หลังจากการปฏิบัติธรรมที่เวฬุวันเมื่อ 13-17 พ.ค. 53 ที่ผ่านมา หนึ่งได้เขียนบันทึกกิจกรรมการมาปฏิบัติธรรมไว้แล้วที่บันทึกนี้ค่ะ => คลิกเลย^^ จริงๆสิ่งที่ได้จากการปฏิบัติธรรมนั้นมีมากมายบรรยายไม่หมด วันนี้นึกขึ้นมาได้อีกหนึ่งอย่าง เลยกะจะมาเขียนเป็นอนุทินค่ะ เขียนไปเขียนมา เอ๊..ชักจะยาว เลยเปลี่ยนมาเป็นบันทึกดีกว่า อิอิ
บันทึกนี้สำหรับผู้เคยปฏิบัติธรรมมาแล้ว หรือมีโอกาสที่จะไปปฏิบัติธรรมดูสักครั้งนะคะ หลายๆท่านที่เคยมีประสบการณ์นั่งสมาธิ เดินจงกรม อาจด้วยถูกบังคับให้ไปตามกิจกรรมของหน่วยงาน หรือไปเองด้วยจิตศรัทธา แล้วรู้สึกว่าปวดเมื่อยเนื้อตัวไปหมด จนแทบทนไม่ไหว นั้น

พระอาจารย์ธรรม์ได้ให้ข้อคิดไว้ดีมากมายค่ะ ว่าให้เราลองนึกถึงคนที่ป่วยเป็นอัมพาต อัมพฤก เค้าต้องนอนอยู่ท่าเดิมตลอดเนื่องจากไม่สามารถขยับแขนขา ร่างกายตามที่ต้องการได้ พระอาจารย์ถามพวกเราซึ่งเป็นบุคคลากรสุขภาพว่า แล้วเราช่วยพลิกตะแคงตัวให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้บ่อยแค่ไหน เราตอบไปว่าทุก 2 ชั่วโมง เพื่อป้องกันแผลกดทับ .... ( ทุกท่านคิดว่าไงคะ สำหรับการช่วยพลิกตะแคงตัวผู้ป่วยอัมพาต อัมพฤกทุก 2 ชั่วโมง เพียงพอหรือไม่? ) เมื่อเทียบกับเราที่มาปฏิบัติธรรม ต้องนั่งสมาธิเพียงไม่ถึงชั่วโมง บางรายแค่ไม่ถึง 10 นาที ก็ต้องขยับแล้ว ฮี่ๆๆๆ ถ้าวันนึงเราเกิดเจ็บป่วยกระทันหันขึ้นมา เราจะอยู่ได้หรือ? ถ้าเราไม่ฝึกตัวเองให้มีความอดทน ให้มีจิตใจที่เข้มแข็งไว้ก่อน

พระอาจารย์บอกว่า การมีโอกาสได้มาปฏิบัติธรรม ก็ถือว่าเป็นบุญที่ชักนำให้เราได้มา ฝึกการดูจิตดูใจตัวเอง ให้เวลา อยู่กับตัวเอง พิจารณาตัวเอง ทุกขณะ ไม่ว่าจะนอน นั่ง ยืน เดิน เคลื่อนไหวแขนขา หายใจ คิดฟุ้งซ่าน ปวด เมื่อย เหน็บชา คัน กินอาหาร ฯลฯ อย่างเต็มที่สักหน่อย เพราะตลอดชีวิตของเรา เราแทบไม่ได้ให้เวลากับตัวเองเลย เมื่อเรากลับไปใช้ชีวิตตามปกติ หากเราสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ก็จะดีมาก ทำให้เราไม่ประมาท เมื่อสติมา ปัญญาก็จะเกิด เวลาเราเจอปัญหาอะไรเข้ามา เราก็จะสามารถมีสติ พิจารณา สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆด้วยปัญญาได้ ^^