นี่คือ...การถอดบทเรียนต่อสิ่งที่ตนเองได้เรียนรู้...ในเรื่องการเคลื่อนตัวไปของ R2R ในองค์กรของข้าพเจ้า...

ปีนี้เป็นปีที่สามที่เราได้เข้าร่วมในเครือข่าย R2R แต่เป็นปีที่สี่ที่เราเริ่มรู้จัก R2R ในนามขององค์กร หน่วยงาน และคนหน้างานตัวเล็กๆ การดำเนินไปของ R2R ในบ้านเรายังเป็นลูกทุ่ง...ชาวบ้าน...ชาวบ้าน ไม่ใช่มืออาชีพหรือความเป็นผู้เชี่ยวชาญ

เราทำไปแบบเก็บเกี่ยวร้อยเรียง หนทางแห่งการเรียนรู้ไป

ข้าพเจ้าได้ผู้ช่วยที่มีจิตใจที่ประเสริฐอย่างยิ่ง คือ น้องโย๋... แม้เธอจะดำเนินชีวิตจากปัญหาการเจ็บป่วยไข้ของเธอเอง และของบุคคลในครอบครัว แต่เธอก็ไม่เคยละทิ้งการก้าวเดินไปพร้อมกับข้าพเจ้า เราทำกันเงียบๆ ไม่ปรารถนาการสั่งการหรือความเป็นทางการ ... เรามีความสุขต่อการได้พูดคุยกันแบบกันเองๆ...มากกว่าที่จะออกมาเป็นประชุม เป็น class เรียน ... แม้ว้าผู้คนส่วนใหญ่จะต้องการ แต่เราก็ยังคงตระคองกอดความงามเช่นนี้ไว้... "คือ ความเรียบง่าย และก้าวย่างสู่การเรียนรู้ R2R อย่างเป็นธรรมชาติและมีความสุข"

ปีนี้เราส่งเรื่องเข้าร่วมงานมหกรรม R2R ทั้งหมดเจ็ดเรื่อง...เป็นฝ่ายสนับสนุนสองเรื่อง และในระดับตติยภูมิห้าเรื่อง ... ในส่วนของฝ่ายสนับสนุนรู้สึกว่าจะเงียบไป นั่นน่ะหมายถึงเราไม่ได้รับเลือก แต่ในระดับตติยภูมิผ่านสี่เรื่อง ที่ได้รับการตีพิมพ์... แต่ไม่ได้รับเลือกเป็นผลงาน R2R ดีเด่น...

จุดแข็ง...ที่ข้าพเจ้ามองก็คือ ความต่อเนื่องของคนหน้างานในบ้านของข้าพเจ้าที่สนใจทำ ทำแบบไม่มีใครสั่งหรือควบคุม ทำไปเรื่อยๆ... และปัญหาการวิจัยมาจากปัญหาหน้างานจริงๆ เป็นการแก้ปัญหาที่เขาประสบเจอ โดยเขามีความกล้าหาญที่จะลองนำกระบวนการ R2R มาใช้ โดยไม่ได้วาดหวังจะต้องส่งเข้าร่วมพิจารณาผลงานใดใด แต่หากเป็นการลองทำ เพื่อการเรียนรู้... เรื่องที่เราไม่ได้รับเลือกนั้น เป็นเรื่องของพี่ปราง...ซึ่งพี่ปรางเป็นคนหน้างานตัวเล็กๆ เหมือนน้องโย๋นี่แหละ ไม่เคยมีประสบการณ์การทำวิจัยมาก่อน แต่อาศัยอยากลองทำบ้างว่าตนเองจะสามารถทำได้ไหม... และงานที่พี่ปรางทำเป็น "งานวิจัย" ที่อาจถูกมองว่าเป็น Research แต่ไม่ใช่ R2R ... แต่สำหรับข้าพเจ้าแล้วยังรู้สึกชื่นชมมาก

ข้าพเจ้าไม่ได้มองว่า งานดังกล่าวเป็นงานวิจัยที่ทรงคุณค่า

หากแต่ข้าพเจ้ามองในความคุณค่าที่คน คนหนึ่งกล้าหาญลุกขึ้นมาทำ และกล้าที่จะเปิดประตูใจในตนเองเรียนรู้การทำ และทำอย่างไม่ย่อท้อ แม้จะเผชิญอุปสรรคต่างๆ มากมาย คนลักษณะเหล่านี้เขาได้เกิดการเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่...อันเป็นการเรียนรู้ภายใน

จุดที่มองเห็นว่าน่าจะเป็นโอกาสของการขับเคลื่อน R2R ต่อไป...

คือ...กระบวนการ และการวัด/ประเมินผล...อันเป็นการค้นหาและมองหาความงามที่เกิดขึ้นจากการทำ R2R และตีแผ่ออกมาในเชิงรูปธรรมให้ผู้คนสัมผัสผ่านประสาทสัมผัสได้ อย่างไม่ต้องตีความหรือมองผ่านเลยไป...

การวัดผลนั่นน่ะ เป็นการสะท้อนให้มองเห็นว่าเรานั้นได้ตอบโจทย์ปัญหาหน้างานที่เราสงสัยหรือยัง ... ยังเหลือจุดไหน ประเด็นใดบ้างที่เรายังสามารถเพิ่มพูนการค้นหาหรือแสวงหาคำตอบต่อไปได้

อีกสิ่งหนึ่ง คือการเขียน...

หลายคนได้เจอปัญหาอุปสรรคของการเขียน ซึ่งข้าพเจ้าเองก็มีปัญหาอุปสรรคเรื่องนี้เช่นกัน แต่อาศัยการยอมรับและการตั้งใจที่จะฝึกฝน...ฝึกฝนไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด...

แม้ว่า...จะเป็นอย่างไร ข้าพเจ้าเชื่ออย่างหนึ่งว่า ความต่อเนื่องที่เรามีการก้าวย่าง แม้จะเป็นกลุ่มเล็กๆ ไม่ได้ร้อยเปอร์เซนต์ของคนในองค์กร แต่...เราได้ความมั่นคงของการก้าวย่าง ที่ไม่ใช่ไหวเอนไปตามปัจจัยภายนอก ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร การเปลี่ยนแปลงนโยบาย หรือ...อะไรก็ตามแต่ แต่ก็ยังมีผู้คนที่เห็นคุณค่าการนำ R2R มาใช้ในการแก้ปัญหาหน้างาน และผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน เป็นดั่งกระแสคลื่นใต้น้ำไม่มีความกระโตกกระตาก หากแต่...พอระยะเวลาผ่านไป แมวมองอย่างน้องโย๋ และทีมมดงาน R2R ก็ได้ไปเจอ และร่วมทุกข์สุขช่วยเหลือกันไปในการทำ...

นี่แหละคือ ความงามที่ข้าพเจ้ามองเห็นในบ้านของข้าพเจ้า ณ ห้วงเวลานี้

ภาพประกอบ...เบื้องหน้าป่าที่เห็นสองข้างทางระหว่างเดินทางไปเยี่ยมทีม R2R รพ.ป่าติ้ว ...