GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

แผนขับเคลื่อนเครือข่ายเบาหวานฉะเชิงเทรา

เครือข่ายจะเกิดได้ อยากให้เกิดได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่เกิดจากการสั่งการ

คราวที่จัดตลาดนัดความรู้การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ ๑๙-๒๐ มิถุนายนที่ผ่านมา คุณธวัช หมัดเต๊ะ ให้ความสำคัญกับเรื่องการจะขับเคลื่อนเครือข่ายต่อไปด้วย เราเปิดโอกาสให้ผู้เข้าประชุมเสนอความคิดว่าควรดำเนินการอย่างไร ต่อไปนี้เป็นรายละเอียดที่คุณสุภาพรรณ ตันติภาสวศิน ได้ถอดเทปมา

คุณดนู สุทศรี จพง.สาธารณสุขชุมชน สถานีอนามัยคลองเขื่อน
ต้องมีการประสานระหว่างโรงพยาบาล เพื่อให้เดินไปในแนวเดียวกันทุกโรงพยาบาล เป็น guideline ให้ระดับล่าง อย่างของระดับในโรงพยาบาลมีเวชกรรมฯ เวชกรรมฯ ก็เสนอมายังผู้มีอำนาจคือท่านผู้อำนวยการ เราจะทำลักษณะนี้ แต่ขั้นแรกก็ต้องประสานในโรงพยาบาลก่อน การที่เราจะทำเครือข่ายเบาหวานควรมีพยาบาล นักโภชนาการ อะไรอย่างนี้มาร่วมก่อน พอร่วมภายในโรงพยาบาลทำได้ ก็คงประสานออกไปภายนอกโรงพยาบาล (ร่วมประสานภายในโรงพยาบาลก่อนให้มีการทำงานเป็นทีม แล้วจึงไปประสานกับโรงพยาบาลภายนอก)

คุณวทัญญู วรรณไกรโรจน์ นักวิชาการสาธารณสุข PCU ลาดกระทิง
เริ่มจากในอำเภอก่อน ดูว่าในอำเภอเราจะทำอย่างไรให้ PCU ทุก PCU ในอำเภอนี้ทำงานกันเป็นทีมแบบให้ work พอ work ก็เอาผู้บริหารในแต่ละอำเภอมาคุยกันว่าทำกันแบบนี้ OK ไหม ถึงค่อยมาตัดสินใจว่าจะทำแนวไหนให้มันเหมือนๆ กัน แล้วก็ที่สำคัญคือเรื่องของงบประมาณ เพราะบางทีแหล่งงบประมาณอาจจะลงที่แหล่งนี้มาก แหล่งนี้น้อย อาจจะเป็นลูกเมียน้อยเมียหลวงได้ วิธีการที่จะทำให้คุยกันได้ภายในอำเภอก็คือให้ผู้หลักผู้ใหญ่ออกหนังสือเรียกมาประชุม

คุณธนากร นฤภัย นักกายภาพบำบัด โรงพยาบาลบางคล้า
ส่วนมากที่ทุกโรงพยาบาลทำออกไปคือมีจุดมุ่งหวังที่จะให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลให้ดีขึ้นอยู่แล้วเหมือนกับที่โรงพยาบาลทุกโรงพยาบาลมาทำกลุ่มกัน แต่ส่วนที่สำคัญก็คือคนไข้เบาหวานที่เราจะลงไปทำให้เขา เขามีส่วนร่วมกับเรามากน้อยแค่ไหน เพราะฉะนั้นส่วนมากทุกๆ โรงพยาบาลควรมุ่งเน้นจุดที่ลง PCU มากที่สุด เป็นจุดที่ลงไปถึงหมู่บ้านของคนไข้ ลงไปหาที่ในบ้าน และก็ได้เรียนรู้ว่าตัวผู้ป่วยต้องการสิ่งใด เราก็ได้จัดหาจัดซื้อตรงส่วนนั้น แต่ในส่วนของเรื่องการเงิน ถ้าทางเราพอช่วยได้ก็หาเงินทุนของโรงพยาบาลหรือขอส่วนร่วมจาก อบต. หรือผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ส่วนโรงพยาบาลบางคล้าก็ลงมีส่วนร่วมมากอยู่แล้ว ส่วนคนไข้ก็จะให้เขาร่วมมือกับเราได้มากน้อยแค่ไหน

