เวลาที่ควรมีให้กับการอ่าน-เขียนบันทึกอย่างสม่ำเสมอ

ผมตั้งใจจะเขียนถึงหัวข้อนี้มานานแล้ว จนแล้วจนรอดยังไม่สำเร็จสักที จริงๆแล้วการเขียนบันทึกไม่ยาก แต่เวลาที่ควรจะต้องมีให้นี่ซิเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้โอกาสของบันทึกซึ่งหลายเรื่องน่าสนใจ และตั้งใจจะนำเสนอ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ก็จะเป็นนามธรรมเก็บในกระเป๋าต่อไป ด้วยเหตุนี้ทำให้ผมต้องมานั่งทบทวนบทบาทตัวเองใหม่ในเรื่องของเวลาสำหรับการอ่านและเขียนบันทึกที่ควรจะต้องจัดให้เป็นข้อหนึ่งของกิจวัตรประจำวันที่ต้องปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ

"รูปแบบการพัฒนา KM ของ สพท.พิษณุโลกเขต 1" เป็นหัวข้อที่ตั้งใจจะบอกกล่าวเล่าสิบกับเพื่อนพ้องน้องพี่ชาว KM  จริงๆแล้วการจัดการความรู้ หรือ Knowledge Management ครูบาอาจารย์ บุคลากรของสพท.พล.1 เริ่มรู้จักกับคำนี้มาว่าหนึ่งปีแล้ว เพราะเป็นเขตพื้นที่นำร่องในการนำ KM มาใช้ในการบริหารงาน ซึ่ง กพร.สพฐ.ได้คัดเลือกให้เป็น 1ใน 8 เขตพื้นที่นำร่อง และได้กำหนดให้ทุกเขตฯดำเนินการจัดทำในปีนี้ ในส่วนของ concept ของ Knowledge ที่จะนำมาถ่ายทอด แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันยังไม่เน้นว่าต้องเป็น TACIT จะเป็นอะไรก็ได้ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานสามารถส่งเผยแพร่ได้ กำหนดถังความรู้เป็น 6 ถังใหญ่ 8 ถังย่อย เผยแพร่ทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซอฟท์แวร์ในการสร้างเว็บไซท์ใช้ PHP-NUKE ฐานข้อมูล MYSQL การนำส่งยังมีข้อจำกัดหลายประการที่เป็นอุปสรรคโดยเฉพาะรูปแบบ การเผยแพร่ยังไม่สามารถส่งเผยแพร่โดยตรงได้ต้องมีการกลั่นกรองจากคณะกรรมการวิชาการก่อน ซึ่งต่างจาก KM ของ สคส.ที่สามารถส่งเผยแพร่อย่างอิสระได้ทันที

เมื่อ สพท.พล.1 ได้รับคัดเลือกจากโครงการวิจัยฯให้เป็นเขตพื้นที่เป้าหมายโดยใช้เครื่องมือเผยแพร่ทาง gotoknow.org และจากการที่ผมได้มีโอกาสเข้ารับการพัฒนาทางวิชาการเกี่ยวกับ KM เมื่อเดือน มิ.ย.ซึ่งจัดโดยโครงการฯทำให้มีความรู้ ความเข้าใจมากขึ้นในเรื่องของการนำกระบวนการ KM ใช้ในการบริหารจัดการในเขตพื้นที่ และสถานศึกษา เช่น การกำหนดหัวปลาใหญ่ หัวปลาเล็ก การสกัดขุมความคิด แก่นความคิด เป็นต้น หลังจากได้ศึกษาและใช้รูปแบบ KM ของ สคส.แล้ว ผมคิดว่าทั้งสองรูปแบบมีจุดเด่นของตัวเองที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการจัดการความรู้ให้เกิดประสิทธิภาพได้อย่างดี

KM ของ สพท.พล.1 รูปแบบของ กพร.
KM ของ สพท.พล.1 รูปแบบของ สคส.