สวัสดีครับชาว Blog
วันนี้ผมได้รับเกียรติจากคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้มาร่วมเสวนา เรื่อง "ถอดรหัสการบริหารคนต่าง Generation" ร่วมกับ อ.ศิริลักษณ์ เมฆสังข์ โดยมีคุณเบญจพร บุญตานนท์ เป็นผู้ดำเนินรายการ
เรื่อง "ถอดรหัสการบริหารคนต่าง Generation" ในมุมมองของผมมีดังต่อไปนี้ครับ
ถอดรหัสการบริหารคนต่าง GENERATION
โดย..ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
7 มิถุนายน 2553
- ขอขอบคุณทางธรรมศาสตร์ที่กรุณาเชิญผมมาพูด กลับมารับใช้มหาวิทยาลัยเดิมของผม ถือว่าเป็นการตอบแทนองค์กรที่สร้างผม
- เมื่อผมอายุ 33 ปี จบ Ph.D ใหม่ ๆ ผมก็ได้รับโอกาสที่ดี และท้าทายจากธรรมศาสตร์ให้ผมเป็นประธานจัดตั้งสถาบันทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งปัจจุบันก็ได้เป็นสถาบันที่ยั่งยืนของธรรมศาสตร์ แต่ที่น่าสนใจ คือ บุคคลที่ช่วยหรือทำงานร่วมกับผมในสมัยนั้นก็เป็นกลุ่มที่อายุมากกว่าผมเกือบ 20 ปี อย่างท่านศาสตราจารย์นิคม จันทรวิฑูรย์ ไม่มีท่านก็ไม่สำเร็จ
- หรือหากไม่มีคุณพ่อผม “นายสุนทร หงส์ลดารมภ์” หรือหากไม่มี ศ.สัญญา ธรรมศักดิ์ กับ ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ จีระ ก็คงไม่มีโอกาสได้ทำงานที่พอจะมีประโยชน์ต่อสังคม
- หากจะพูดถึงเรื่องคนใน Generation ต่าง ๆ แบบไทย ๆ
ก็น่าจะประกอบด้วย 4 กลุ่ม คือ
- Builders
- Baby Boomers
- Generation X
- Generation Y
- กลุ่มแรก ที่เราเรียกว่า “Builders” ก็คือคนที่มีอายุประมาณ 70-90+
- ผมมีโอกาสได้ทำงานร่วมกับหลายคน
แต่ปัจจุบันบางท่านก็เสียชีวิตไปแล้ว เหลือรุ่น 70 กว่า อย่าง 3
ท่านที่เรารู้จักดี และเป็น Mentor ให้ผม ก็มี
- ดร.อำนวย วีรวรรณ
- คุณอานันท์ ปันยารชุน
- พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ
- ศ.นพ.เกษม วัฒนชัย
- ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล
- กลุ่มที่ 2 เรียกว่า “Baby Boomers” คือ เกิดหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็คือ รุ่นผม ซึ่งอายุประมาณ 50 – 65 คนกลุ่มนี้ขยัน ทำงานหนัก มุ่งมั่นกับความสำเร็จ จงรักภักดี
Baby Boomers เกิดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นยุคที่พ่อแม่ของเราต้องเจ็บปวดมาจากสงคราม คนในวัยนี้จึงเป็นคนที่อยากทำงาน และอยากจะแสดงให้เห็นว่าใน Peace Time ก็อยากจะทำงานให้ประสบความสำเร็จ
- กลุ่มที่ 3 เรียกว่า “Generation X” ซึ่งผมคิดว่าภาพยังไม่ชัดนัก เพราะก้ำกึ่งระหว่าง Baby Boomers กับ Generation Y
- ส่วนกลุ่มสุดท้าย เรียกว่า “Generation Y” อายุประมาณ 16 – 30 ผมคิดว่าเป็นกลุ่มที่น่าสนใจมากที่สุด
- การพูดเรื่องการถอดรหัสหรืการบริหารคน ผมเสนอวิธีการมองแค่ 4 วิธี
วิธีแรก – ความจงรักภักดี (Loyalty) กับ ผลงาน(Performance)
คนรุ่นใหม่จะขาดความจงรักภักดี ขาดความรักองค์กร คิดถึงตัวเองเป็นหลัก หน้าที่ของผู้นำหรือ HR ก็คือ จะลดความไม่จงรักภักดีลง แต่ยังรักษาความเป็นเลิศไว้
