ศิลปะการสอนที่มีชีวิต
เรื่องโดย..คุณยุทธชัย เฉลิมชัย
เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กๆ ดังมาจากภายในตัวบ้าน กระต่ายขาวตัวน้อยวิ่งผ่านหน้าก่อนเลี้ยวลับไประหว่างพุ่มไม้ เด็กๆ กำลังล้อมวงทำกิจกรรมอย่างสนุกสนานโดยมีสายตาของชายผู้เรียกแทนตนเองว่า “หมอพร” คอยดูแลอย่างใกล้ชิด
ทุกวันจันทร์จรดวันศุกร์ ตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึงบ่าย 3 โมง เด็กๆ จะมารวมกันในบ้านหลังนี้ ในหมู่บ้านปัญญา ซอยอ่อนนุช ซึ่งดูภายนอกไม่มีอะไรแตกต่างจากบ้านหลังอื่นในละแวกเดียวกัน ต่อเมื่อได้เข้าไปสัมผัสจึงพบว่าที่นี่คือ “โรงเรียนปัญโญทัย” สำนักการเรียนรู้เล็กๆ อันเป็นดอกผลซึ่งเติบโตจากพลังศรัทธาในคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ของนายแพทย์พร พันธุ์โอสถ
“การศึกษาที่ดีจะช่วยบำบัดความป่วยไข้ของสังคมได้” หมอพรเชื่อเช่นนั้น และแนวทางที่เขาเลือกคือการศึกษาแนววอลดอร์ฟ ของรูดอร์ฟ สไตเนอร์ นักปรัชญาชาวออสเตรีย ซึ่งเน้นพัฒนามิติทั้ง 3 ด้าน คือ กาย ใจ และสติปัญญา (HAND-HEART-HEAD) ของเด็กที่แตกต่างกันตามวัย
หมอพรอธิบายว่าในวิวัฒนาการความเป็นมนุษย์ 3 ส่วนนี้จะไม่แยกจากกัน คือมนุษย์มีสมอง มีสติปัญญาที่จะเรียนรู้พบสิ่งใหม่ด้วยการลงมือปฏิบัติ ขณะเดียวกันภาคส่วนของจิตใจก็จะช่วยกล่อมเกลาให้เป็นมนุษย์ที่ดีงามเพราะสังคมไม่อาจอยู่ได้ด้วยคนเก่งที่มีแต่ “ความรู้ ข้อมูล” วิทยาการ แต่ขาด “ความรู้สึก” และ “สำนึก” ที่จะทำสิ่งดีงาม ซึ่งน่าเสียดายที่การศึกษาปัจจุบันได้ทำลายศักยภาพของมนุษย์ลงไปด้วยการเน้นท่องวิชาการในตำรา จนลืมให้เด็กเรียนรู้โลกรอบตัวด้วยการลงมือปฏิบัติ ค้นคว้าด้วยตัวเอง หรือเรียนมากเพื่อแก่งแย่งชิงดี มากกว่าจะเอื้อเฟื้อแบ่งปัน
เรียนอะไรในปัญโญทัย
การเรียนของที่นี่จะไม่อัดแน่นด้วยเนื้อหาวิชา ไม่ยึดตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ หรือยึดตำราเล่มใดเป็นสรณะ แต่จะเรียนเป็นหน่วยบูรณาการ หมอพรให้เหตุผลว่า ยามที่ครูสอนเลขเด็ก เด็กไม่ได้เรียนรู้เฉพาะเรื่องเลข หากแต่ได้เรียนทักษะการฟังภาษาไทยไปพร้อมกันด้วย อาทิ การสอนให้รู้จักเลข 8
