.....7.45 ผมนั่งติดแง๊ก....อยู่ในแท็กซี่มิเตอร์สีชมพูคันงามอันมีสารถีค่อนข้างหนุ่มหนวดเคราขึ้นเป็นย่อมๆบนถนนทอดยาวที่ไหนสักแห่งในย่านเมืองกรุง พร้อมทอดถอนหายใจประหนึ่งชายชราหลังโก่งงอในร่างที่ไร้เรี่ยวแรง มองดูคนหนุ่มสาวเหยียบย่ำศีลธรรมอันดีงามด้วยสายตาที่พร่าเลือน....
.....จริงๆแล้วสภาพรถติดในเมืองกรุงแบบนี้เป็นสิ่งที่ผมไม่ค่อยได้พบเจอบ่อยครั้งนัก ด้วยผมมักนิยมชมชอบย่างเหยียบไปตามท้องทุ่ง ป่าเขาลำเนาไพร จิบชากาแฟ (จิบชาขม...ชมสาวสวย!) ทักทายสายลมแรก ณ ยอดเขา ประหนึ่งว่าความสุขทั้งมวลจะมีมาพร้อมกับสายลมแค่วูบเดียว อนึ่ง...เมื่อยามหยดน้ำค้างหยดน้อยหนึ่งนั้นกลิ้งกรอกไปมาหยอกล้อเล่นลมกับยอดหญ้าเสมือนคู่หนุ่มสาวกระซิบกระซาบปานจะแทรกร่างรวมเป็นร่างเดียวยามเมื่อต้องศรรักเจ้ากามเทพน้อยจอมซน..หากไม่กล่าวจนเกินงาม! ลมอ่อนๆพัดยอดหญ้าไหวๆหยดน้ำค้างระเหยสู่ท้องท้องฟ้าอันเวิ้งว้าง...รอเช้ามืดพรุ่งนี้หรอกจะหอบความชุ่มเย็นมาฝากเจ้ายอดหญ้าอีกคราหนึ่ง....
แดดเช้าร้อนแรง..น้ำค้างเหือดหาย...แต่ความหวังมิเคยลางเลือน....ท่านอาจจะคิดว่าผมพูดเกินจริง....(ท่านนั่นแหล่ะ...หุหุ) เอาอย่างนี้ ผมมีชาอู่หลง..มีแก้วว่างพร้อมเสริฟ..มีที่นั่งว่างพอ! ..อาจจะแข็งไปนิด..แต่มันสอนผมให้มีความอดทน แม้หลายครั้งผมนิยมชมชอบการจิบชาเพียงเดียวดาย..แต่เวลานี้...มาเถอะ! ผมชวน....หุหุ
ลมหายใจอันแผ่วเบาของโชว์เฟอร์ล่องลอยมา...ผมได้กลิ่นกระเทียมจางและเครื่องเทศบางอย่าง ผมไม่รู้หรอกเขากินอะไรมาเช้านี้....แต่ที่แน่!มันต้องมีส่วนผสมของกระเทียมเป็นแน่....
จากลมหายใจแผ่วเบา..กลายเป็นการเป่าปากไล่ลมยาวๆ..ผมกลั้นหายใจอึดอัดเพราะกลิ่นกระเทียมแก..ผมเข้าใจ..รถมันติดแกอึดอัด..ผมก็อึดอัด..แต่แกไม่มีสิทธิ์มาเป่ากระเทียมใส่หน้าผมแบบนี้..ให้ตายเถอะ..ผมเป็นผู้โดยสารนะ..
“ผมทนไม่ไหวแล้วโว้ย....”ผมตะโกนออกไปพร้อมจ้องหน้าถลึงตาใส่ขบกรามเป็นสันนูน
“ผมเป็นผู้โดยสารนะ...เหม็นนะโว้ย!” จ้องหน้าเขม็งประหนึ่งสิงโตเจ้าป่าหิวโซหมอบคลานจ้องมองตูดม้าลายสาวผู้ซะตาขาดก็มิปาน....เปล่าหรอกครับ ผมแค่คิด ก็พี่แกล่ำซะขนาดนั้น หนวดเครา หน้าตายังกะผู้ร้ายในหนังเมื่อสิบปีก่อน(ปัจจุบันผู้ร้ายหล่อ..) ถ้าผมยังกล้าพูดอย่างนั้น..พนันได้เลย..ผมไม่บ้าก็ปัญญาอ่อน...พรางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงฉันท์ญาติมิตร
“พี่ครับ..รถติดแบบนี้บ่อยเปล่าครับ” พร้อมแอบมองเจ้าของหนวดเครายุ่มหยิมนั่น!
