แรกทีเดียวผมคิดว่าจะไม่เขียนเรื่ององค์ประกอบด้าน บรรยากาศและสภาพแวดล้อมของโรงเรียนที่มีชีวิต  เนื่องจากเคยเขียนลงบทความหลายฉบับแล้ว  แต่ก็มีผู้บริหารที่ยังให้ความสนใจในเรื่องนี้  ได้ส่งอีเมลถึงผมสอบถามเกี่ยวกับเรื่องนี้กันหลายคน  ผมก็เลยถือโอกาสนำมาเสนอแนวคิดเรื่องนี้อีกครั้งครับ...
               
       บรรยากาศและสภาพแวดล้อมของโรงเรียน
เป็นสภาวะอันเกิดจากการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับสิ่งแวดล้อมโรงเรียน  แล้วส่งผลถึงความรู้สึกของบุคคลเป็นสภาพการณ์ที่ไม่อาจมองเห็นหรือจับต้องได้ แต่เป็นภาพสะท้อนทางความรู้สึกของบุคคลเมื่อปะทะกับสภาพแวดล้อมแล้วเกิดความรู้สึกที่ดีก็เรียกว่า “บรรยากาศดี” ในทางตรงกันข้าม เมื่อปะทะกับสิ่งแวดล้อมแล้วเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีก็เรียกว่า “บรรยากาศไม่ดี”

            โรงเรียนที่มีบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่ดี จะเป็นโรงเรียนที่มีชีวิต ทำให้นักเรียนและบุคลากรในโรงเรียนเกิดความรู้สึกพอใจ ภูมิใจ อบอุ่นใน สบายใจ รู้สึกในความเป็นเจ้าของ และ “อยากมาโรงเรียน” โรงเรียนที่มีบรรยากาศไม่ดี จะทำให้สมาชิกเกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย ห่างเหิน เฉยเมย ว้าเหว่ และ “ ไม่อยากมาโรงเรียน” บรรยากาศและสภาพแวดล้อมของโรงเรียนจึงเปรียบเสมือน “ครูที่พูดไม่ได้” ที่มีอิทธิพลในการเสริมสร้างความคิด จิตใจ และคุณธรรมต่าง ๆ อันพึงประสงค์ได้

    เราอาจจัดกลุ่มบรรยากาศและสภาพแวดล้อมของโรงเรียนได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่  ๆ คือ

    1. บรรยากาศและสภาพแวดล้อมด้านกายภาพ

    บรรยากาศและสภาพแวดล้อมด้านกายภาพ ได้แก่ สภาพแวดล้อมที่เป็นวัตถุ เช่น บริเวณโรงเรียนอาคารเรียน อาคารประกอบ  ห้องเรียน  ห้องประกอบ ครุภัณฑ์  วัสดุอุปกรณ์ แหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ เป็นต้น  ซึ่งมีตัวบ่งชี้ที่สำคัญคือ ความร่มรื่น สดชื่น สวยงาม มีชีวิตชีวา ความสะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย ถูกสุขลักษณะ ความสงบ ความสะดวกสบาย  ความปลอดภัย ความสร้างสรรค์ ความเหมาะสมกับสถานที่ สภาพท้องถิ่น ขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรม  ความมีเอกลักษณ์ ความประหยัดคุ้มค่า และ เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นต้น  ซึ่งบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมด้านกายภาพ ควรมีความหมายและสะท้อนให้เกิดบรรยากาศด้านสังคมด้วย

        การจะปลูก สร้าง จัด ตกแต่ง ดูแลรักษาอย่างไรนั้น  เป็นเรื่องของแต่ละโรงเรียนที่มีสภาพพื้นฐานหรือความต้องการจำเป็นที่แตกต่างกัน  จึงขึ้นอยู่กับแนวคิดและดุลยพินิจของบุคลากรที่เกี่ยวข้อง (ทั้งในและนอกโรงเรียน) ที่จะสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้น แต่ควรอยู่ภายใต้หลักการของ “การร่วมคิด ร่วมทำ” ซึ่งจะเป็นการสร้างความรู้สึกที่ดี ความรู้สึกของการมีส่วนร่วมและความรู้สึกของความเป็นเจ้าของ