หมอพรเริ่มต้นด้วยการขอให้เด็กๆ เล่านิทานเรื่อง “8 สหาย” ที่หมอพรเล่าให้เด็กฟังเมื่อวาน จากนั้น หมอพรติดกระดาษเปล่าบนกระดาน เขียนเลข 8 ตัวเขื่องด้วยสีเทียนลงกลางกระดาษ ขยับไปที่กระดาษเปล่าอีกแผ่นวาดรูปคน 8 คน ถัดมาอีกแผ่นวาดรูป 8 เหลี่ยม เด็กๆ กางสมุดออก หยิบก้อนสีเทียนในลิ้นชักวาดตามหมอพร จะเห็นว่าเด็กๆ ได้เรียนรู้การใช้ภาษา เรียนรู้เลข และการวาดรูปไปพร้อมกัน
ปัญโญทัยยังให้ความสำคัญกับวิชาหัตถกรรม อาทิ หัดถักเชือกด้วยนิ้วมือแทนโครเชต์ เลื่อยไม้สร้างบ้าน ซึ่งระหว่างลงมือทำเด็กๆ จะได้ฝึกกล้ามเนื้อนิ้วมือ ฝึกสมาธิและความมุ่งมั่นพยายาม “เมื่อเด็กๆ ทำสำเร็จเขาจะรู้สึกว่าโลกนี้ไม่มีปริศนาสำหรับเขา ทุกอย่างมีคำตอบเมื่อเขาได้ลงมือปฏิบัติ”
นอกจากนี้ หมอพรยังเลือกให้เด็กที่นี่เรียนรู้ภาษาต่างประเทศตั้งแต่เล็กๆ โดยมีสอน 2 ภาษา คืออังกฤษ เพื่อเป็นสื่อในการเรียนรู้โลก ปรัชญาวัฒนธรรมตะวันตก และภาษาจีนเพื่อเรียนรู้โลกตะวันออก
ระหว่างการเรียนการสอนนั้น มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่ได้มีการสอนโดยตรง แต่สอดแทรกอยู่ในพฤติกรรมตัวอย่างของหมอพรและครูคนอื่นๆ ซึ่งเด็กสามารถเลียนและเรียนรู้ได้ อาทิ การออกเสียงอักขระชัดเจน การเก็บรองเท้าอย่างเป็นระเบียบ การร้องเพลงรำลึกคุณโลกก่อนรับประทานอาหาร ล้างจานชามของตนเองหลังรับประทานอาหารเสร็จ กล่าวคำ “ขอบคุณ” เสมอๆ เมื่อเด็กทำในสิ่งดีงาม ซึ่งหมอพรสรุปสั้นๆ ว่า “เราไม่อาจบอกให้เด็กเป็น ถ้าเราไม่เป็น”
สอนอย่างแยบคาย ผ่านศิลป – นิทาน
จุดเด่นหนึ่งของวอลดอร์ฟคือนำศิลปะมาขมวดไว้ในการเรียนการสอน สังเกตได้จากก้อนสีเทียนขนาดเหมาะมือถูกจัดวางอยู่ในลิ้นชักของเด็กทุกคน พร้อมที่จะหยิบออกมาสร้างงานศิลปะได้ทุกเมื่อ ต่างจากโรงเรียนทั่วไปที่มักอัดแน่นด้วยหนังสือและสมุดจด หมอพรอธิบายว่า ศิลปะเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์ที่จะกล่อมเกลาให้เกิดความละเอียดอ่อน ก่อเกิดสมาธิ แต่การศึกษาปัจจุบันได้ทำลายไป เรียนรู้ด้วยความแห้งแล้ง
“อันที่จริงเด็กทุกคนมีสำนึกแห่งศิลปะอยู่ในตัว ไม่มีเด็กคนไหนหรอกที่ไม่ชอบศิลปะ ฉะนั้นศิลปะจะช่วยให้เราเข้าไปพบกับเด็กและช่วยให้การสอนมีชีวิตชีวา” หมอพรชี้ให้เห็นว่ารูปที่เด็กๆ วาดนั้นไม่ง่ายเลย นั่นหมายถึงหากเด็กวาดรูปได้ การเขียนตัวอักษรที่ประกอบด้วยเพียงเส้นตรง และเส้นโค้งจะไม่ใช่เรื่องยากสำหรับพวกเขา
