เป็นการเดินทางที่ใช้เวลาเพียง ๓ วัน ๓ คืน  ใช้เวลาอยู่บนเครื่องบิน ๒ คืน นอนโรงแรม ๑ คืน   และประชุม ๑ วัน   ถือเป็นการทดสอบร่างกายตนเองว่าพอทนไหวไหม   เมื่อกลับมาถึงบ้านในสภาพร่างกายไม่บุบสลาย   และสดชื่นดี ก็รู้สึกดีใจ ที่ร่างกายยังแข็งแรงดี


          คณะที่ไปมี ๒ กลุ่ม กลุ่มใหญ่ไปสายการบิน Austrian Airline  ไปต่อเครื่องที่เวียนนา   อีกกลุ่มหนึ่งไปสายการบินไทย ซึ่งไปต่อเครื่องที่ แฟรงค์เฟิร์ต   ผมไปกับกลุ่มใหญ่ที่มีหมอสุวิทย์  อ. บุ๋ม  คุณหยก   หมอฝนกับหมอเพ็ญ (ผู้ได้รับทุน Youth Scholarship ของ PMAF)   ศ. พญ. อัจฉรา และ ศ. พญ. วณิชชา


          เป็นครั้งแรกที่ผมเดินทางด้วย Austrian Airline ซึ่งก็ไม่รู้สึกว่าแตกต่างจากการบินไทยนัก   ที่นั่งชั้นธุรกิจก็งั้นๆ   อาจารย์หมออัจฉรา บอกว่าที่นั่งสู้การบินไทยไม่ได้    ที่เขาใช้สายการบินนี้เพราะราคาถูก   ส่วนคณะที่ไปการบินไทยนั้น เพราะเดินทางด้วยเงินงบประมาณแผ่นดิน


          ผมพบข้อดีของที่นั่งชั้นธุรกิจของ AA ที่ผมชอบมาก คือมันนวดหลังได้  มีปุ่ม massage ให้กด   นอกจากนั้น กาแฟอร่อย ขาไปผมสั่ง Wiener Eiskaffee : double espresso + vanilla ice cream + cream ontop อร่อยสุดๆ   อ่านเอกสารที่เขาแจกบอกว่า คนออสเตรียนได้รับความรู้ในการทำกาแฟอร่อยๆ จากคนตุรกีสมัยที่อาณาจักร อ็อตโตมานของตุรกีมายึดครองออสเตรียสมัย คศ. ๑๖๐๐ กว่าๆ โน่น   และตอนอรุณรุ่งผมก็พบของดีของ AA อีกอย่างหนึ่งคือน้ำส้มคั้น   อร่อยกว่าน้ำส้มคั้นเจ้าประจำของผมที่ขายอยู่เยื้อง มสธ. เสียอีก เพราะสดกว่า


         หมอสุวิทย์ผู้ช่ำชองการเดินทางบอกว่าไวน์อร่อยกว่า   ซึ่งผมเห็นจริงเพราะเมื่อคืนดื่มไวน์แดง Merlot ติดใจในความอร่อย


         แน่นอนว่าเจ้าหน้าที่บริการสู้การบินไทยไม่ไดั   กิริยามารยาทอัธยาศัยไมตรีของเรากินขาด   เรามีดีกว่าที่มนุษย์สัมผัสมนุษย์


         ที่แตกต่างจากการเดินทางครั้งอื่นๆ คือคราวนี้ผมเดินทางกับ iPad หนัก ๗ ขีด  ไม่ใช่ PC Notebook หนัก ๒ กก.   และ battery charger ก็เบากว่ากันมาก    เห็นได้ชัดเจนว่า iPad ออกแบบสำหรับ mobile life


         ที่ lounge ของการบินไทยที่สุวรรณภูมิ iPad เข้า Wifi ได้ง่ายมาก   ต่างจาก Notebook PC ของผมที่ใช้ Window Vista มันไม่ยอมให้เชื่อมต่อ


