การมีศาสนาเป็นที่พึ่งทางใจนั้นอาจทำให้คนเราพบทางสว่างในการดำเนินชีวิต

ในชีวิตของคนเราที่ต้องเจอกับเรื่องราวต่าง ๆ ท่ามกลางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอนั้น  ทำให้อารมณ์เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุการณ์เฉพาะหน้าได้ตลอดเวลา...เมื่อวานเข้ามาทำงานใน ม. ทักษิณถิ่นสงขลาตามปกติมีหน้าที่สอนหนังสือ  ช่วงนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงตารางการเรียนการสอนอยู่  สาขาที่สอนเน้นทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ 

 ให้สังเกตว่า...วิชาทางด้านศาสนาเริ่มมีนิสิตสนใจมาลงทะเบียนเรียนเยอะขึ้นจากเดิมที่ตั้งเป้าจำนวนผู้เรียนไว้ประมาณ 60 คน ณ วันนี้ต้องขยายเพิ่มรับจำนวนผู้จะเข้าลงทะเบียนเรียนเป็นจำนวน 120 คนแล้ว 

ศาสนาในประเทศไทยมีคนสนใจจริงหรือ...เรียนแล้วได้อะไรบ้าง...เข้าใจศาสนาของตนจริงหรือไม่...หรือว่าเรียนเพื่อเอาคะแนนแค่นั้น...ยากในเหตุผลที่จะรู้ได้...

แต่อย่างน้อยวิชาการที่คนเริ่มหันหลังจนหลงลืมไปว่าตนเองยังมีสิ่งดีอันเป็นภูมิปัญญาตะวันออกที่ล้ำเลอคุณค่าไปสนใจสิ่งอื่น ๆ มีสาระบ้างไร้สาระบ้างเหมือนไฟไหม้ฟางแล้วจางหายไป...กลับยังมีคนสนใจเหลียวมามองอยู่บ้างก็ยังดี...

ด้วยเมืองไทยเป็นเมืองศาสนาหลายศาสนาหลายวัฒนธรรมผสมผสานกันอยู่เป็นวัฒนธรรมไทย  คนส่วนใหญ่ยังนับถือพระพุทธศาสนาแต่จะเข้าใจพระพุทธศาสนาหรือไม่หรือเพียงเข้าใจผ่าน ๆ แค่นั้น...

ความลึกซึ้งในรสแห่งพุทธธรรมไม่มีเอาเลย...จะเป็นเช่นมดแดงเฝ้ามะม่วงสุกหรือ...ไก่ได้พลอย...ลิงได้เพชรเม็ดโต...ก็ยากจะคาดเดาได้...

คนมีศีลธรรมในศาสนาที่ยูมิสัมผัสได้คือความเย็นความสบายกายสบายใจ ไม่ตกลงไปในไฟนรกที่เผาไหม้ทั้งกายและจิตใจให้จมอยู่ในกองทุกข์...

การมีศาสนาเป็นที่พึ่งทางใจนั้นอาจทำให้คนเราพบทางสว่างในการดำเนินชีวิตมีจิตใจที่โปร่งเบาสบาย ๆ แก้ไขปัญหายากให้กลายเป็นปัญหาง่ายจางหายไปจากวิถีชีวิตได้ในที่สุด