“มันก็ทุกวันแหล่ะ..น้อง เวลานี้คนเค้ากำลังไปทำงานกัน ยกเว้นเสาร์อาทิตย์” ถ้อยคำราบเรียบบางเบาพร้อมกลิ่นกระเทียมจางๆเล็ดลอดออกมาจากไรฟันพี่แกที่คาบไม้จิ้มฟันอยู่ปะทะจมูกผมเต็มๆ โดยที่แกไม่แม้แต่จะหันมามองหน้าผม...มือขวาจับพวงมาลัย..มือซ้ายจับเกียร์..สายตาจับจ้องไปข้างหน้าเหมือนไม่อยากพลาดอะไรสักแมลงวันกระพือปีก...ผมสังเกตเห็นแกทำอย่างนี้มาตั้งแต่สิบนาทีที่แล้ว จากบัดนั้นถึงบัดนี้..รถก็ยังอยู่ที่เดิม! ..
ผมนั่งอึดอัดอยู่ข้างหน้า...ข้างๆกลิ่นกระเทียมโชยมาเป็นระยะนั่นแหล่ะ...บางที่ผมอยากให้แกได้ยิ้มบ้าง เพื่อบางทีโลกจะได้สดใสขึ้น อย่างน้อยก็ผมคนหนึ่งแหล่ะ...
“จะไปใหนล่ะ...” อุ้ย..แกพูดกับผมด้วย..แต่แววตาและท่าทางเหมือนเดิมโดนสาป..
“ผะผม..จะไปฟังบรรยายเกี่ยวกับการทำวิจัยที่ศูนย์คณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติน่ะครับ” ผมตอบด้วยเสียงอันสั่นเทา..กลัวแกบีบคอผม....แล้วแย่งตังค์เหรียญในกระเป๋ากางเกงไป..(ผู้บ่าวเหรียญบาทครับ)
“เรียนเหรอ..” ถ้อยคำอันทรงพลัง..สั้นๆกระชับ..แต่ได้ใจความ ..และสงสัยในสิ่งที่ผมเป็น..หรือว่าผมหน้าตาแก่..เกินที่จะยังเป็นนิสิตนักศึกษาอยู่...หุหุ (จะบ้าเหรอ..พึ่งสามสิบเอง..หุหุ)
“ครับ..เรียนด้วย..ทำงานด้วย..ครับ” นิ่ง...แกนิ่งครับเหมือนจะไม่เชื่อว่าผมยังเรียนอยู่..หรือคิดว่าหน้าตาอย่างผมไม่น่าจะรักการเรียนได้ขนาดนี้...เหมือนๆน่าจะถือมีดเก่าๆสักเล่ม..หาที่เหมาะๆแถวๆมุมตึกมืดสลัวที่ใหนสักแห่ง...แล้ว..ปล้น..ฉุด..แบบนั้นละมั้งที่แกคิด..(หรือผมคิดไปเอง..)
“ดี...มีโอกาสเรียน..เรียนไป..เรียนเผื่อคนที่ไม่มีโอกาสได้เรียนด้วย.....) แกพูดพร้อมแงะหน้าไปดูกระจกข้างๆพร้อมปล่อยรถไหลลื่นไปตามท้องถนน...ไฟเขียวแล้ว..ผมไม่พูดกลัวรบกวนสมาธิการขับรถของแก..ความเงียบปกคลุม..ทั่วทั้งรถ...เพียงลมหายใจกับกลิ่นกระเทียมเท่านั้นที่ยังไม่จางหาย..
เกือบหนึ่งชั่วโมง....ผมก้าวลงรถที่หน้าบันใดทางขึ้นรถไฟฟ้ามหานครแถวอนุสาวรีย์ชัยฯ พร้อมกลิ่นกระเทียมจางๆที่ติดผ้าผม...แต่เจ้าของกลิ่นเหรอ..โน่นไปโน่นแล้ว..ห้อตะบึง..ประหนึ่งว่าวติดลมบนยามเดือนสิบสองก็มิปาน...พร้อมคำบอกเล่าที่ฝากไว้ให้ผมว่า... “ใช้ลมหายใจ...ให้คุ้ม”
จริงแหละยิ่งอ่านยิ่ง.....