         ที่จริงผมเพิ่งใช้ Goodreader ที่ซื้อจาก iTunes Store ในราคา ๑ เหรียญ เอามา download ไฟล์เอกสารประกอบการประชุมและเอกสาร/หนังสือ   ผมทำเป็นก่อนออกเดินทางจากบ้านเพียง ๒ - ๓ ชั่วโมง   มันทำให้การเดินทางมีรสชาติแปลกใหม่


         นอกจากทดลองเดินทางไปกลับใน ๓ วัน   ผมยังบอกตัวเองให้ฝึกหาความสุขจากสิ่งใกล้ตัว    ผมพบว่าฟังเพลงจาก iPad ด้วยหูฟังชนิดตัดเสียงรบกวนยี่ห้อ Bose เพราะกว่าฟังเพลงของสายการบินอย่างเทียบกันไม่ติดเลย   ได้ทั้งความสุขทางหูและจากการอ่านหนังสือ


         นิตยสาร HBR ฉบับเดือนมีนาคม ๒๕๕๓ หน้าโฆษณาของ Hitachi ชื่อเรื่องว่า Making Green Work : Smart, Sustainable, Profitable ทำให้ผมได้เรียนรู้การคิดเชิงบวกในธุรกิจ และการแปรวิกฤตเป็นโอกาส   ผมได้เรียนรู้วิธีโฆษณาแบบใหม่ ที่สร้างความน่าเชื่อถือต่อบริษัทและผลิตภัณฑ์ของบริษัทด้วยความรู้ที่ลึกซึ้ง


         ระหว่างทาง ฝรั่งที่นั่งคู่กับผมเขาไปนอนที่อื่น ผมจึงครอง ๒ ที่สบายไป   โดยเฉพาะช่วงอาทิตย์อุทัย   นั่งที่ริมหน้าต่างได้ชมทัศนียภาพที่สวยงาม


         ๗ นาทีก่อนเครื่องบินลงที่เวียนนา ทิวทัศน์เป็นทุ่งเกษตร มีกังหันลมติดตั้งเป็นระยะๆ ทั่วไป   สะท้อนแนวโน้มโลกที่จะต้องพัฒนาแหล่งพลังงานที่ไม่ใช่จากฟอสซิล

   
         ที่สนามบินเวียนนา เราไปนั่งใน louge   ดื่มกาแฟ และหยิบแอปเปิ้ลตุนไว้ไปกินที่เจนีวา    ตอนผ่านการตรวจรักษาความปลอดภัยคนแน่น แถวยาวมาก   แต่คนที่เขาเดินทางบ่อยๆ ชำนาญ พาพวกเราเลาะไปทางซ้ายมือของแถว    ไปเข้าช่องของผู้โดยสารชั้นธุรกิจ   ช่วยให้เร็วขึ้นมาก   ผมได้ใช้ความรู้นี้ตอนเดินทางกลับคนเดียวด้วย  


          จากเวียนนาไปเจนีวา เครื่องบินลำเล็ก ยี่ห้อ Fokker 100 เก้าอี้นั่งแถวละ 2 + 3 คือลำเล็กว่า Boeing 737  และผู้โดยสารไม่ถึงครึ่งลำ   ฝั่งที่ผมนั่งมีแต่เมฆ ไม่เห็นยอดเขาสวยๆ เลย  แต่ อ. หมออัจฉรา นั่งอีกฝั่งหนึ่งบอกว่าเห็น


          เจนีวาฟ้ามัว   ฝนตก ว่าตกมา ๑ สัปดาห์แล้ว    รถของสถานทูตมารับ พาไปส่งโรงแรม   และที่ WHO บางคนไปประชุมเลย   ไปถึงประมาณ ๑๐ น.   นั่งรอห้องที่ล็อบบี้ของโรงแรม Auteuil Manotel ตั้งแต่ ๑๐ - ๑๒.๓๐ น. ดร. ชื่นฤทัยกับหยกชวนไปกินเฝอที่ร้านเวียดนามใกล้ๆ  กลับมารอครู่ดียวก็ได้ห้อง ก่อน ๑๔ น. เล็กน้อย   โดยระหว่างรอเขาให้ user name และ password ให้ใช้ WIFI ได้ จึงนั่งรอได้ไม่เดือดร้อน     โดยกำหนดเช็กอินของเขา ๑๕ น.