       ตัวอย่างกิจกรรม/แนวปฏิบัติการพัฒนาบรรยากาศและสภาพแวดล้อมด้านกายภาพ ได้แก่

    1.1  ส่งเสริมให้นักเรียนปลูกและดูแลต้นไม้คนละ 1 ต้น และ ปลูกไม้ดอกไม้ประดับทั้งประดับบริเวณอาคารสถานที่ตามจำนวนที่เหมาะสม

   1.2  แบ่งพื้นที่บริเวณโรงเรียนให้นักเรียนดูแลรับผิดชอบ เป็นรายบุคคล เป็นกลุ่ม มีระบบการกำกับดูแลที่ดี รวมถึงการแบ่งให้ครู บุคลากร หรือ ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมปลูก สร้าง ดูแล ตกแต่ง มีการประกวดพื้นที่ดูแลรับผิดชอบ เป็นต้น

   1.3  จัดให้มีกิจกรรม 5 ส (สะสาง สะดวก สะอาด สุขลักษณะ สร้างนิสัย) ให้นักเรียนและบุคลากรได้ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง มีมาตรฐานการปฏิบัติงานที่ดำเนินการโดยใช้หลักการของ 5 ส จนเกิดเป็นนิสัยมีการเสนอผลงานและยกย่อง มอบรางวัลแก่กลุ่มที่มีผลงานดีเด่น เป็นต้น

   1.4  ส่งเสริมให้มีการจัดตกแต่งห้องเรียนของตนเอง โดยใช้หลักการประชาธิปไตย เช่น จัดหาเงินทุนสนับสนุนส่วนหนึ่งให้นักเรียนแต่ละห้องวางแผนตกแต่งกันเอง และมีการประกวดห้องเรียนกัน เป็นต้น

   1.5 จัดแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย เพียงพอและมีการใช้ให้เกิดการเรียนรู้อย่างคุ้มค่า เช่น ห้องสมุด ห้องปฏิบัติการ (ICT  ภาษา วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ฯลฯ)  สวนสมุนไพร สวนจริยธรรม สวนวรรณคดี สวนสุขภาพ มุมสงบ  ที่พักผ่อน  ห้องเรียนธรรมชาติ  ต้นไม้พูดได้ เป็นต้น

   1.6  ส่งเสริมให้นำทรัพยากรท้องถิ่น ของเหลือใช้มาจัดหรือดัดแปลงใช้ให้เหมาะสมกับสภาพ เช่น การใช้ต้นตาล  ต้นมะพร้าวมาทำโต๊ะ  เก้าอี้ การใช้หญ้าคา  ใบจาก มามุงหลังคา ทำซุ้ม ศาลาที่พักผ่อนหย่อนใจ การนำเปลือกหอยมาประดับตกแต่งห้องและสถานที่ต่าง ๆ เป็นต้น

   1.7 ทำถนนหรือทางเชื่อมติดต่อระหว่างอาคารเรียน มีเครื่องหมาย หรือป้ายแสดงทิศทางหรือผังอาคาร ทิ่ทิ้งขยะ  บริการน้ำดื่ม น้ำใช้ จัดเครื่องใช้ไม้สอยให้สามารถหยิบง่าย ใช้คล่อง จัดเก็บอย่างมีระบบระเบียบ ถูกสุขลักษณะ เป็นต้น

   1.8 ดูแลรักษาอาคารสถานที่ให้งดงาม มีความปลอดภัย โดยเฉพาะอาคารเก่า ควรได้รับการปรับปรุง ดูแล ซ่อมแซม พัฒนา รวมทั้งมีการใช้สิ่งของและสถานที่อย่างคุ้มค่าให้เกิดประโยชน์สูงสุด

