผาอาคารห้างร้านจากสยามสแควร์มาจนถึงริมถนนอังรีดูนังต์ ซึ่งอาคารริมถนนบางส่วนถูกตีสังกะสีปิด บางส่วนด้านหน้าเหมือนไม่โดนเผา แต่เจ้าของอาคารเอาป้ายมาแขวนให้รู้ว่า ย้ายไปตั้งที่ ทำการชั่วคราวตรงไหนบ้าง เดินย้อนไปดูด้านหลังอาคารเหล่านี้ เห็นแต่ละหลังถูกไฟเผาผลาญมากน้อยแตกต่างกันไป                นึกย้อนไปถึงหลังเหตุการณ์จบลงใหม่ๆ ในวันแรกที่เปิดให้เดินรถได้ ดิฉันอาศัยรถน้องศ. พามาตระเวนดูความเสียหายในละแวกนี้  เธอขับรถวนไปรอบๆ บริเวณ การตระเวนดูพื้นที่ครั้งๆ ยังหมาดๆ ดิบๆ ค่อนข้างมาก ยังไม่มีสังกะสีมาตีปิด สามารถเห็นร่องรอยความเสียหายทะลุปรุโปร่ง และสามารถเห็นความสามารถในการเผาเป็นจุดๆ เป็นส่วนๆ แบบมุ่งเป้าชัดเจนในหลายพื้นที่  ตอนดูข่าวดิฉันเห็นภาพการรบของทั้งสองฝ่าย ที่ฝ่ายรัฐบาลรบในรูปแบบ ส่วนฝ่ายนปช.รบนอกรูปแบบชัดเจน มาเดินดูคราวนี้ ดิฉันยิ่งมั่นใจเพิ่มขึ้นว่า  การเผาเมืองครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนสำรองที่ถูกนำมาใช้ โดยหมายมั่นปั้นมือให้เกิดการจลาจลขนาดใหญ่แบบมีการชี้นำแล้วให้ลุกลามแบบเป็นไปเอง แต่ส่วนใหญ่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับมาจากการเผาแบบมีการชี้นำ ส่วนที่ลุกลามแบบเป็นไปเอง โดยความบ้าคลั่งของฝูงชนนั้นกลับมีผสมโรงไม่มากนัก

          จากวัดปทุมวนาราม เรามุ่งหน้าไปทางเซ็นทรัลเวิลด์ฯ ผ่านสำนักงานตำรวจแห่งชาติและโรงพยาบาลตำรวจ เพิ่งสังเกตเห็นว่า เซ็นทรัลเวิลด์ เป็นอาคารที่ใหญ่โตจริงๆ พื้นที่ๆ ที่ถูกไฟไหม้ใหญ่โตมโหฬาร เพราะไหม้อยู่หลายวัน แต่ที่เสียหายหนักจริงๆ ก็แค่หนึ่งในสามของพื้นที่ อีกหนึ่งในสามแม้ถูกไฟไหม้แต่ก็ยังพอฟื้นฟูบูรณะได้ ส่วนที่เป็นอาคารสำนักงานยังดำเนินกิจการต่อได้ ที่จริงสำนักงานตำรวจแห่งชาติอยู่ฝั่งตรงข้ามแท้ๆ แต่ตำรวจส่วนใหญ่กลับวางเฉย ต่อการเผาอาคารนี้   ที่จริงตำรวจก็มักวางเฉยต่อการกระทำใดๆ ที่ผิดกฎหมายของผู้ชุมนุม  หรือแสดงออกอย่างอื่นๆ อีกมากซึ่งบ่งบอกว่าตำรวจยืนอยู่ข้างผู้ชุมนุม สนับสนุนผู้ชุมนุม แต่การวางเฉยต่อการเผาเซ็นทรัลเวิลด์ที่อยู่ต่อหน้าต่อตา หรือการทำไม่รู้ไม่เห็นต่อเหตุการณ์ที่วัดปทุมวนาราม เป็นเรื่องที่เกินเลยไปจริงๆ เพราะพื้นที่ตรงนี้ ทหารเข้าไม่ได้ ตำรวจเข้าๆ ออกๆ ได้ เพราะเป็นสำนักงานใหญ่ของตนเอง และตำรวจจำนวนมากก็มักถอดเครื่องแบบออกเพื่อเข้าร่วมชุมนุมกับผู้ชุมนุมอยู่แล้ว                 มองจากทางเดินเชื่อมต่อลงมาด้านล่าง เราจะเห็นบริเวณที่ตั้งเวทีเดิมซึ่งตั้งเยื้องปิดสี่แยกราชประสงค์ หันด้านหลังเวทีให้ศาลพระพรหมซึ่งอยู่ด้านหน้าของโรงแรมไฮแอทเอราวัณ ด้านหน้าเอียงเข้าหาเซ็นทรัลเวิลด์และโรงพยาบาลตำรวจ อันเป็นลักษณะที่หมอดูและซินแสต่างๆ ทักกันขรมว่า นปช.กำลังตั้งเวทีแบบ “หันหลังให้พระ หันหน้าให้ผี”  แต่ขณะนี้ไม่มีเวที นปช. มองไปที่ศาลพระพรหม มีผู้ค้ารายย่อย ดอกไม้บูชาพระพรหม ช้างไม้สักตัวเล็กๆ หรือแผงขายล็อตเตอรี่  ภายในตัวศาลมีคณะละครแก้บนรอคนมาว่าจ้างอยู่ ทุกอย่างค่อนข้างเงียบเหงาเมื่อเทียบกับเหตุการณ์ปกติที่เราเคยพบเห็น ฝั่งตรงกันข้ามเป็นห้างหรู คือห้างเกสร ซึ่งดิฉันเองก็ไม่เคยเข้าห้างนี้มาก่อน ตรงหัวถนนมองลงไปเห็นห้างหลุยส์วิกตองเด่นเป็นสง่าอยู่บริเวณหัวมุม อันเป็นทำเลโดดเด่นที่สุดของห้างเกสร  จึงเข้าใจสิ่งที่น้องๆ หลายคน เล่าให้ฟัง เรื่องเจ้าของห้างมาแจกเงินผู้ชุมนุมอยู่หน้าร้านหลุยส์วิกตอง เพื่อขอร้องไม่ให้เข้าห้าง จึงหลุดพ้นจากการปล้นและเผาไปได้ น้องคนหนึ่งเล่าให้ดิฉันฟังว่า ร้านหลุยส์วิกตองมี 2 ร้านในย่านนี้ ร้านที่อยู่ตรงห้างเกสรปลอดภัย แต่อีกร้านไม่ใช่นะ โดนเหมือนกัน  “แต่พี่สังเกตสิ กุชชี่ จะหลุดออกมาเยอะกว่า หลุยส์วิกตอง เพราะฝั่งเกสรเขารักษาไว้ได้”

