กราบสวัสดีค่ะครู
เมื่อวานนี้ ๙ มิถุนายน ๒๕๕๓ เป็นวันที่มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย จริง ๆ แล้วช่วงนี้มีอะไรเกิดขึ้นมากมาย แต่หนูยักบกพร่องในการเล่าเรื่องอยู่ (ผิดศีลข้อ ๔) ทำได้เพียงรับรู้แล้วจะค่อย ๆ พยายามปรับปรุงแก้ไข กิจวัตรก็ยังดำเนินไป ในตอนเช้าหลังขับรถออกมาจากวัด หนูเลี้ยวรถเข้าปั้มน้ำมันเพื่อจะเติมน้ำมัน ภาพที่กระทบตา ทำให้เกิดความรู้สึกวูบขนลุก เป็นการกระทบเพียงแว๊บเดียวแล้วหนูต้องหันกลับมาดูใจตนเอง
ผู้หญิงเปลือยผมยาวยุ่งเหยิง เดินตาลอยไร้สติ ขณะที่ผู้คนรายล้อมเธอ บางคนก็หัวเราะ บางคนก็หวาดกลัว บางคนก็โทรศัพท์แล้วก็มองไปที่เธอ ขณะที่หนูจอดรถเติมน้ำมัน หญิงคนนั้นก็ไม่ได้หยุดเดิน มองผ่านกระจกหลังเธอก็ยังเดินอยู่ แล้วไม่นานก็มีรถกู้ภัยขับรถเข้ามาประชิดตัวเธอ ยื่นเสื้อผ้าให้ เธอก็เพียงรับมาพาดแขนแล้วก็เดินริมถนนไป
รู้สึกสลดสังเวช ปนหวาดกลัว สำนึกว่าหากตนเองเป็นผู้ไร้สติ ก็ไม่ต่างจากเธอเลย ตอนแรกกะว่าจะนำข้าวกล่องกับอาหารที่เตรียมไปทานตอนเที่ยงมอบให้เธอ แต่ใจหนูก็ไม่กล้าพอ เพราะหนูกลัว ไม่ใช่กลัวเธอ แต่เป็นความกลัวในใจของตน ยิ่งคิดนานเธอยิ่งเดินห่างออกไป ห่างออกไป นึกขึ้นกับตนเองว่า “ขอบพระคุณเธอที่ช่วยเข้ามาเตือนสติ”
การที่ไม่เป็นอีกคนหนึ่งที่ร่วมทำร้ายเธอด้วยการนำกิเลสในใจไปตีค่า มองเธอเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่เกิดมาตามวิถีของตนเอง การที่มีโอกาสได้มาเวียนบรรจบกันในครั้งนี้ เหมือนเป็นสัญญาณสอนการมีสติ เป็นสัญญาณเตือนว่า
“ถ้ามีเพียงร่างกาย แต่ไร้ซึ่งสติ ก็ไม่ต่างจากเธอผู้นี้เลย”
เมื่อถึงที่ทำงาน ช่วงนี้วิเคราะห์ยา Phenytoin injection ทำไปด้วยเรียนรู้ไปด้วย ระหว่างเตรียมสารมาตรฐาน ผู้อำนวยการเรียกพบผู้ที่จะขอกู้และผู้ค้ำประกันทั้งหมดเข้ามารับทราบข้อตกลง ใจหนูสบายกับการทำงานเพราะยอมรับกับตนเองว่า
“การทำงานด้วยความไม่ขุ่นมัว เป็นการเจริญสติที่เมตตาตนเอง”
หลังจากคุยกันเสร็จ นำเอกสารไปส่ง แล้วค่อยกลับมาทำต่อ ทำเรื่อย ๆ ได้รับคำแนะนำและช่วยเหลือจากพี่อ้อ เมื่อพร้อมกลับมาดูเครื่ง HPLC มีโปรแกรมหลายอย่างที่ ยังมีข้อสงสัย มีพี่ ๆมาช่วยกันตอบข้อสงสัย ช่วยให้การทำงานต่อเนื่องได้ดีขึ้น เมื่อลองฉีดสารมาตรฐานผลออกมาถือว่าดี พอคำนวณปริมาณตัวทำละลายและตัวอย่างทำให้รู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องเร่ง เพราะอาจจะเบียดเบียนตนเองมากเกินไป ค่อยเริ่มทีเดียวพรุ่งนี้ตอนเช้า