“นิทาน” เป็นอีกเครื่องมือการสอนหนึ่งที่เด็กๆ ของปัญโญทัยจะได้สัมผัสเสมอ ซึ่งไม่แตกต่างจากโรงเรียนที่สอนแนววอลดอร์ฟอื่นทั่วโลก นันทิรัตน์ พรรณมาลัย คนไทยที่พำนักอยู่ในเยอรมันมานานนับ 10 ปี และเลือกโรงเรียนวอลดอร์ฟให้กับลูกๆ บอกกับ สานปฏิรูป เมื่อคราวกลับมาเยี่ยมเมืองไทยว่า ในปีหนึ่งๆ ลูกๆ ของเธอ ฟังนิทานนับร้อยเรื่องเลยทีเดียว ที่เป็นเช่นนั้นเพราะ นิทานเป็นสื่อที่มีองค์ประกอบของจินตนาการ ศิลปะ ภาษา และธรมชาติอย่างพร้อมมูล
ยังไม่ถึงเวลาอ่าน
จะเห็นได้ว่าการเรียนการสอนของที่นี่จะให้ความสำคัญกับการฟัง พูด และเขียน อาทิ ในการฟังนิทาน 1 เรื่อง เด็กจะได้ฝึกสมาธิในการฟัง ฝึกจับใจความ เพราะหากไม่ตั้งใจฟัง เด็กอาจไม่เข้าใจหรือเข้าใจผิด และเมื่อหมอพรให้เด็กเล่าสิ่งที่ฟังไปเมื่อวันวาน เด็กก็จะได้แสดงออกด้วยการฝึกพูด ที่ต้องรวบรวมทั้งความคิด การใช้ภาษา และการวาดรูปนั้นก็เป็นการฝึก เขียน (วาดเขียน)
แต่สำหรับการอ่านแล้ว หมอพรบอกว่ายังไม่ถึงเวลา เพราะวัยนี้เป็นวัยที่ควรเรียนรู้โลกรอบตัว การอ่านเป็นการเรียนรู้โลกอีกอย่างหนึ่ง แต่บางครั้งเป็นเรื่องไกลตัวเกินไป หมอพรกำหนดแผนไว้ว่าจะสอนอ่านให้กับเด็กเมื่อถึง ป.3 เพราะเมื่อถึงวัยนั้นเขาจะกระหายใคร่รู้ จะอ่านด้วยสำนึกที่จะอ่าน ซึ่งขณะนี้ โรงเรียนปัญโญทัยมีเพียง 2 ระดับชั้น คือชั้นอนุบาล และชั้น ป.1 ยังต้องรอเวลาที่จะให้เด็กเติบโตกว่านี้
ปัจจุบัน ปัญโญทัยมีนักเรียนทั้งหมด 25 คน เด็กที่จบจากที่นี่ จะได้รับวุฒิจากกระทรวงศึกษาธิการโดยขึ้นทะเบียนร่วมกับโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก จ.กาญจนบุรี เพราะโดยลำพังของปัญโญทัยยังไม่มีสถานะเป็นโรงเรียนตามกฎหมาย เนื่องจากใน พ.ร.บ.การจัดตั้งโรงเรียนประถมศึกษา มีเงื่อนไขต่างๆ มากมาย ทั้งวัสดุ อุปกรณ์ อาคารสถานที่ พื้นที่ บุคลากร ทว่าความคิดของผู้ก่อตั้งโลดแล่นไปไกลกว่านั้นแล้ว เพราะตั้งใจที่จะเปิดสอนถึงชั้น ป.6 หรืออาจถึง ม.6 หากมีผู้ประสงค์อยากเรียนซึ่งคงต้องอาศัยเวลาอีกนาน เนื่องจากขาดพื้นที่ ขาดทุนทรัพย์ และขาดครูที่เข้าใจถึงการศึกษาแนววอลดอร์ฟ
สู่อิสรภาพทางปัญญา
มีหลายคนตั้งคำถามว่า เด็กที่จบจากที่นี่จะมีความรู้ความสามารถเทียบเคียงได้กับเด็กทั่วไปหรือไม่ ในเมื่อทั้งหลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอนผิดแผกจากโรงเรียนทั่วไป