แวะมาขอบคุณที่ได้แสดงความเห็นให้ค่ะ
สำนวนการเขียนไม่ธรรมดาเลยนะคะ อ่านไปไม่อยากจะนึกภาพ กลัวกลิ่นตามมา
เขียนหนังสือเก่งนะค่ะ
อ่านแล้วเห็นภาพเชียว
แต่ก่อนเรียนที่ ม.รามฯ
กลับอยุธยาต้องมาขึ้นรถที่อนุสาวรีย์ฯทุกอาทิตย์
อ่านแล้วก็คิดถึงเหมือนกันนะ ไม่ได้เข้าไป กทม.มา 3-4 ปีแล้ว
ไม่รู้ไปอีกที่จะ งง. ไหม..
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมนะค่ะ
“ครับ..เรียนด้วย..ทำงานด้วย..ครับ” นิ่ง...แกนิ่งครับเหมือนจะไม่เชื่อว่าผมยังเรียนอยู่..หรือคิดว่าหน้าตาอย่างผมไม่น่าจะรักการเรียนได้ขนาดนี้...เหมือนๆน่าจะถือมีดเก่าๆสักเล่ม..หาที่เหมาะๆแถวๆมุมตึกมืดสลัวที่ใหนสักแห่ง...แล้ว..ปล้น..ฉุด..แบบนั้นละมั้งที่แกคิด..(หรือผมคิดไปเอง..)
เอ้ หน้าตายังไง ถึงจะได้เรียนค่ะ อ๋อ รู้แล้ว หน้าตาต้องพอประมาณคนมีเงินค่ะ มีเงินหรือไม่ก็ต้องมีสวนเองค่ะ จะได้เอาเงินไปซื้อเรียน(ทุเรียน) หรือไม่ก็ปลูกไว้กินเองเลย ล้อเล่นน่ะค่ะ พอดีแม่ชอบแกล้งกอแบบนี้ แม่บอกว่า แม่ปลูกเรียนไว้สามต้น คือลูกทั้งสามคน เพราะแม่ส่งให้เรียนแล้ว ต่อไปแม่ก็จะเก็บผลจากลูก ผลแห่งความดีที่ลูกได้ทำ เย้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
น่าอิจฉา !! หนุ่มโสดจริง ๆ..จะจำไว้เลย แท็กซี่สีชมพู..ขอบคุณที่แวะไปทักทายครับ...
สวัสดีค่ะคุณเส้าหลง สนุกมากเลยค่ะกับเรื่องสั้นเรื่องนี้มันสะท้อนให้เห็นถึงชีวิตที่กำลังดำเนินอยู่บนท้องถนนที่มีมุมชีวิต ของหลากหลายชีวิตที่แตกต่างกันไป กลิ่นลมหายใจกลิ่นกระเทียม เป็นอีกแง่มุมหนึ่งของคนที่ที่อาจจะไม่มีเวลาแม้แต่ดูแลตัวเอง เพราะทุกลมหายใจนั้นอยู่บนท้องถนน และพบได้มากทีเดียว ดิฉันเองก็เคยประสบเหตุการณ์คล้ายๆกันแบบนี้
ครั้งตอนเด็กๆ ในขณะนั้นบนรถเมล์ที่แออัดในช่วงเวลาสายๆ ฉันนั่งข้างๆคุณแม่และคุณพ่อที่นั่งห่างไปอีกประมาณ3 คนบนที่นั่งเบาะยาวด้านหลังสุด ขณะนั้นก็มีชายคนหนึ่งก้าวขึ้นรถมาด้วยลักษณะเหงื่อโทรมกายและมีอาการเหนื่อยล้าในชุดเสื้อกล้ามกางเกงขาสั้น ดูจากอาการดิฉันเดาในใจว่า เขาต้องมาจากรับจ้างทำงานในช่วงเช้ามืดวันนั้นแน่และนี่ก็คงจะเดินทางกลับที่พัก แต่สิ่งที่ฉันได้รับกับการมาเยื่อนของชายผู้นี้ก็คือ 'กลิ่นตัวอันแรงกล้า' ที่สุดจะทานทนได้ ฉันหันไปบอกแม่ว่าฉันมีอาการจะอาเจียน แม่บอกให้ทนหน่อยจะถึงที่ลงแล้ว นั่งได้สักระยะหนึ่งก็ถึงที่ลง....