   1.9 สร้างสิ่งที่เป็นเอกลักษณะเป็นจุดเด่นและเป็นความภาคภูมิใจของสถานศึกษาที่ช่วยเชื่อมประสานจิตใจของบุคลากรทุกคนให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เช่น การกำหนดต้นไม้หรือดอกไม้ประจำโรงเรียนแล้วปลูกให้เป็นทิวแถวทั้งในโรงเรียน รั้ว ถนนเข้าโรงเรียน มีเพลงประจำสถาบัน  พระพุทธรูปประจำโรงเรียน ปรัชญา วิสัยทัศน์  สีของโรงเรียน สิ่งปลูกสร้างที่เป็นเอกลักษณ์หรือสัญลักษณ์ของโรงเรียน มีผลงานของโรงเรียนที่โดดเด่น เป็นต้น

 2. บรรยากาศและสภาพแวดล้อมด้านสังคม

                    บรรยากาศและสภาพแวดล้อมด้านสังคม ได้แก่ การมีปฏิสัมพันธ์กันทางด้านจิตใจของบุคลากรระหว่างผู้บริหารกับครู/นักเรียน  ครูกับนักเรียน  นักเรียนกับนักเรียน  โรงเรียนกับผู้ปกครอง/ชุมชน ที่ส่งเสริมให้การปฏิบัติงานสำเร็จลงด้วยความร่วมมือร่วมใจ เห็นพ้องต้องกัน มีความเอื้ออาทรช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ยิ้มแย้มแจ่มใส  เป็นมิตรรักใคร่กลมเกลียวกัน

     แนวคิด /แนวปฏิบัติการพัฒนาบรรยากาศและสภาพแวดล้อมด้านสังคม ได้แก่

            2.1 ปฏิสัมพันธ์ที่ผู้บริหาร/ครู ปฏิบัติต่อนักเรียนนั้น ควรเป็นการดูแลช่วยเหลือให้ความรักความเมตตาและมีมนุษยธรรมกับนักเรียนทุกคน ด้วยความจริงใจ เสียสละ ใกล้ชิด ผูกพัน  เป็นทั้งเพื่อน พี่ บิดา มารดา ที่มีความปรารถนาดี ร่วมทุกข์ร่วมสุข  ใกล้ชิดผูกพันกับอารมณ์ของนักเรียนอย่างสม่ำเสมอ สามารถหยั่งเข้าไปในโลกแห่งความคิด  ความรู้สึกของนักเรียนแต่ละคนได้ ขณะเดียวกัน ควรส่งเสริมให้นักเรียนได้แสดงออกถึงความเคารพรัก ช่วยเหลือดูแลครูของเขาอย่างสม่ำเสมอ  ไม่เฉพาะแต่วันครูเท่านั้น ซึ่งเป็นการแสดงความกตัญญูรู้คุณ  และเสริมแรงให้ศิษย์กับครูมีความผูกพันทางใจแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

            2.2 ปฏิสัมพันธ์ที่ผู้บริหาร / ครู  แสดงพฤติกรรมต่อนักเรียนทั้งในด้านคำพูด กิริยาท่าทาง สีหน้า ต้องยิ้มแย้มแจ่มใส ด้วยความรัก  ความเมตตาอย่างจริงใจและมีเหตุผลอย่างสม่ำเสมอ  เพราะนักเรียนจะรู้และเข้าใจดีว่า ครูของเขามีความรักและจริงใจต่อเขาเพียงใด โดยไม่สามารถปิดบังอำพรางได้เลย  สิ่งเหล่านี้จะเป็นแม่แบบให้นักเรียนและมีผลทางด้านจิตใจต่อการแสดงความเคารพรักศรัทธาในครูของเขาด้วยความจริงใจ  หากครูสามารถครอบครองหัวใจของนักเรียนได้แล้ว  ความรู้สึกที่ดีต่อกันจะสร้างสรรค์บรรยากาศการเรียนการสอนที่สดชื่น รัก ผูกพัน  เอื้ออาทร เชื่อถือ ให้อภัยต่อกันตลอดไป