แม้เรื่องนี้ยังไม่อาจพิสูจน์ได้ แต่หมอพรยืนยันว่า “ผมไม่เชื่อว่าเด็กข้างนอกจะรู้อะไรมากกว่าเด็กที่นี่ ถ้าเราเตรียมเขาให้พร้อม ให้เวลาเขา เขาทำได้แน่นอน เพราะธรรมชาติมนุษย์เราเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา”
บางคนกังวลไปไกลถึงขั้นว่าเด็กๆ จะสับสนในการใช้ชีวิตหรือไม่ ในเมื่อโลกความเป็นจริง ไม่ใช่สิ่งดีงามอย่างที่เขาเคยพบเห็นในโรงเรียน คำตอบจากปากหมอพรคือ เด็กทั้ง 25 คนผ่านการเรียนรู้ที่จะเข้าใจตนเอง เข้าใจสังคม และเข้าใจโลก ฉะนั้นเขาพร้อมที่จะเข้าใจและสามารถแก้ไขปัญหาได้โดยไม่เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาและเติบใหญ่ขึ้นเป็นมนุษย์ที่มีอิสรภาพทางปัญญาที่มีการพัฒนาทั้งกาย สติปัญญา และใจ อย่างพร้อมมูล ดังเช่นที่รูดอล์ฟ สไตเนอร์ กล่าวไว้ว่า “วิริยภาพสูงสุดของเราจะต้องเป็นไปเพื่อพัฒนามนุษย์ผู้มีอิสระทางปัญญา สามารถกำหนดเป้าหมายและทิศทางของชีวิตได้ด้วยตนเอง”
สิ่งที่หมอพรทำ แม้เป็นเพียงอณูเล็กๆ ในระบบการศึกษาของไทย แต่หมอพรตอบอย่างมั่นใจว่า ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้เสมอ เพราะวาดหวังว่าหนึ่งพลังเล็กๆ นี้ เมื่อรวมกับอีกหลายพลังในสังคมที่ต้องการปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปการเรียนรู้ จะสามารถส่งแรงสะเทือนถึงคนนับพันนับหมื่นได้ ขอเพียงหยุดพร่ำบ่นและลงมือทำเท่านั้น
หมอพรเคยกล่าวไว้อย่างท้าทายเมื่อคราวให้สัมภาษณ์นิตยสาร “สารคดี” เมื่อปลายปี 2540ว่า “ถ้าไม่รู้จะทำอะไร ลองหาที่ให้ผมสักแปลงสิ หมอพรจะถวายหัวทำ ‘โรงเรียนที่มีชีวิต’ ให้ดูสักแห่งหนึ่ง แล้วดูสิว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไหม”
79 ปี ‘วอลดอร์ฟ’
เมื่อแรกโรงเรียนวอลดอร์ฟที่ถือกำเนิดขึ้นโดย ดร.รูดอร์ฟ สไตเนอร์ ในเยอรมนีนั้น เป็นเพียงโรงเรียนเล็กๆ ที่จัดตั้งขึ้นด้วยความหวังว่า กระบวนการเรียนการสอนแบบใหม่จะช่วยส่งเสริมให้เยาวชนมีความคิด มีจริยรรม ซึ่งจะเป็นพลังในการช่วยฟื้นสังคมจากความบอบช้ำของสงครามโลก ให้หลัง 8 ทศวรรษ โรงเรียนวอลดอร์ฟแตกกิ่งก้านสาขาไปหลายประเทศทั่วโลก
