อำมาตยาธิปไตยแปลมาจาก bureaucracy (ราชบัณฑิตยสถาน)   และผมลอกมาจากหนังสือการเป็นสมัยใหม่กับแนวคิดชุมชน โดย ศ. ดร. ฉัตรทิพย์ นาถสุภา (น. ๒๘) ว่าองค์กรแบบอำมาตยาธิปไตย มีลักษณะดังนี้ ความถูกต้องแม่นยำ (precision)  ความเร็ว (speed)  ความไม่คลุมเครือ (unambiguity)  ความรู้เรื่องแฟ้มข้อมูล (knowledge of the files)  ความต่อเนื่อง (continuity)  ทิศทาง (direction)  เอกภาพ (unity)  การจัดให้อยู่ใต้อย่างเข้มงวด (strict subordination)  การลดทอนความขัดกันและลดทอนค่าใช้จ่ายวัสดุและบุคคล (reduction of friction and of material and personnel costs) 

          นี่คือความคิดของ Max Weber ในท่ามกลางสังคมเมื่อกว่า ๑๐๐ ปีมาแล้ว   และแนวคิดนี้ได้สร้างความเจริญก้าวหน้าให้แก่อารยธรรมมนุษย์เหลือคณา 
แต่เมื่อสังคมโลก/สังคมมนุษย์ก้าวไปข้างหน้า   เราก็เห็นข้อจำกัดของอำมาตยาธิปไตย   ที่มีความแข็งทื่อเกินไป  ไม่ได้เอาพลังของมิติความเป็นมนุษย์มาใช้ในการทำงานร่วมกัน   ไม่เกิดการเรียนรู้จากการทำงาน    จึงเกิดแนวคิดการทำงานแบบ Learning Organization และกระบวนการ KM

          หนังสือ The Toyota Production System เล่าตัวอย่างหนึ่งของระบบการผลิตที่เหนืออำมาตยาธิปไตย   หนังสือด้านการจัดการสมัยใหม่จำนวนมาก เสนอสภาพการทำงานแนว “เหนืออำมาตยาธิปไตย”

          หากจะเปรียบเทียบกัน อำมาตยาธิปไตยคือพลังแข็ง    LO/KM คือพลังอ่อน   ต้องใช้ทั้งสองขั้วตรงกันข้ามให้เกิดแรงเสริม (synergy) เกิดพลังกลมกลืน (harmony) จึงจะทรงพลังแท้จริง

          อำมาตยาธิปไตยให้น้ำหนักที่องค์กร   KM ให้น้ำหนักที่มิติของความเป็นมนุษย์

          เหนืออำมาตยาธิปไตยคือ KM   ความเป็นมนุษย์ต้องอยู่เหนือความเป็นองค์กร   หรือพูดใหม่ว่า ความเป็นองค์กรต้องไม่ละเลยมิติของความเป็นมนุษย์

          คำพูดแนวอะไรเหนือกว่าอะไร เป็นคำพูดสุดโต่ง    ในความเป็นจริงเราต้องใช้ทั้งพลังของอำมาตยาธิปไตย และพลังของความเป็นมนุษย์   ทักษะของความพอดีดังกล่าวอยู่ในกระบวนการ KM

 

วิจารณ์ พานิช
๕ พ.ค. ๕๓