พรหมวิหารสี่ของการฟัง เป็นการฟังแบบสุนทรียสนทนา
จากประสบการณ์ที่ผมมีเกี่ยวกับ Facilitator ผมว่าคนที่จะเป็น Facilitator ที่ดี จะต้องมี พรหมวิหารสี่ ในการฟังครับ เป็นเรื่องที่สำคัญมาก และ การฟังด้วยพรหมวิหารสี่ ไม่ใช่เหมาะแต่ Facilitator นะครับ
ผู้ที่เป็น "ผู้ให้" เช่น นาย พ่อแม่ ครู นักแนะแนว หมอ พยาบาล เพื่อน ผู้อาวุโส ฯลฯ ก็เหมาะที่จะต้องฟังแบบ พรหมวิหารสี่ ด้วยกันทั้งนั้น เพราะเป็นการฟังแบบ "ผู้ใหญ่" หรือ ฟังแบบ "ผู้ให้"
การฟังแบบพรหมวิหารสี่ มีดังนี้ ครับ
1. ฟังแบบเมตตา ในยามปกติ ต้องรับฟังเขาเพื่อให้เขาได้พัฒนาตัวเอง ให้เขามีความสุขมากยิ่งขึ้นไปอีก คนเป็นเด็ก หรือ คนอาวุโสน้อย แล้วมีผู้ใหญ่ตั้งใจฟังเขา เขาจะรู้สึกว่าตัวเขาเองมีคุณค่า มีความภาคภูมิใจในตัวเอง เขาจะพัฒนาตัวเองไปในทางที่ดีครับ
2. ฟังแบบกรุณา ในยามที่เขามีทุกข์ ต้องตั้งใจฟังความทุกข์ของเขาครับ เขาไม่ต้องการให้เราช่วยเขา แต่เขาต้องการให้เราฟังเขา ฟังเขาให้เขาใจ เขาก็จะสบายใจที่มีคนฟังเขา จะช่วยให้ความทุกข์ของเขาลดลงไปได้มาก
3. ฟังแบบมุทิตา เมื่อเขาประสบผลสำเร็จ แม้ในเรื่องเล็กๆน้อยๆ แล้วเขามาเล่าให้ฟัง ต้องฟังด้วยความชื่นชมยินดี และ เอ่ยปากชมเขาอย่างจริงใจ จะทำให้เขาพร้อมที่จะพัฒนาตัวเองขึ้นไปอีก เรื่องการชมนี่ ผมว่าสังคมไทยมักไม่ค่อยชมกันครับ เพราะคิดว่าชมแล้วจะเหลิง ถนัดที่จะจับผิดเสียมากกว่า
4. ฟังแบบอุเบกขา ผมว่าเป็นการฟังที่ยากที่สุดครับ เพราะฟังแล้วปล่อยวาง ไม่เข้าไปตัดสินใจในเรื่องของเขา ใช้คำถามให้เขาคิดเอง หลายคนเมื่อฟังแล้วก็มักจะชอบที่จะเสนอแนะ หรือ ให้คำแนะนำว่าต้องทำอย่างนี้ อย่างนั้น ซึ่งจริงๆแล้วไม่ใช่ เรื่องของเขา เขาต้องตัดสินใจของเขาเอง การฟังแบบอุเบกขา อย่างดีก็ให้ได้แค่ข้อมูล ส่วนการตัดสินใจว่าจะเอาอย่างไร เป็นเรื่องของเขาเอง และส่วนใหญ่ เขาต้องการให้เราฟังเขาอย่างเดียว ฟังเขาให้เข้าใจ เขาก็สบายใจแล้ว ไปให้คำแนะนำเขา เขาไม่ต้องการ แสดงว่าไม่เข้าใจเขา ฟังแบบอุเบกขานี่ นักแนะแนว หรือ Facilitator ต้องฝึกทักษะการฟังด้านนี้ให้มากครับ
ครับ ทุกคนเป็น "ผู้ใหญ่" ได้ครับ ด้วยการฟังแบบ "พรหมวิหารสี่" โดยไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรมากมายเลยครับ เพียงแต่ต้องลงที่ "ใจ" ให้มากๆ

สวัสดีค่ะ
ทุกสิ่งล้วนเกี่ยวข้องกับธรรมะ และ ธรรมะจะเยียวยา อุปสรรค ทุกสิ่งอย่าง เลยนะคะท่านรองฯ มาอ่านมุมพื้นๆ ที่เข้าใจง่าย หากแต่ต้องฝึกปฏิบัติ อีกหลายๆ นานๆ ขอบคุณค่ะ
คนบางคนต้องการให้ "ใครสักคน"ฟังเรื่องของเขา
ให้ได้ระบาย แล้วจะหายเครียด สบายใจ
แต่คนที่รับฟัง บางทีนำเรื่องไปเล่าต่อ..บานปลายเลย
* ฟังไม่จบแล้วเดินหนี พูดสวน หรือหัวเราะปริศนา คนพูดเขาจะเสียความรู้สึกมากเลยครับ
* ฟังแบบอุเบกขา ก็อย่างที่พี่คิมว่ามาแหละครับ ไม่น่าจะหมายความว่าฟังแล้วนิ่งไม่พูดอะไรเลย คนที่เล่าปัญหาก็อาจน้อยใจ เสียใจ แต่ในอุเบกขาก็น่าจะให้ข้อคิดที่เป็นเชิงบวกและมีกำลังใจ แสดงความเห็นใจ
ขอบคุณมากครับที่เข่ามาเสริมเติมเต็ม
* ทุกสิ่งล้วนเกี่ยวข้องกับธรรมะ และ ธรรมะจะเยียวยา อุปสรรค ทุกสิ่งอย่าง เลยนะคะ
(เป็นอย่างที่คุณPooว่ามาจริงๆครับ ธรรมะเยียวยาปัญหาทุกอย่าง
* มุมพื้นๆ ที่เข้าใจง่าย หากแต่ต้องฝึกปฏิบัติ อีกหลายๆ นานๆ
(ครับ ง่ายที่เขียน ที่อ่าน แต่ยากที่ปฏิบัติครับ รวมทั้งผมด้วย)
ขอบคุณมากครับ
เวลาผมมีปัญหา เครียด ต้องการระบายให้ใครฟัง ผมจะไปเล่าให้คนนอกวงการฟังครับ เช่น ญาติพี่น้อง เพื่อนที่อยู่ต่างจังหวัด ส่วนเพื่อนในวงการ ไว้ใจใครไม่ได้เลยครับ
ขอบคุณครับ
เป็นข้อความที่ดีมากเลยสำหรับ....การฟังแบบพรหมวิหารสี่......
แล้วจะนำไปปรับใช้กับตัวเองก่อนเพื่อจะได้ถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้อย่างไม่กระดากปากและกระดากใจ เพราะ....ใจเราทำได้....
ขอบคุณกับข้อคิดที่ดีในวันหยุดนะคะ
การตั้งใจฟังผู้อื่น เป็นการให้ที่ประเสริฐเลยนะครับ
ขอบคุณครับ
ยืมเทคนิคการเล่าให้คนนอกฟัง ไปใช้นะค่ะ เพราะเพื่อนในวงการไว้ใจไม่ได้ ออกหมด
ครับ ยินดีครับ อ.เพ็ญศรี