วิธีที่ 2 เรียกว่าเป็นวิธีบริหาร (Diversity) ให้เกิด ความเป็นเลิศให้ได้
ความหลากหลายทางด้านอายุไม่ใช่อุปสรรค แต่เป็นพลัง Synergy ซึ่งจะต้องสร้างให้เกิดพลัง ตัวอย่างที่ดี คือ Obama เขาเชิญ Jue Bider และ Hilary มาทำงาน อายุมากกว่าเกือบ 20 ปี แต่อภิสิทธิ์มีแต่ปณิธานกับ Wall Paper
วิธีที่ 3 ทฤษฎีสร้างทุนมนุษย์ของผม
จะเห็นว่า โดยเฉพาะ 3 Gen จะมีศักยภาพของทุนมนุษย์ไม่เท่ากัน ก็มี 2 อย่าง คือ เสริม Gen ที่ขาดเข้ามา หรือฝึกให้ Gen เหล่านั้นมีทุน (K) เพิ่มขึ้น
8 K’s : ทฤษฎีทุน 8 ประเภทพื้นฐานของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
Human Capital ทุนมนุษย์
Intellectual Capital ทุนทางปัญญา
Ethical Capital ทุนทางจริยธรรม
Happiness Capital ทุนแห่งความสุข
Social Capital ทุนทางสังคม
Sustainability Capital ทุนแห่งความยั่งยืน
Digital Capital ทุนทาง IT
Talented Capital ทุนทางความรู้ ทักษะและทัศนคติ
5 K’s (ใหม่) : ทฤษฎีทุนใหม่ 5 ประการ
เพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในยุคโลกาภิวัตน์
Creativity Capital ทุนแห่งการสร้างสรรค์
Knowledge Capital ทุนทางความรู้
Innovation Capital ทุนทางนวัตกรรม
Emotional Capital ทุนทางอารมณ์
Cultural Capital ทุนทางวัฒนธรรม
วิธีที่ 4 จาก Research ของ APM น่าสนใจ อยู่ที่ http://www.apm.co.th/index1.php
สรุปก็คือ เรื่อง HR เช่น ทุนมนุษย์ก็ยุ่งยาก ทำสำเร็จได้ยาก ยังมีเรื่อง Gen เข้ามาทำให้
- ผู้นำ
- Smart HR
- นักวิชาการอย่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- Non-HR
- สื่อ
ได้เห็นและเข้าใจ แต่อย่ามองว่าเป็นปัญหา (Problems) ควรมองเป็นโอกาส (Opportunity) ซึ่งจะต้อง
- ปรับตัวเอง
- ปรับองค์กร
- การปรับหลักสูตรการเรียนการสอน การหาความรู้จากการวิจัยของไทย ๆ ก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อไป
ภาพบรรยาย









ขอบพระคุณมากค่ะ ได้ความรู้ที่เป็นประโยชน์ในการทำงาน
หนูเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ที่คณะเศรษฐศาสตร์ มธ. ค่ะ
เรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ และสมาชิกทุกท่านค่ะ
ดิฉัน นางอารีรัตน์ ภูธรรมะ นักศึกษาปริญญาเอก สาขาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ดิฉันได้ติดตามท่านอาจารย์ไปฟัง การเสวนา “ถอดรหัสการบริหารคนต่าง Gen” และ การนำเสนอผลงานทางวิชาการของนักศึกษา เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2553 ณ โรงแรมวินเซอร์ สวีทส์ กรุงเทพมหานคร จัดโดย หลักสูตรพัฒนาแรงงานและสวัสดิการมหาบัณฑิต คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันนี้ท่านอาจารย์ร่วมเสวนากับ อ.ศิริลักษณ์ เมฆสังข์ โดยมีคุณเบญจพร บุญตานนท์ เป็นผู้ดำเนินรายการ ซึ่งผู้เข้าฟังการบรรยายในครั้งนี้ เป็นนักศึกษาและบุคคลภายนอกที่มาจากหลากหลายหน่วยงาน จากการบรรยายของท่านอาจารย์และจากการแสดงความคิดเห็นของผู้เข้าฟังบรรยาย ทำให้ได้แง่คิดและมุมมองเกี่ยวกับคนโดยเฉพาะเรื่อง
