(ต่อจากตอนที่แล้ว)

            กระบวนการต่อมา  คือ  การสังเคราะห์ “ขุมความรู้”  เป็น  “แก่นความรู้”    และการทำตารางแห่งอิสรภาพ    กระบวนการนี้  ผศ.ทัศนีย์  ไพฑูรย์พงษ์   ผู้ช่วยอธิการบดี  มรภ. สวนสุนันทา  เป็นวิทยากร   ซึ่งผู้เขียนประทับใจการอธิบายกระบวนการนี้ของ  อ.ทัศนีย์  มาก  เพราะ อ.ทัศนีย์  อธิบายแบบเข้าใจง่าย  มีการนำสื่อเข้ามาช่วยในประกอบการอธิบาย   มีการยกและแสดงตัวอย่างให้ผู้เข้าร่วมได้เห็นขั้นตอนนี้อย่างชัดเจน   
            วิทยากรบริหารเวลาและดำเนินกระบวนการนี้ได้เป็นอย่างดี  ผู้เข้าร่วมสามารถฝึกปฏิบัติการสังเคราะห์ “แก่นความรู้”  และการสร้าง   “ตารางแห่งอิสรภาพ”  ได้ผลงานดีเป็นที่น่าพอใจของผู้เข้าร่วม,  วิทยากรและทีมงาน  (ผู้เขียนทราบมาว่า  อ.ทัศนีย์  ได้ เตรียมตัว  เตรียมสื่อ  และซักซ้อมการเป็นวิทยากรกระบวนการในช่วงนี้หลายรอบทีเดียว  เรียกได้ว่า  นอนไม่หลับไปหลายคืน)
             นี่คงจะเป็นคุณสมบัติเด่นของผู้ที่เป็นวิทยากรกระบวนการ  หากมีความมุ่งมั่น  ตั้งใจ   มีการเตรียมตัวฝึกซ้อมฝึกฝนมาเป็นอย่างดี   อีกทั้งยังมีพื้นฐานความเป็นครูด้วย  ซึ่งจะสามารถอธิบายหรือถ่ายทอดเรื่องที่มีความเข้าใจยากให้เข้าใจได้ง่าย  ผลลัพธ์ของกระบวนการนี้  จึงออกมาดี
            ผู้เขียนเองก็ได้เรียนรู้เทคนิควิธีการในการสื่อสารถ่ายทอดและการอธิบายกระบวนการนี้ จาก อ.ทัศนีย์  อย่างมาก  และคงจะได้นำไปปรับใช้ในโอกาสต่อไป
            กิจกรรมช่วงสุดท้ายของวันนี้  คือ  การชมภาพยนตร์เกาหลี  “เสียงกู่จากครูใหญ่”   ซึ่งแน่นอน  ผู้เข้าร่วมต่างประทับใจเนื้อหาของหนังเรื่องนี้มาก  บางคนได้สะท้อนออกมาว่า ดูหนังเรื่องนี้แล้ว  เห็นได้อย่างชัดเจนว่า  “ครูใหญ่”  ทำหน้าที่ทั้งการเป็น  “คุณเอื้อ”  เป็น “คุณอำนวย”   เพราะได้ทำหน้าที่ในการสร้าง “หัวปลาร่วม”  (Share  Vision) กับครูผู้สอนของโรงเรียน  ซึ่งสรุป  Knowledge  Vision   ออกมาได้ว่า  “การทำงานหนักเป็นดอกไม้ของชีวิต”   เป็น  “คุณกิจ”  เพราะลงมือปฏิบัติตาม  Knowledge  Vision   ที่ได้อย่างมุ่งมั่นตั้งใจ  ที่สำคัญ  “ครูใหญ่”  ยังเป็น  “คุณลิขิต”  เพราะ “ครูใหญ่”  ได้บันทึกความรู้จากการทำงานต่างๆ  ไว้  พร้อมนำไปเผยแพร่ในสื่อมวลชนด้วย  ทำให้สังคมได้รับรู้ ทำให้ได้รับการยอมรับ  และได้รับการสนับสนุนในด้านต่างๆ  มากมาย   สรุปแล้ว หนังเรื่องนี้ ถูกจริตของกลุ่มครูอย่างยิ่ง  โดยเฉพาะผู้เข้าร่วมกลุ่มนี้  เพราะเนื้อหาของหนัง ค่อนข้างใกล้เคียงกับบริบทของพื้นที่ภาคเหนือ  เช่น  โรงเรียนในจังหวัดแม่ฮ่องสอน  และยังมีกรณีเปรียบเทียบของ   “ผู้บริหารสถานศึกษา”  ของโรงเรียนบ้านวนาหลวง  ได้มุ่งมั่นทำหน้าที่พัฒนาโรงเรียนและชุมชนอย่างทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจอย่างเสียสละ  ที่มีเรื่องราวความประทับใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า  “ครูใหญ่”  ในหนังเกาหลีเรื่องนี้เลย
               ผู้เขียนคิดว่า  สพท.   น่าจะมีการทำ  VCD  บันทึกเรื่องราวการทำงานของผู้บริหารสถานศึกษาในเขตของตนเอง  ที่เป็นกรณีดีๆ  น่าสนใจ  ไว้สำหรับเผยแพร่  เพื่อสร้างกำลังใจและเป็นแนวทางที่ดีต่อการเป็นผู้บริหารสถานศึกษาและทิศทางการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา    ก็จะเป็นสิ่งที่ดีไม่น้อยทีเดียว  เพราะผู้เขียนเชื่อว่า  ครูดีๆ  มีอยู่ทั่วแผ่นดินไทย  อยู่ที่ว่า  จะค้นหาให้พบ  และเปิดโอกาส  เปิดเวทีให้ครูดีๆ  เหล่านั้น  ได้ถ่ายทอดเผยแพร่ความรู้จากการปฏิบัติของตนเองหรือไม่  วิธีนี้ถือว่า   เป็นการทำ  Knowledge  Assets    ในอีกรูปแบบหนึ่ง  และจะเป็นคุณูปการ ของวงการศึกษาได้เป็นอย่างดีทีเดียว