คุณศุภลักษณ์ มิ่งไทยสงค์  พยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลบางน้ำเปรี้ยว
ในส่วนของทุกท่านที่เสนอมาก็เห็นด้วยในทุกประเด็น ในส่วนของการประสานงาน สมาชิกใดในทีมนี้มีใครอาสาที่จะเป็นตัวแทนประสานบ้าง พอเราแยกย้ายกันไป ถ้าหลังจากนี้มีใครที่จะเป็นผู้ที่จะรับประสานในเครือข่ายระดับอำเภอต่างๆ ขออาสาสมัครตรงนี้มาก่อนที่เราจะแยกย้ายกัน นั่นคือ วิธีการขับเคลื่อนอย่างหนึ่งก็ต้องมี Working Group ซึ่งเป็นคนที่ทำงานกับผู้ป่วยเบาหวานจริงๆ รู้งานในทุกที่มาช่วยกันทำงาน ก็อาจเป็นรูปแบบหนึ่ง

พญ.จำเนียร ยืนยง โรงพยาบาลพนมสารคาม
การจัดการความรู้เอามาใช้ประโยชน์ได้ ต่อยอดของสกลนครได้ ก็คือจะทบทวนให้ฟังสักนิดหนึ่ง อันแรกก็เป็นเรื่องของระบบบริหารจัดการ อันที่สองเรื่องของระบบรายงานและการเก็บข้อมูล อันที่สามการพัฒนาบุคลากร อันที่สี่การคัดกรองกลุ่มเสี่ยง อันที่ห้าเรื่องของการดูแลรักษาตามเกณฑ์ อันที่หกการส่งต่อและการติดตามเยี่ยม อันที่เจ็ดการให้สุขศึกษา ซึ่งถ้าเรามองภาพมันจะครอบคลุมทุกกระบวนการ ทีนี้ตรงนี้เราจะเอามาใช้อย่างไรกับที่อาจารย์ได้อบรมเราไป ก็คือถ้าเราตั้งทีมแล้วเราน่าจะเอาทั้ง 7 ข้อมาสร้างเป็นตารางอิสรภาพของเราว่า เช่นเรื่องระบบบริหารจัดการขั้นที่ 1, 2, 3, 4 และ 5 คืออยู่ในขั้นไหน แล้วก็ข้อสอง ระบบรายงานและเก็บข้อมูล 1, 2, 3, 4, 5 คือขั้นไหน พอเราได้ตรงนี้ออกมาแล้ว ก็ลองให้แต่ละคัด แต่ละโรงพยาบาลมาลองมองดูว่า ประเมินดูว่าคัด 1 การบริหารจัดการเราอยู่ในข้อไหน คล้ายๆ ที่เราทำไป แต่ใน 7 ข้อที่กล่าวนี้ ค่อนข้างจะครอบคลุมในทุกๆ ประเด็น ทีนี้พอประเมินตนเองแล้วว่าอยู่ในข้อไหน ก็จะเอากระบวนการของอาจารย์มาใช้ เช่น สมมติว่าบางน้ำเปรี้ยวประเมินตนเองว่าเรื่องการส่งต่อและติดตามอยู่ที่ระดับ 4 หรือ 5 พนมสารคามอยู่ที่ระดับ 3 เราก็มาจับคู่แลกเปลี่ยนกันดู ซึ่งทีมตรงนี้ก็จะมีบทบาทแล้วในการรวบรวมแบบประเมินออกมาว่าที่ไหนข้อ 1 ถึงข้อ 7 ได้คะแนนระดับไหน พอได้แล้วก็มาจับคู่กัน จะได้แลกเปลี่ยนกันเยอะๆ พอได้ออกมา เราก็ต้อง อันนี้ในขั้น Do แล้ว ก็ลองมา Check ดูว่าพอได้แลกเปลี่ยนกันแล้ว เราได้ลองเอามาปฏิบัติดู พอปฏิบัติแล้วลองเช็คดูว่าพอ 1 ปีผ่านไป 6 เดือนผ่านไปเราจากระดับ 3 ขึ้นไประดับ 4 หรือระดับ 5 เลยหรือเปล่า อันนี้ก็คือมีการติดตามว่าเราได้นำการเรียนรู้ไปใช้จริงหรือเปล่า เสร็จแล้วขั้น Act ก็คือว่าอันนี้เราลองทำแล้วมันเหมาะสมกับบริบทของเรา เหมาะสมกับบริบทที่เรามีอยู่ เราก็ถืออันนี้ไปอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งเครือข่าย