ประการแรก คุณลักษณะของคน เช่น พฤติกรรม ความรู้ ความสามารถ ทัศนคติ ที่แต่ละคนมีลักษณะแตกต่างกัน พันธุกรรมที่ถูกถ่ายทอดจากพ่อแม่ มีบางส่วนที่ทำให้คนแตกต่างกัน ท่านอาจารย์บอกว่า ประมาณ 20-30 เปอร์เซนต์ นอกนั้นเกิดจากสภาพสิ่งแวดล้อมที่แต่ละคนต้องพบต้องเจอ ต้องสัมผัส ซึ่งดิฉันเห็นด้วยกับท่านอาจารย์ เพราะเป็นเรื่องจริง ดังจะเห็นได้จาก คำสุภาษิต ที่บอกไว้ว่า “คบคนพาล พาลไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล” สุภาษิตนี้ยังใช้ได้ดี และเหมาะกับคนรุ่นใหม่ กลุ่ม Generation Y ซึ่งมีอายุประมาณ 16-30 ปี และกลุ่มที่จะก้าวขึ้นแทนที่ ถ้ากลุ่มคนเหล่านี้มีสิ่งแวดล้อมหรือเลือกสิ่งแวดล้อมที่ดี กลุ่มคนเหล่านี้ก็น่าจะเป็นกลุ่มคนดี มีความรู้ความสามารถ ไม่เป็นปัญหาต่อสังคม เช่น ถ้าเรา มีเพื่อนที่มีอุปนิสัยดี กิริยามารยาท เหมาะสม ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ใฝ่ศึกษาหาความรู้ เราก็จะซึมซับสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไปด้วย นานวันก็จะกลายเป็นนิสัยปกติของเรา แต่ถ้าเราคบคน หรืออยู่ในสังคม ของคนที่มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น พูดจาไม่ไพเราะ ชอบเสพของต้องห้าม เช่น บุหรี่ ยาเสพติด ชอบเที่ยว ชอบขับรถซิ่ง ลักขโมย เล่นการพนัน ถึงแม้เราอาจจะไม่เคยทำสิ่งเหล่านี้มาก่อน แต่เมื่อเราต้องอยู่หรือเลือกที่จะเข้าไปอยู่ในสังคมของคนเหล่านี้ เราก็จะเกิดพฤติกรรมอยากลอง หรือถูกบังคับให้ทำ เพื่อให้เกิดการยอมรับให้อยู่ในสังคมนั้น จนกระทั่งเกิดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมดังกล่าว
พฤติกรรมเหล่านี้กลายเป็นปัญหาของสังคมไทย เพราะมันถูกแพร่กระจายออกไปมากขึ้นๆ เช่น พฤติกรรมก้าวร้าวหรือการแสดงออกที่ไม่เหมาะสมมีมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเยาวชนปัจจุบันให้ความสำคัญกับเพื่อนและการใช้ Internet มากกว่า การปรึกษาพ่อแม่ ผู้ใหญ่ หลายครั้งที่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพที่แฝงตัวมากับสื่อ Internet เกิดความรุนแรงจากการเล่นเกมออนไลน์
ปัญหาสังคมดังกล่าว เป็นปัญหาเร่งด่วน ที่ต้องอาศัย ครอบครัว ผู้ที่เกี่ยวข้อง ช่วยหาหนทางป้องกัน ดีกว่าจะมาแก้ไขเมื่อเกิดปัญหาขึ้นแล้ว
สิ่งที่ต้องป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาที่สำคัญในขณะนี้คือ การควบคุมการใช้ หรือเผยแพร่สื่อทาง Internet ที่ไม่เหมาะสม ทุกสถาบันจะต้องช่วยกันส่งเสริมให้คนมีคุณธรรม จริยธรรม และศีลธรรม ให้มากขึ้น เช่น สถาบันครอบครัว โรงเรียน ที่ทำงาน ต้องช่วยกันสร้างเยาวชน เพื่อให้เยาวชนเหล่านี้ เป็นคนที่มีคุณธรรม จริยธรรมและศีลธรรม เพื่อให้เขาเป็นกลุ่ม Generation Y ที่ดีและเป็นกลุ่มคนที่สร้างคนและสร้างสังคมไทยให้สวยงามต่อไป