          เราเข้าไปใช้ห้องน้ำในห้างเกสร  ดิฉันสังเกตเห็นว่าห้างนี้หรูหรากว่าเซ็นทรัลเวิลด์เสียอีก อดแสดงความเห็นกับคุณม.ไม่ได้ว่า  “คนที่มาชุมนุมเขาก็ไม่รู้หรอกนะ ว่าชีวิตปกติของคนกรุงเทพฯน่ะไม่ได้เดินห้างอย่างนี้หรอก  อย่างเซ็นทรัลเวิลด์พี่กับลูกก็ไม่เดินนะ จะไปอาศัยจอดรถ แล้วไปเดินแพลทตินัม หรือ พวกห้างสรรพสินค้าขายส่งอื่นๆ ในย่านนี้มากกว่า  เขาไม่รู้หรอกว่า คนกรุงเทพฯทั่วๆ ไป ต้องประมาณการใช้จ่ายมาก ไม่อย่างนั้นก็จะชักหน้าไม่ถึงหลัง เขาเห็นแต่ตึกใหญ่โตโอ่อ่า แล้วก็ถูกป้อนข้อมูลผิดๆ เข้าไป คิดว่าคนกรุงเทพฯทั่วไปร่ำรวยหรูหราเหลือเกิน”  แล้วเราก็ข้ามสะพานไปดูอีกบริเวณที่เซ็นทรัลเวิลด์ถูกเผาผลาญ  คุณม.บอกว่า หลายวันก่อนมาบริเวณนี้ยังไม่มีการกั้นรั้ว มองเข้าไปภายใน การฟื้นฟูบูรณะกำลังเริ่มขึ้นแล้ว เหมือนกับหลายๆ แห่งที่ผ่านมา
 

          ออกจากห้างเกสร เราไปดูห้างบิ๊กซีที่ถูกเผาบางส่วน แล้วมุ่งไปราชปรารภ อันเป็นพื้นที่ซึ่งทหารเคยติดประกาศว่าเป็นเขตกระสุนจริง ถึงตรงนี้ ดิฉันหยุดปะพลาสเตอร์ที่ฝ่าเท้าเพิ่มขึ้น เพราะยังจะต้องเดินกันอีกยาว เนื่องจาก วันนี้ดิฉันตั้งใจมาเดิน และจะเดินไปให้ถึงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ  การเดินไปทีละก้าว ทำให้เราสังเกตเห็นสิ่งต่างๆ รอบๆ ตัวได้ดีกว่าการใช้รถ การจะเข้าใจสิ่งต่างๆ ที่สลับซับซ้อนนั้น การเคลื่อนไปอย่างช้าๆ อาจจะดีกว่าการไปอย่างเร็วๆ  ในการทำกรรมฐาน เราก็อาศัยการเคลื่อนไหวช้าๆ นี้เอง ที่ทำให้เราสามารถ “รู้กาย เห็นใจ” ได้ทันปัจจุบันขณะ   จริงอยู่ เรากำลังเดินดูอดีตที่ย่อยยับ อันเกิดจากการต่อสู้แย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์ อันเกิดจากการกระทำของความไม่มีศีลมีสัตย์ ทำให้คนเบียดเบียนและทำร้ายกัน ก่อเกิดเหยื่อจากการเบียดเบียนนั้นอย่างมหาศาล มโหฬาร ของทุกฝ่าย โดยเฉพาะฝ่ายที่ตกเป็นตัวประกัน คือบรรดาหญ้าแพรกทั้งหลาย ความสูญเสียเหล่านี้ไม่เพียงเป็นไปในแง่ของชีวิตหรือทรัพย์สิน  แต่ยังรวมถึงจิตใจที่บอบช้ำสุดคณา  แม้ตาเราจะเห็นร่องรอยความเสียหายจากอดีตที่เพิ่งผ่านพ้น แต่เท้าเราก็กำลังเดินอยู่ในปัจจุบันด้วย                เรื่องคนตาย ต้องว่ากันไปตามเนื้อผ้า ทีละส่วนๆ ค่อยๆ ทำความจริงให้ปรากฏออกมา เพราะมีเรื่องซ่อนเงื่อนจำนวนมาก

มีต่อ