ภก.นฤพนธ์ นวลเจริญ โรงพยาบาลเมืองฉะเชิงเทรา
ในฐานะที่อยู่ในสถานีอนามัยเรื่องการขับเคลื่อนเครือข่ายก็แล้วแต่ CUP ก็แล้วกัน ก็จะประสานงานกับสถานีอนามัย กับ CUP อยู่ตลอดเวลา

คุณกัลยา เพียรแก้ว พยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลเมืองฉะเชิงเทรา
เท่าที่ปฏิบัติงานในชุมชน แล้วก็พบเจอคนไข้เบาหวาน ส่วนใหญ่คนไข้ก็จะมีปัญหาคือมีผู้ป่วยเบาหวานค่อนข้างมาก แต่จำนวนเจ้าหน้าที่ที่มีให้ค่อนข้างจำกัด เพราะฉะนั้นยามที่เขามีปัญหา เขาไม่สามารถมีที่ปรึกษาได้ ทีนี้ตอนนี้คือมีโครงการเพื่อเป็นตุ๊กตาเพื่อจะนำไปสู่การขยายผลต่อไป ขณะนี้ที่ทำอยู่ก็คือการเยี่ยมบ้านทางโทรศัพท์ ก็ให้เยี่ยมคนไข้เบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลินทางโทรศัพท์ ทีนี้ผลตอบกลับมาเป็นที่พึงพอใจของคนไข้ คือคนไข้มีความภาคภูมิใจ ทีนี้คิดว่าในเรื่องของการขับเคลื่อน คิดว่าสามารถนำมาขยายผลตรงนี้ได้ เช่น ภายในจังหวัดของเราอาจมี Hot line เหมือนจิตเวช จะมี Hot line คลายเครียด ของเราน่าจะมี Hot line สายเบาหวาน เพื่อที่ให้เขาสามารถที่จะมีที่ปรึกษา โดยที่เราอาจจัดองค์กรที่รับผิดชอบในแต่ละวัน เป็นที่ที่สามารถให้คำปรึกษากับคนไข้ที่มีภาวะแทรกซ้อน ซึ่งเขาอาจเป็นกะทันหัน ขาดที่ปรึกษา และอีกอย่างหนึ่ง โครงการ 30 บาทคนจะรู้จักกันเนื่องจากการประชาสัมพันธ์ แต่ว่าในเรื่องของการดูแลคนไข้ เช่น ไข้เลือดออก ขาดในเรื่องของการดูแลคนไข้ค่อนข้างมาก ถ้าในเรื่องของเบาหวานในการที่จะทำให้ขับเคลื่อนไปได้ ควรวางแผนเรื่องประชาสัมพันธ์ให้ค่อนข้างมีประสิทธิภาพ ก็น่าจะขับเคลื่อนไปได้