หากเป็นเมื่อก่อน คงจะลุยเลย แต่ตอนนี้ ทำงานด้วย สติ ด้วยปัญญา แม้จะไม่เร็วปรูดปราด แต่ก็เป็นการทำงาน ด้วยการภาวนา เสร็จเท่าที่เสร็จ ทุกอย่าง ไม่เบียดเบียนตน ไม่เบียดเบียนผู้อื่นค่ะครู การทำงานด้วยใจที่ไม่ขุ่นมัวไม่ว่าระหว่างทางจะมีอะไรมาแทรก ก็จะพร้อมสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่เคร่งเครียด แต่ก็ไม่ได้หย่อนกับตนเองจนเกินไป ทำงานแล้วดูใจตนเอง ไม่ส่งเสริมกิเลสใคร แล้วหมั่นชำระใจตนเองด้วยลมหายใจแห่งการภาวนา
กลับมาบ้าน มีพี่วิไลกลับมาด้วย ท่านจะย้ายไปเป็นอาจารย์ที่นครพนม ในวันที่ ๒๑ การปฏิสัมพันธ์กับท่านเป็นการเกื้อหนุนกันและกัน การจากกันไม่ได้รู้สึกอาลัย และไม่ได้รู้สึกว่าจากไปไหน เป็นเพียงการไปทำหน้าที่ของแต่ละคนเท่านั้นค่ะครู
มาถึงบ้านหนูนั่งค้นข้อมูลเกี่ยวกับรถใช้ NGV ยอมรับกับตนเองว่า “อยากได้” เพราะขับรถกลับบ้านรอบหนึ่งคือ ๑๐๐๐ บาทกับการจ่ายค่าน้ำมัน ไม่ถึงกับกังวล แต่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่คิดอยู่ ใจยังชอบรถกะบะ ไม่ค่อยถนัดกับรถเก๋งนัก แต่ก็ดู ๆไว้ จึงลงตัวที่ไม่กี่รุ่น แต่ก็ได้แต่ดูเท่านั้นค่ะ
ขึ้นไปสวดมนต์ภาวนา การได้ก้มลงกราบพระพุทธรูปที่มีพระพักต์ยิ้มอยู่เสมอ ทำให้ใจรู้สึกแช่มชื่น นั่งสมาธิภาวนาต่อแล้วก็ลงมาข้างล่าง ใจดิ้นรนต่อสู้ กับการไม่อยากเขียนจดหมาย จนบอกมันว่า
“แกอยากจะเกเร นักใช่ไหม ได้งั้นฉันจะคอยดู”
ปล่อยมันดิ้นรนอยู่ภายในแต่การเขียนจดหมายไม่ได้เกิดขึ้น เข้านอนไปประมาณสามทุ่มครึ่งค่ะครู แล้วมันก็ตื่นขึ้นมาเองตอนตีสาม ถามตนเอง
“เกเรแล้วเป็นไง มันเข้าใจอะไรไหม มีแต่ไหลลงต่ำ”
ลุกขึ้นยืนบนเตียงตั่งแล้วค่อย ๆ ก้าวเท้าลงในความมืด ความารู้สึกที่ประจักษ์แก่ใจคือ
“ถึงเวลาแล้ว จงทำ”
ล้างหน้าล้างตา ขึ้นไปสวดมนต์นั่งภาวนา เห็นใจที่ยังวิ่งวน ได้ชัดเจน ไม่ได้ห้ามปรามค่ะครู เพียงสวดมนต์แล้วก็ดูใจ ดูความคิดที่ปรากฏ นั่งภาวนากับลมหายใจ แล้วก็ลงมาเขียนบันทึกเช้านี้ค่ะครู