ประการที่สอง การทำงานร่วมกันของคนต่าง Generation คนเราทุกคนมีที่มาต่างกัน มีประสบการณ์ต่างกัน แม้แต่คนที่เกิดมาจากครอบครัวเดียวกัน ก็ยังมีอุปนิสัย ที่แตกต่างกัน แต่เมื่อคนเหล่านี้ต้องมาทำงานร่วมกัน ทำอย่างไรจึงจะทำให้ทำงานร่วมกันแล้วนำไปสู่เป้าหมายที่องค์กรตั้งไว้
หลักของพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่สอนให้ “รู้ - รัก - สามัคคี” ที่ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ได้น้อมนำมาใช้ในการสอนและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และดิฉันขออนุญาต นำมาเป็นแนวทาง ในการทำงานและการทำงานร่วมกันของคนต่าง Generation เพราะเป็นความจริง ถ้าเรา รู้ คือ จะทำอะไรต้องไปศึกษาให้รู้จริง รัก คือ จะทำอะไรต้องสร้างฉันทะกับสิ่งนั้นๆ และ สามัคคี คือ ทำอะไรก็ให้ทำเป็นทีม ร่วมมือร่วมใจกันทำให้มีประสิทธิภาพ
ในการทำกิจกรรมใดๆ ก็ตามถ้าเรารู้ในสิ่งที่ต้องทำอย่างถ่องแท้ และมีความสุขที่ได้ทำสิ่งนั้น เราก็จะยินดีที่จะทำกิจกรรมนั้นๆ ให้สำเร็จและถ้ามีเพื่อนร่วมงานที่ มุ่งมั่น ทุ่มเท ร่วมแรง ร่วมใจทำงานอย่างเต็มที่ งานย่อมประสบผลสำเร็จแน่นอน ขอเพียงแต่ผู้บริหาร อย่าเป็นผู้บริหารแบบชอบสั่ง แต่ต้องเป็นผู้ให้โอกาส ผู้สร้าง และผู้ส่งเสริมให้ลูกน้องได้เติบโต ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ให้มีความจงรักภักดีต่อองค์กรมากขึ้น ส่วนลูกน้องต้องไม่ขี้บ่น อยากได้สิ่งต่างๆจากองค์กร แต่ควรถามตัวเองว่าเราให้อะไร ทำอะไรให้กับองค์กรมากน้อยแค่ไหน
ดังนั้น ในการทำงานกับคนต่าง Generation จึงไม่ใช่ปัญหา ขอเพียงแต่ตัวเราเองจะต้องปรับตัวให้สามารถทำงานร่วมกันกับคนอื่นได้อย่างมีความสุข มีความสุขกับงานที่ทำ รู้จักให้ ผลที่ตามมาตัวเราและองค์กรก็จะประสบผลสำเร็จ
วันนี้ดิฉัน ได้หยิบยก วรรคทองของท่าน ว. วชิรเมธี “ เพื่อความสวัสดีแห่งชีวิต” (2553,หน้า 138) มาฝากสมาชิกทุกท่าน ซึ่งหวังว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการเตือนสติ เพื่อให้ท่านเลือกมีชีวิตที่ดีในสังคมทุกด้าน จากหนังสือ ความทุกข์ มาโปรด ความสุข โปรยปราย
"เพื่อความสวัสดีแห่งชีวิต"
สิ่งที่เธอควรมี “สติปัญญา”
สิ่งที่เธอควรแสวงหา “กัลยาณมิตร”
สิ่งที่เธอควรคิด “ความดีงาม”
สิ่งที่เธอควรพยายาม “การศึกษา”
สิ่งที่เธอควรเข้าหา “นักปราชญ์”
สิ่งที่เธอควรฉลาด “การเข้าสังคม”
สิ่งที่เธอควรนิยม “ความซื่อสัตย์”
สิ่งที่เธอควรตัด “อกุศลมูล”
สิ่งที่เธอควรเพิ่มพูน “บุญกุศล”
สิ่งที่เธอควรอดทน “การดูหมิ่น”
สิ่งที่เธอควรยิน “พุทธธรรม”
สิ่งที่เธอควรจดจำ “ผู้มีคุณ”
สิ่งที่เธอควรเทิดทูน “สถาบันกษัตริย์”
สิ่งที่เธอควรขจัด “ความเห็นแก่ตัว”
สิ่งที่เธอควรเลิกเมามัว “การพนัน”
สิ่งที่เธอควรสร้างสรรค์ “สัมมาชีพ”
สิ่งที่เธอควรเร่งรีบ “การแทนคุณบุพการี”
สิ่งที่เธอควรปฎิบัติทันที “ทำวันนี้ให้ดีที่สุด”
ได้เรียนรู้กับการบริหารจัดการและการทำงาน ให้ GEN แต่และ GEN ทำงานร่วม และนำความเป็นเลิศของแต่ละ GEN ประยุกต์ใช้ให้เกิดผลสำเร็จ