            2.3 ปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนในการจัดการเรียนการสอนนั้น ควรอยู่ภายใต้บรรยากาศที่มีชีวิตชีวา แจ่มใส น่าเรียนรู้ สอนสนุก เรียนสนุก ครูรักเด็ก เด็กรักครู รักเพื่อน ไม่มีบรรยากาศแห่งความกลัวหวาดผวา วิตกกังวล  วิชาบางวิชาที่นักเรียนบางคนเห็นว่าเป็นเรื่องยากต่อความเข้าใจและน่าเบื่อหน่าย ครูควรพยายามเข้าใจนักเรียน  ดูพื้นฐานของเขา แล้วทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย สร้างบทเรียน กิจกรรมสนุก ๆ ให้นักเรียนได้ฝึกได้แสดงออก  คอยให้กำลังใจให้เขาประสบผลสำเร็จ  อาจจัดกลุ่มสอนพิเศษหรือให้เพื่อน/พี่ ที่เข้าใจดีกว่าช่วยสอน ช่วยฝึก เป็นต้น

            2.4 ส่งเสริมสัมพันธภาพระหว่างบุคลากรทั้งในและนอกโรงเรียนหลาย ๆ  ลักษณะ เช่น

                        2.4.1 ส่งเสริมให้บุคลากรทำงานร่วมกันในกิจกรรมต่าง ๆ เช่น กิจกรรม KM การประชุมปฏิบัติการ การนิเทศภายใน  การจัดกิจกรรมวิชาการ กิจกรรมทางศาสนา  กิจกรรมทางสังคม เป็นต้น

                        2.4.2 มีการติดตาม ดูแล ถามไถ่ ให้ความช่วยเหลือยกย่องชมเชยการปฏิบัติงาน

                        2.4.3 จัดสวัสดิการต่าง ๆ ให้อย่างเหมาะสม

                        2.4.4 ส่งเสริมสนับสนุนให้บุคลากรแสดงความสามารถ แสดงผลงาน เขียนบทความ ส่งผลงานเข้าประกวดแข่งขัน เป็นวิทยากร  ยกย่องชมเชย  ประกาศเกียรติคุณ เผยแพร่ผลงาน ฯลฯ

                        2.4.5 สนับสนุนให้บุคลากรได้มีโอกาสเพิ่มพูนความรู้เพื่อความก้าวหน้า เช่น อบรม ศึกษาดูงาน ศึกษาต่อ การทำผลงานวิชาการ ฯลฯ

                        2.4.6 ส่งเสริมให้บุคลากรมีการพบปะสังสรรค์กันในโอกาสอันควร เช่น การต้อนรับผู้มาใหม่หรือผู้จากไป วันสำคัญต่าง ๆ การฉลองความสำเร็จ ฯลฯ

                        2.4.7 มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เมื่อมีสมาชิกคนใดคนหนึ่งหรือญาติพี่น้องได้รับความเดือดร้อนหรือมีงานต่าง ๆ เช่น เจ็บป่วย เสียชีวิต แต่งงาน บวช วันเกิด ฯลฯ

                        2.4.8 จัดระบบการต้อนรับแขกผู้เยือนด้วยบรรยากาศแห่งความเป็นมิตรไมตรี

                        2.4.9 ส่งเสริมให้บุคลากรปฏิบัติต่อกันอย่างมีสัมมาคารวะตามขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมไทย  เช่น การยิ้ม การไหว้ การทักทาย การใช้วาจาสุภาพ  ความเคารพในระบบอาวุโส ฯลฯ

            2.5 ส่งเสริมความมีวินัยในตนเองของบุคลากรทั้งในเรื่องการตรงต่อเวลา ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ความกระตือรือร้น  ความซื่อสัตย์สุจริตและความเสียสละ โดยมีข้อตกลงในการปฏิบัติตน ปฏิบัติงานที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน และ ปฏิบัติงานเป็นแบบอย่างที่ดีต่อกัน