ดร.รูดอร์ฟ สไตเนอร์ (1861-1925) เป็นปรัชญาเมธีชาวออสเตรีย ผู้เสนอแนวคิดมนุษย์ปรัชญา (Anthrosophy) ซึ่งว่าด้วยแก่นแท้ความเป็นมนุษย์ และก่อให้เกิดวิถีทางใหม่ในการใช้ชีวิต และศิลปะแขนงใหม่ๆ ด้านการศึกษา การแพทย์ วิทยาศาสตร์ ศาสนา
“การศึกษาแผนใหม่” เป็นผลงานที่โดดเด่นชิ้นหนึ่งของสไตเนอร์ จนกระทั่งมีบริษัทเอกชนเสนอให้สไตเนอร์ตั้งโรงเรียนขึ้นเมื่อปี 1919 และนั่นถือเป็นจุดกำเนิดของโรงเรียนแนววอลดอร์ฟ ซึ่งได้ขยายตัวไปทั่วโลกอย่างต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้
โรงเรียนวอลดอร์ฟส่วนใหญ่มีปรัชญาและแนวทางการจัดทำโรงเรียนที่โดดเด่นหลายประการ อาทิ สถาปัตยกรรม การจัดสภาพแวดล้อมให้เป็นธรรมชาติร่มรื่น การใช้สื่อการสอนด้วยวัสดุประดิษฐ์จากธรรมชาติ การปฏิเสธสื่อทีวี การใช้ศิลปะเป็นฐานสนับสนุนการเรียนรู้ การเน้นให้เด็กใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย เข้าใจธรรมชาติ เป็นต้น
โรงเรียนวอลดอร์ฟในบางประเทศจะเข้มงวดกับการรับเด็กเข้าเรียนเป็นอย่างมาก พ่อแม่จะต้องผ่านการสอบสัมภาษณ์เพื่อพิจารณาว่าการใช้ชีวิต ทัศนคตินั้นเป็นไปในแนวเดียวกับที่โรงเรียนตั้งไว้หรือไม่ เพราะการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ไม่อาจทิ้งให้เป็นภาระของโรงเรียนเพียงฝ่ายเดียวได้ เป็นการป่วยการเปล่าหากอยู่ที่โรงเรียนแล้วมีวิถีชีวิตอย่างหนึ่ง และเมื่อกลับบ้านต้องแปรเปลี่ยนเป็นอีกอย่างหนึ่ง
สำหรับเมืองไทย มีโรงเรียนทางเลือกบางแห่งที่นำแนวคิดบางอย่างของโรงเรียนวอลดอร์ฟมาประยุกต์ใช้ อาทิ โรงเรียนรุ่งอรุณ เป็นต้น แต่ที่คงความเป็นวอลดอร์ฟอย่างใกล้เคียงที่สุด คือโรงเรียนปัญโญทัย ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2539 โดย นพ.พร พันธุ์โอสถ ผู้มุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาสังคม โดยให้การศึกษาที่ดีกับเยาวชน ถึงกระทั่งยอมละทิ้งอาชีพแพทย์ ไปเรียนที่ Waldoft Institute of Sunbridge College รัฐนิวยอร์ก ประเทศอเมริกา
หลังกลับมาตุภูมิ หมอพรเริ่มต้นสอนเด็กในสถานสงเคราะห์ต่างๆ ตามแนวทางวอลดอร์ฟ และเห็นการเปลี่ยนแปลงของเด็กในทางที่ดีขึ้น จึงสานต่ออุดมการณ์ด้วยการตั้งโรงเรียนปัญโญทัย ใช้บ้านที่ตนพำนักอาศัยดัดแปลงเป็นห้องเรียน และใช้พื้นที่รอบบ้านที่ร่มรื่นเป็นสนามเด็กเล่นและแหล่งเรียนรู้ของเด็ก
ขอบคุณ: วารสารเพื่อการศึกษาและการเรียนรู้บนโลกออนไลน์