ลืมตนลืมตาย

                                                (ภาพจาก Internet)

      เมื่อพูดถึงความตาย หลายคนรู้สึกกลัว ไม่อยากพูดถึง ไม่อยากฟัง ไม่อยากตาย ชีวิตนี้มีอะไรมากมายที่ยังเป็นห่วงทั้งดูแลพ่อแม่แก่เฒ่า ต้องดูแลลูกที่ยังเล็ก ๆ หรือกำลังเรียนยังไม่มีการมีงานทำ ถ้าขาดเราไปแล้วจะเป็นอย่างไร  งานก็กำลังก้าวหน้า อยากจะขอผัดผ่อนไปก่อนจะได้มั้ย ถ้าสิ้นภาระเหล่านี้แล้วถึงจะตายตาหลับ ดูคล้ายกับว่าเราสามารถต่อรองกับความตายได้กระนั้น

      พุทธศาสนาจึงสอนเราให้มีสติ ให้หมั่นนึกถึงความตาย เพื่อให้เราไม่ประมาทในชีวิต พรุ่งนี้ถ้าเราไม่ตื่นแล้วจะเป็นอย่างไร เพราะพระยามัจจุราชมาเอาชีวิตเราไปได้ทุกเมื่อ บางคนก็มาอย่างกะทันหันแบบไม่ได้ตั้งตัว ไม่มีโอกาสบอกกล่าวครอบครัวคนที่ตนเองรัก แต่ส่วนใหญ่ท่านพระยามัจจุราช ก็มีความกรุณาส่งสารมาเตือนก่อนล่วงหน้า เพื่อให้เรา ๆ ท่าน ๆ ได้เตรียมตัวกันไว้  ในทุกวันนี้เราได้รับข่าวสารต่าง ๆ มากมายหลายทาง จะมีใครกี่คนที่รู้ว่าท่านมัจจุราชเองก็ส่งข่าวสารมาให้เราเหมือนกัน หลายคนว่าพูดเป็นเล่นไป แต่ถ้าเราลองคิดให้ดี  มีหลายอย่างที่เปลี่ยนแปลงไปในตัวเรา จากสมัยเมื่อตอนเป็นหนุ่มสาวเรามีเรี่ยวแรงมากมาย ทำอะไรก็ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ตอนนี้เมื่อเวลาเปลี่ยนไป เรี่ยวแรงเริ่มลดน้อยลง จากสายตาที่มองอะไรชัดเจนก็เริ่มฝ้าฟาง จากผมที่ดำก็เริ่มหงอกขาว จากผิวหนังเต่งตึงก็เริ่มเหี่ยวย่น แต่หลายคนก็ยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม ผิวหนังเหนี่ยวก็ไปดึงให้ตึง ผมขาวก็ย้อมให้ดำ เพื่อคงความเป็นหนุ่มสาวให้นานที่สุด ลืมสารที่มัจจุราชส่งมาเตือน 

      จริง ๆ แล้วชีวิตของคนเราไม่ถึงร้อยปี คนไทยผู้ชายอายุขัยเฉลี่ย 66 ปี ผู้หญิง 75 ปี  ถือว่าเราเดินทางมาใกล้ความตายทีละน้อย ๆ ดังแสงเทียนของชีวิตที่ค่อยหรี่ลงทีละน้อย สารจากมัจจุราชจึงช่วยเตือนให้เรารีบทำความดีกันบ้าง เมื่อถึงเวลาจะได้ไม่นึกเสียดายเวลาที่ผ่านมา หลายคนไม่ค่อยดูแลพ่อแม่  ไม่ค่อยใส่ใจคนที่บ้าน ไม่สนใจเพื่อนที่ร่วมงาน ใช้ชีวิตอย่างประมาทมัวเมา  บ้างก็ติฉิน นินทา อิจฉา ริษยา กันไปวัน ๆ ปล่อยเวลาให้ผ่านล่วงเลยไปเรื่อย ๆ วันนี้ในเมื่อเรามีโอกาสมีลมหายใจ อย่ามัวแต่คิดถึงแต่เรื่องงานอย่างเดียว มองกลับไปหาคนที่เรารักบ้าง ทำอะไรเพื่อคนที่รักเราบ้าง เมื่อถึงเวลาที่ต้องเดินทางไปกับมัจจุราชแล้ว จะได้ไม่คิดเสียใจและเสียดายที่ไม่ได้ทำความดี .............