เช้านี้(3มิย53)คณะกรรมการกำกับติดตามกิจการมหาวิทยาลัยมหาสารคาม นำโดย ศ.ทพ.สมศักดิ์ จักรไพวงศ์, คุณสมเกียรติ ชินธรรมมิตร์ กรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ และอาจารย์ทม เกศวงษา กรรมการสภาประเภทผู้แทนคณาจารย์ มาติดตาม และฟังรายงานการดำเนินงานด้านต่างๆ ครั้งที่ 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.53
หนึ่งในประเด็นการติดตามที่ขาดไม่ได้ทุกงาน คือ ด้านการประกันคุณภาพการศึกษา ซึ่งในส่วนนี้ท่าน ผอ.คนใหม่เอี่ยม (พี่เร่ พนมพร ปัจจวงษ์) มอบหมายให้ผมเป็นตัวแทนรายงาน
ผมรายงานสั้นๆ ย่อๆ 5 นาที ไม่อ่านไม่ดูอะไรด้วยจากความจริงใจ น้ำเสียงนิ่มๆ ไม่ประชดประชัน หรือกล่าวถึงบุคคลที่สองหรือสามหรือสี่ พูดแบบเนื้อๆเน้นๆ ตามที่น้องๆกำชับมา
สิ่งที่ผมอยากสื่อสารถึงสภาฯผ่านผู้ทรงคุณวุฒิในวันนี้ เพราะนานๆท่านมาที คือ ปัญหาที่กำลังจะก้าวคืบย่างกายเข้ามาใกล้ในอีกปีสองปีข้างหน้า ถ้าไม่ตัดสินใจหรือเริ่มทำอะไร ณ เพลานี้ คงแย่แน่นอน คือ... (และท่านกรรมการผู้ทรงฯได้ให้คำแนะนำเพื่อการเตรียมการแก้ปัญหาอย่างดียิ่ง และที่สำคัญท่านอธิการฯก็นั่งรับฟังคำแนะนำอยู่ด้วย)
ก่อนเดินขึ้นมาประชุมเช้านี้ จากห้องทำงาน ชั้น 2 ขึ้นมาห้องประชุมชั้น 4 น้องๆมองตาม และบอกว่า “อย่าไปเถียงใครนะค่ะวันนี้” ผมก็ตอบว่า “ไม่ต้องห่วง ไม่มีปัญหา 555”
เพราะเมื่อสองสัปดาห์ก่อน “มีเหตุเกิด แบบบัดดล” ตามที่ผมบันทึก (ปะทะความคิดhttp://gotoknow.org/blog/kamphanat/359648) หลังจากที่เกิดเหตุการณ์นั้น เพียงข้ามคืนผ่านไป ไม่น่าเชื่อ ก็ต้องเชื่อ เช้ามา มีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่ แบบที่เรียกว่า shock cinema
สำหรับผม shock cinema ครั้งนี้ ผมคิดว่าเป็นปรากฎการณ์ที่เป็นไปในทางที่ดีครับ และพอใจพอสมควร
ผมรู้ว่าเหตุการณ์นี้ต้องเกิด เพียงแต่จะเร็วหรือช้า ผมเตรียมรับการเปลี่ยนแปลงมานานแล้ว
อาจเพราะผมไปเติมเชื้อไฟแรงไป การก้าวล่วงแห่งความคิดของผู้บริหาร เลยมาเร็วเกินหลายๆคน รับการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ทัน shock cinema
... ดีครับ ...ผมชอบ ชอบจริงๆอย่างจริงใจ มีคนมาช่วยคิด มีคนช่วยงานมากขึ้น รับผิดและชอบร่วมกัน ใครหล่ะจะไม่ชอบ
เราจะอยู่ด้วยหลักการเดียวกัน คือ พัฒนาองค์กรเดียวกันต่อไป เพียงแต่ต้องเรียนรู้วิธีคิด วิธีปฏิบัติของกันและกันเป็นระยะเวลาหนึ่ง แบบรู้เขารู้เรา และปรับ จูน เข้าหากันอย่างมีเหตุมีผล แบบว่า พบกันครึ่งทางความคิดเพื่อการพัฒนาองค์กร
