มองเรื่องเล็กๆใกล้ตัวเรา แล้วค่อยๆขยายวงสู่เรื่องใหญ่ระดับชาติ ชีวิตก็ดำรงอยู่ได้อย่างที่ควรจะเป็น

 ณ.วันนี้สังคมไทย ต้องยอมรับว่า เรายังมีอะไรหลายๆอย่างที่ต่างชาติไม่มี แม้ในทางกลับกัน เราก็อาจจะไม่มีในสิ่งที่เขามีอย่างครบครัน ความไม่มีของคนไทยไม่ได้หมายความว่าขาด บางครั้งบางครามันก็อาจจะไม่เหมาะกับวิถีของคนไทยเรา

 

    หากเราจะลองมองเรื่องเล็กๆใกล้ตัวเรา แล้วค่อยๆขยายวงสู่เรื่องใหญ่ระดับชาติ ชีวิตก็ดำรงอยู่ได้อย่างที่ควรจะเป็น ไม่แก่งแย่งกัน ไม่แข่งขันกันที่เกินความพอดี เพียงแต่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน สิ่งนี้คนไทยเราควรจะช่วยกันตระหนัก เพื่อไม่ให้สูญหายไปจากสังคมไทย

 

     สังคมของคนไทยเรา เมื่อเรารวมตัวกันอยู่ไม่ว่าที่ไหน การแสดงออกทักทายยิ้มแย้มแจ่มใส ด้วยไมตรีจิต ยังมีอยู่ที่เป็นลักษณะที่ติดตัวของคนไทยหลายท่านอาจจะยังเคยได้ยินคำว่า พริกบ้านเหนือเกลือบ้านใต้ มักจะเห็นในชุมชนชนบทอยู่เป็นประจำเช่น บ้านเราทำน้ำพริกอร่อย ก็แบ่งปันให้ข้างบ้าน ขณะที่คุณป้าข้างบ้านทำแกงรสชาติดีก็แบ่งให้บ้านเราช่วยชิมบ้าง บางบ้านบางครั้งข้าวสารขาดไม่มีหุงในมื้อนี้ แต่ไปซื้อที่ตลาดไม่ทัน แต่มีพริกมะเขือ กล้วยสุก และผลไม้ที่มีอยู่พึ่งเก็บมาจากสวน ก็นำไปแลกข้าวสารมาหุงจากบ้านเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียงกัน ลักษณะอย่างนี้ยังมีให้เห็นอยู่ร่ำไป

 

      หลายๆท่านอาจจะมีใจที่วิ่งตามวัตถุ ยิ่งมองเห็นว่าคนอื่นเขามีโน่นมีนี่ เราก็มีใจอยากได้อยากมีอย่างเขาบ้าง  ความทุกข์ของใจก็จะเกิดขึ้นทันที โดยก็จะไม่เห็นแก่นแท้ของความสุขที่แท้จริงมันคืออะไร บางครั้งหากปล่อยใจมัววิ่งตามหาวัตถุ ก็จะเกิดอาการหัวใจที่เหนื่อยล้า เพราะว่าความสุขที่แท้จริงไม่มีขายที่ห้างสรรพสินค้า หรือจะสั่งซื้อทางอินเทอร์เน็ตก็ไม่มีขาย เพียงแต่ค่อยฯตั้งสติ ฝึกปฏิบัติสมาธิ ปล่อยวาง โดยถือหลักสำคัญ 3 ประการคือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เปรียบเสมือนหากปลูกพืช รดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย แล้วความสุขที่แท้และยั่งยืนก็จะงอกงามตามวิถีธรรมชาติในหัวใจนั่นเอง

 

       ณ.ปัจจุบันนี้คนไทยเราควรจะมาทบทวนหรือพิจารณาโดยช่วยกันขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นแนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนคนไทยในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐรวมถึงหน่วยงาน องค์กรต่างๆอย่างจริงจัง

 

        ท้ายนี้ผมจะขอนำพระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2541 คือ

 

                    “คำว่าพอ ก็พอเพียง

   คนเราถ้าพอในความต้องการ ก็มีความโลภน้อย

   เมื่อมีความโลภน้อย ก็เบียดบังคนอื่นน้อย

   ถ้าทุกประเทศมีความคิด ทำอะไรต้องพอเพียง

    พอประมาณไม่สุดโต่ง ไม่โลภอย่างมาก

                   คนเราก็อยู่เป็นสุข”

 

      โดยกระผมจะขอฝากข้อคิด ตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯดังกล่าวข้างต้น พร้อมขอเชิญชวนพี่น้องคนไทยทุกหมู่ ทุกครอบครัว ทุกคน ได้น้อมนำไปปฏิบัติเพื่อให้เกิดความสุขที่พอเพียงนั่นเองครับ….

 

เขียวมรกต

31 พค.53