         อาบน้ำเสร็จออกไปเดินซื้อของฝาก   กลับมาเปิด อี-เมล์ ได้รับแจ้งจาก มอ. ว่าเนื่องจากเกิดความไม่สงบในกรุงเทพ จึงของดประชุมสภาในวันที่ ๑๕   จึงเข้าเว็บไซต์ นสพ. ไทยบางฉบับข่าวก็ไม่ชัด   มาได้ข่าวชัดจากผู้จัดการ  ว่าเสธฯ แดงโดนยิงที่ศีรษะอาการสาหัส


          ยุหมอสุวิทย์ให้รับคำท้า Lincoln Chen เรื่องโครงการเชื่อมโยงมหาวิทยาลัย - ชุมชน ในการผลิตและพัฒนาบุคลากรสุขภาพ   โดยใช้ Success Stories ที่มีอยู่แล้ว   เรื่อง linking university and primary care น่าจะมีการริเริ่มสร้างสรรค์ได้มาก   หลักการคือต้อง beyond curriculum ต้องมอง HRH ในภาพรวมเป็น holistic   ร่วมมือฝ่ายผลิตและฝ่ายใช้บุคลากร  

          ท่านเอกอัครราชทูตไทยประจำเจนีวา นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว จัดเลี้ยงคณะของเรา    โดยทางฝ่ายเราบอกความประสงค์ว่าเราอยากไปกินที่ร้านชีสทอด ชื่อ เกอ เดอ ลา ค็อต   เจ้าของชื่อ ฟิลลิปส์ สนิทสนมกับหมอสุวิทย์มาก   ร้านนี้สมเด็จพระเทพรัตน์ และพระราชวงศ์อีกหลายองค์ เคยเสด็จ   คุณฟิลลิปส์ เคยไปวังสระปทุม เอาชีสไปถวาย   และไปทำอาหารถวาย   เขามีรูปติดไว้ด้วย

          อาหารที่ทำด้วยเนยแข็งล้วนมี ๓ อย่าง คือฟองดู เป็นชีสต้ม   ลาเคร็ด เป็นชีสย่าง   ส่วนชีสทอดเรียก มาลาคอฟ (Malakoff)   เขาเสิร์ฟ wine Grand Cru ของท้องถิ่น   ผักสลัดสดกรอบอร่อยมาก   สเต้กเนื้อ หรือปลา เสิร์ฟมากับข้าว และผักนึ่ง   อาหารอร่อยทุกอย่าง

          มาลาคอฟ เป็นเนยแข็งทอดที่หุ้มด้วยเนยแข็งผสมขนมปัง   ข้างนอกจึงกรอบ ข้างในนุ่ม   เขาบอกว่าสมัยโบราณเป็นอาหารคนจนที่ต้องเดินทางไกล    

          เช้าวันที่ ๑๔ ออกไปวิ่งริมทะเลสาบ ๕.๓๐ น. ยังมืด อุณหภูมิราว ๕ – ๑๐ องศาเซลเซียส เงียบสงบ อากาศบริสุทธ์  ผมคุ้นเคยกับที่นี่เป็นอย่างดี เคยมาวิ่งนับสิบครั้ง   วันนี้แตกต่างที่มีนิทรรศการกลางแจ้งเพื่อรณรงค์รักษาสิ่งแวดล้อม  

          การประชุม OC ของ PMAC จริงจังและสร้างสรรค์มาก   ระหว่างประชุมผมใช้ iPad ต่อ Wifi ของห้องประชุม ติดตามข่าวความไม่สงบในกรุงเทพเป็นระยะๆ   ผมจะเล่าการประชุมไว้ที่อื่น    เลิกประชุม ๑๗.๔๕ น.  รถของสถานทูตพามาส่งที่สนามบิน   เช็คอินสะดวกเพราะคนน้อย   ผ่านการตรวจกระเป๋าเข้มงวดพอๆ กับสุวรรณภูมิ    เข้าไปนั่งกินอาหารว่างและเครื่องดื่มใน lounge ของ Star Alliance   พร้อมกับเข้าอินเทอร์เน็ตด้วยคอมฯ โน้ตบุ๊คของเขา เพื่อตรวจข่าวการต่อสู้ในกรุงเทพ   Wifi ของสนามบินใช้ยาก ต้องกรอกแบบสอบถาม