ยิ่งมีคนที่มาช่วยสื่อสารผ่านไปถึงระดับนโยบาย มีคนสื่อสารในเรื่องที่ต้องการการตัดสินใจแบบเร่งด่วน ยิ่งเยี่ยมยอดเลยครับ งานเดินไปแบบไม่สะดุด
แต่ถว่า คำถามผมคือ ระบบ และ ความยั่งยืน มันจะอยู่ตลอดไปหรือไม่
หมดนาย หมดพลัง หมดพระเดช หมดอำนาจ สุดท้ายจะมีแต่เสียงมาจากข้างหลัง ว่าแล้ว.. ว่าไม่มีนายก็ทำอะไรไม่ได้
สำคัญปรัชญาการทำงานร่วมกับผู้อื่นและหน่วยงานอื่นแบบของผม คือ ช่วยเหลือ เกื้อกูล แบ่งเบาภาระถ้าช่วยได้ อยู่กันแบบพี่น้อง ไม่ใช้พระเดช ถ้าไม่จำเป็นจริง อยู่ด้วยความเข้าใจกันและกัน นี้แหล่ะผมว่าคือ ความยั่งยืน ของคนที่ทำงานส่วนกลาง กับหน่วยงานภายใน
สังเกตได้ตรงไหน คือ โทรศัพท์ภายในเข้ามาตลอดจากหน่วยงาน ให้ช่วยนั้นช่วยนี้..สำหรับเรา เราจัดให้ เราช่วยได้ แบบเป็นพี่เป็นน้องอยู่ร่วมกันในองค์กรเดียวกัน ยืดหยุ่น มีช่องทางออก มีคนเดินเข้ามาหา มีคนเข้ามาปรึกษาแบบเป็นกันเอง ไม่เกร็ง ไม่กลัวถูกดุ
ใช่ว่าส่วนกลางจะ สั่งๆๆๆๆ ต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ มีปัญหาก็ไปแก้ไขกันเองภายใน ก็อาจใช่คับ แต่เมื่อหน่วยงานภายในทำไม่ได้ เราส่วนกลางต้องจิตอาสา ช่วยเสมอครับ นี้คือความยั่งยืน ความเป็นพระคุณ หรือ ความเป็นพี่เป็นน้อง อยู่ด้วยกัน ถ้าลาจากกันก็คิดถึงกันายในทำไม่ได้ เราส่วนกลางต้องจิตอาสา ช่วยเสมอครับนเดินไปแบบไม่สะดุ บบไม่สะดุด มีคนสื่อสารในเรื่องการตัดสินใจแบบเร่งด่วน แบบ
ใช้กระบวนการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ มีอะไรดีก็เล่าสู่กันฟัง 1+1 มากกว่า 2 มีอะไรคับข้อง บอกให้เราฟัง เราจะหาทางให้ครับ นี้คือความจริงใจ สิ่งที่จะทำให้เกิด “ความยั่งยืน”
ใครอ่านบันทึกนี้แล้วคง งงงง ว่าผมจะสื่ออะไร
สุดท้ายไม่มีอะไรครับ ผมคืออยากสื่อว่า ความยั่งยืนการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานกับหน่วยงาน มันอยู่ที่ไหน ผมตอบคือ การเข้าใจตรงกัน การช่วยเหลือเกื้อกูล จริงใจ และที่สำคัญ พระเดชอย่าใช้เลยครับถ้าไม่จำเป็น ต้องความเป็นพี่น้องครับ และจริงใจ เป้าหมายที่เดินไปเข้าใจร่วมกัน 555
ร่วมกู่สร้างสรรค์พัฒนา

เป็นกำลังใจให้สำหรับการทำงานนะครับ ตั้งมั่นและตั้งเป้าในระยะยาว มองเชิงบวก เพื่อเติมความสุขใจ เก็บเกี่ยวความสำเร็จเล็กๆเพื่อเติมกำลังใจในทุกก้าวครับ