ฉันไม่รู้ว่าลงที่ไหนแต่ที่สังเกตได้คือ บริเวณนั้นมีต้นมะขามเรียงรายเป็นทิวแถว แค่นั้นแหละฉันก็วิ่งตื๋อตรงไปยังกอต้นมะขามต้นหนึ่ง และก็ปลดปล่อยทุกอย่างออกจากท้องสู่ปากแล้วพุ่งออกหมด อาการหน้ามืดเดินจนเซ แม่ต้องพยุงเดินต่อไปที่ไหนก็ไม่รู้ได้ .......นี่คือความทรงจำที่ฉันยังคงจำเหตุการณ์นั้นได้ไม่เคยลืม และมีความรู้สึกว่ากลิ่นยังติดปลายจมูกอยู่เสมอเมื่อคิดถึงเรื่องนี้........THE END
ป.ล. บริเวณทีมีต้นมะขามเรียงรายตรงนั้นก็คือสนามหลวงนั่นเอง
อ่านจบแล้ว..กลิ่นกระเทียมลอยมาเตะจมูกเลย
ในรถคงอึดอัดแย่...แค่นึก..น้องอดทนเป็นเลิศนะ..เยี่ยมๆๆๆ
กลิ่นกระเทียมกับในที่แคบเป็นอันตรายต่อจมูกเป็นอย่างยิ่ง
แต่ถ้าอยู่ในที่โล่ง...ค่อยยังชั่ว
เอ....เวลาเราเอามาเจียวแล้วทำไมมันห๊อม...หอม
กระเทียมมีประโยชน์ แต่ต้องเลือกเวลารับประทานให้ดี ไม่งั้นคงนั่งใกล้ ๆอึดอัดแย่
แวะมาเยี่ยม ว่ากลิ่นกระเทียมหายไปหรือยัง...
แต่ว่าไปแล้วกระเที่ยมมีประโยชน?มากเชียวนะคะ
แต่ต้องเลือกเวลาและสถานที่หน่ย ฮ่าๆๆๆๆ
หนุ่ม@-@..เส้าหลง..@-@ สบายดีมั้ย...
สวัสดีค่ะน้องเส้าหลง
อ่านไปนึกภาพไปด้วย
เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้
อาชีพให้บริการอาจจะต้องมีการเทรนก่อนออกทำงานบ้างนะ
ขอบคุณที่ไปเยี่ยม
สวัสดีค่ะ
สำนวนสุดยอด....อ่านไปก็หัวเราะไป ทั้งที่เล่าแบบเครียด ๆ แท้ ๆ 5555555.....
เคยนั่งรถตู้อยู่พักหนึ่ง วันไหนเจอคุณคนนี้ วันนั้นเวลาที่ต้องใช้ในรถตู้ เป็นเวลาที่ทรมานมาก เพราะคุณแกคงทานกระเทียมเป็นอาหารเช้าทุกวัน...
บ่น ๆ ให้เพื่อน ๆที่ทำงานฟัง เขาบอกว่า ให้กินกระเทียมสดตอนเช้าบ้าง คราวนี้เราจะไม่ได้กลิ่น เพราะเราชินกับกลิ่นที่อยู่กับตัวเอง...
(^___^)
สวัสดีค่ะ
ตามกลิ่นกระเทียมมาค่ะ
กระเทียม เจียวด้วยน้ำมันมะกอก รักษาคุณค่าทางอาหารได้เหมือนทานกระเทียมสดนะคะ อิอิ
บ้านนี้เค้า Hot จิง ๆ เลย เนาะ
โฮ้ !! สุดยอด นิยาย เรื่องสั้น
น่าจะไปเขียนหนังสือเนอะ
ถ้อยคำ สำนวน สุดยอด
รุ่งเเน่ ๆ มีเงินค่าเทอมเรียนคราวนี้ละหว่า
สวัสดีค่ะ
ขอบคุณที่เข้าไปทักทายค่ะ