          หมอสุวิทย์แนะให้มาอาบน้ำที่สนามบินเจนีวา   แต่เขาบอกว่าเก็บเงิน ๑๕ ฟรังก์ ผมไม่เอา  

          เครื่องบินมีผู้โดยสารประมาณ ๒๐%  ออกตรงเวลา   ตอนบินขึ้นเห็นวิวทะเลสาบเจนีวาสวยมาก   หลังจากนั้นบนท้องฟ้ามีเมฆเต็ม มองอะไรไม่เห็นเลย   ใช้เวลาบินชั่วโมงครึ่งเลยนิดหน่อยก็ถึงเวียนนา    ต้องเดินไปไกลเพื่อไปผ่านตรวจคนเข้าเมือง   เพื่อออกจากสหภาพยุโรป   แล้วหาทางไป lounge ของชั้นธุรกิจด้วยสิทธิของบัตรทอง Star Alliance    หมอสุวิทย์แนะให้ใช้ lounge นี้   พอไปถึงผมขออาบน้ำ เจ้าหน้าที่บอกว่า ยูโชคดี เราเพิ่งทำความสอาดห้องอาบน้ำเมื่อไม่ถึง ๕ นาทีมานี้   ผมจึงได้อาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้า   ช่วยให้สบายตัวขึ้นมาก

          เดินทางคนเดียว เถลไถลไม่ได้   เขาบอกให้ไปเช็คอินล่วงหน้า ๑ ชั่วโมงก็ต้องไป   โดยใช้ความรู้เรื่องแถวซ้ายสุดเป็นของชั้นธุรกิจ ได้ผลมาก    เข้าไปนั่งรอตรงห้องรอขึ้นเครื่องอีกพักหนึ่ง  

          ขากลับเครื่องบินใช้เวลาเพียง ๙ ชม. ๒๐ นาที    ถึงสุวรรณภูมิก่อนเวลาเกือบชั่วโมง   บนเครื่องผมนอนได้ ๒ ยก   รวมแล้วน่าจะถึง ๖ ชั่วโมง    กลับถึงบ้านจึงรู้สึกสดชื่น ไม่อ่อนเพลีย   บนเครื่องตอนสองยามเขาเสิร์พอาหารเย็น   ผมกินเนื้อลูกแกะ นุ่มอร่อยมาก   แต่อดใจไม่กินหมด เกรงใจพุงจะยื่นเพิ่มขึ้นมากไป   รวมทั้งผมง่วงนอนมาก   จึงกินไม่ครบ คอร์ส ขอจบกลางคัน   ไปแปรงฟันแล้วนอน     

          กลับมาบ้าน ค้นใน gotoknow จึงพบว่าผมไปเจนีวาครั้งสุดท้ายเมื่อ ๓ ปีมาแล้ว   ไปประชุม OC ของ PMAC เหมือนกัน อ่านได้ที่ , ,   ผมบันทึกละเอียดกว่าคราวนี้มาก

          ขอบันทึกว่า ไปคราวนี้ผมไม่ได้ใช้เงินสดเลย   แม้ ดร. บุ่มจะให้เงินฟรังก์สวิสไว้ ๕๐ ฟรังก์ ก็ไม่ได้ใช้   ใช้แต่บัตรเครติดซื้อมีดพับสวิส เอามาฝากคนใกล้ชิด

 

วิจารณ์ พานิช
๑๕ พ.ค. ๕๓
 
         
          
  

 

ดร[1]. บุ๋ม หมอเพ็น และหมอฝน ที่หน้าภัตตาคารชีสทอด

 

 มาลาคอฟ - เนยแข็งทอด

 

ทะเลสาบเจนีวายามเช้าตรู่

 

 

รูปจาก นสพ[1]. สมเด็จพระเทพรัตน์ฯ เสด็จร้านเนยแข็งทอด