คำตอบคือ หากเราสงสัยว่า คนๆนี้อาจมีความผิดปกติทางจิต มีภาวะอันตราย และมีความจำเป็นต้องบำบัดรักษา เราควรแจ้งพนักงานเจ้าหน้าที่ (เช่น บุคลากรทางการแพทย์ที่สมัครเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่) พนักงานฝ่ายปกครอง (เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าที่ ก.มหาดไทย) หรือตำรวจ เพื่อนำผู้ป่วยส่งสถานพยาบาลของรัฐหรือสถานบำบัดรักษาทางจิตเวชที่ใกล้ที่สุด แนะนำให้เป็นเวลากลางวัน
ทั้งนี้พนักงานเจ้าหน้าที่สามารถสอบถามครอบครัว/ชุมชนเกี่ยวกับความเจ็บป่วยและความสัมพันธ์ภายในครอบครัว มีหนังสือสอบถามหรือเรียกมาให้ถ้อยคำได้ และร้องขอให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจให้ความช่วยเหลือได้ หากมีปัญหาครอบครัว ต้องใช้ พรบ. ความรุนแรงในครอบครัว ประกอบด้วย
จากนั้นแพทย์ 1 คนและพยาบาล 1 คน จะสาขาใดๆก็ได้ ประเมินตัวจริง (ตจ) 1 ตรวจภาวะอันตราย สภาพจิต หรือ/และ ผล Lab ภายใน 2 วัน หรือสังเกตอาการที่สถานพยาบาลหนึ่งวันเพื่อส่งต่อสถานบำบัดรักษาทางจิตเวช หากต้องเข้ารับการรักษาโดยติดต่อคณะกรรมการสถานบำบัดรักษา แต่ถ้าไม่ต้องเข้ารับการรักษา ก็แจ้งพนักงานเจ้าหน้าที่นำกลับหรือดำเนินการตามสมควร
คณะกรรมการสถานบำบัดรักษา ประกอบด้วย จิตแพทย์ แพทย์ พยาบาลจิตเวช นักกฎหมาย/นิติกร นักจิตวิทยาคลินิก/นักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ มีหน้าที่ตรวจวินิจฉัย ประเมินอาการ และให้ความเห็นเกี่ยวกับการบำบัดรักษา ผลการบำบัดรักษา และกรณีอื่นๆ เช่น การทำหมัน การรักษาด้วยไฟฟ้า การวิจัยโดยรับคำยินยอมจากผู้ป่วยหรือผู้แทน ผู้ป่วยคดี (ใช้ กม.อาญา ร่วม) เป็นต้น มีการติดตามหลังจำหน่าย (แพทย์เจ้าของไข้มีสิทธิ์จำหน่ายและรายงานต่อคณะกรรมการฯ) ทุก 30 วัน 3 ครั้ง รวม 90 วัน และจากนั้นทุก 90 วัน จนครบ 1 ปี พร้อมรายงานคณะกรรมการฯ ภายในวันที่ 10 ของเดือน เน้นการดูแลแบบองค์รวมอย่างต่อเนื่อง
ในกรณีผู้ป่วยทางจิตได้รับการยินยอมจากญาติ ก็ให้ผ่านกระบวนการของสถานบำบัดรักษาเลย โดยไม่ต้องใช้ พรบ. สุขภาพจิตนี้ ซึ่งเน้นผู้ป่วยทางจิตที่ไม่มีญาติหรือญาติไม่ยินยอมให้รักษา
คณะกรรมการฯ ยังต้องพิจารณาวิธีการ ระยะเวลาการรักษาในสถานบำบัดเกิน 90 วัน ขยายเวลาได้ไม่เกินครั้งละ 90 วัน โดยพิจารณาภายใน 75 วันแรกหลังจากได้รับเรื่อง
จะเห็นว่า พรบ. สุขภาพจิต 2551 นี้ ประชาชนไทยทุกท่านควรตระหนักและทำความเข้าใจ เพราะมีความสำคัญต่อสิทธิของผู้ป่วยทางจิตที่สมควรได้รับการพัฒนาคุณภาพชีวิต หากผู้ป่วยทางจิตไม่ได้ทำงาน โอกาสป่วยและเสื่อมก็มีมากขึ้น โอกาสที่ผู้ป่วยทางจิตสามารถเข้าร่วมเป็นพลเมืองดีของสังคมก็น้อยลง ดังนั้นบุคลากรทางการแพทย์ควรพัฒนาระบบการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนและต่อเนื่องสำหรับการพัฒนาศักยภาพของผู้ป่วยทางจิต เช่น นักกิจกรรมบำบัดฝึกทักษะทางสังคมและการใช้ชีวิตในครอบครัวและชุมชน เป็นต้น
มาอ่านทวนให้เข้าใจอีกที อิอิ
ขอบคุณครับน้องจิน OT