นพ.สรลักษณ์ มิ่งไทยสงค์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางน้ำเปรี้ยว
เรื่องเบาหวานหาคนรับยาก.....ข้อมูลก็มีปัญหา คือทุกอย่างมีปัญหาหมด เบาหวานก็เดินไปด้วยธรรมชาติของมัน จะดีหรือไม่ดีก็ขึ้นอยู่กับคนในพื้นที่ ขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ที่ทำงานในพื้นที่นั้นๆ แล้วอีกข้อหนึ่งที่เป็นปัญหาคือเบาหวานเป็นโรคที่ทำให้ต้นทุนสูงมาก ค่าเฉลี่ยต่อหัวต่อปีไม่เคยต่ำกว่า 3,000 บาท/คน แล้วภาวะแทรกซ้อนก็สูงมาก มีผลต่อทุกๆ เรื่องทั้งคุณภาพชีวิต งบฯ ก็หมดไปมาก เจ้าหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบเรื่องเบาหวานก็งานโหลดมาก ก็เลยปรึกษาหารือว่าถ้าไม่มีใครรับ โรงพยาบาลบางน้ำเปรี้ยวก็ต้องรับ ก็รับมาของปีงบประมาณ 49 แล้วก็ขอเชิญตัวแทนแต่ละอำเภอมาคุยกัน ซึ่งจริงๆ แล้วในที่นี้จะมีคนที่ซ้ำอยู่ และคิดว่ามีบางอำเภอเป็นตัวแทนเบาหวาน แต่ไม่มา ในที่นี้ก็กลายว่าผู้ปฏิบัติจริงๆ เป็นผู้มา......

เราจะทำอย่างไรเบาหวานถึงสามารถเดินและพัฒนาไปได้ ไม่เพียงแต่ว่าผู้ที่มีอายุมากกว่า 35 ปีได้รับการคัดกรองด้านเบาหวานเท่านั้น เท่านี้เพื่อให้ตามเกณฑ์ เกณฑ์คือการสั่งการ สั่งการมาจากส่วนกลางว่าให้ทำให้ได้ ซึ่งมันเป็นรูทีน แต่ถามว่าวัดประสิทธิภาพของงานได้หรือไม่ ไม่เคยวัดได้ ปัญหาก็ยังคาราคาซังเหมือนกัน มันก็จะเข้าสู่วัฎจักร เบาหวานจะเดินได้ด้วยดี น่าจะมีความพร้อม ได้ส่งบุคลากรไปอบรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสูตรอาหาร หรืออะไรก็แล้วแต่ ส่วนหนึ่งก็คือทำอย่างไรให้ชุมชนดูแลตนเอง ก็ถึงมีการจัดตั้งชมรมเบาหวานโดยใช้ลักษณะของประชาคม ไม่ใช่ลักษณะของการเกณฑ์ชาวบ้านมาใส่รายชื่อ ต้องเป็นการใช้ลักษณะของประชาคม ก็มีการพัฒนาต่อเนื่องมาจนมาถึงวันนี้ ถ้าเราจะประชุมกันว่าเบาหวานจะเดินไปในทิศทางไหน มันก็คงจะเหมือนๆ เดิมมาเช้า บ่ายๆ ก็คงจะหาย แต่ด้วยความอนุเคราะห์จาก ดร.วัลลา เราก็คงต้องเปลี่ยนรูปแบบใหม่ในลักษณะของตลาดนัดความรู้ แล้วก็สร้างสีสันดี เหมือนการที่ไปจัดค่ายเบาหวาน ค่ายในโรงพยาบาล ค่ายทั้งในพื้นที่ ผู้ป่วยในโรงพยาบาลทุกคนต้องผ่านค่ายที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ค่ายอาหาร ค่ายเท้า ก็จะครบวงจรของมัน ก็เป็นเพียงวิธีหนึ่ง แล้วก็คาดหวังต่อไปว่า 2 วันที่ผ่านมาก็เห็นความคาดหวังของทุกคนที่มาร่วมว่าถ้าเราสามารถจัดตั้งเป็นเครือข่ายเบาหวานฉะเชิงเทราได้ ทิศทางแนวโน้มจะเป็นอย่างไร ซึ่งก็คาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าถ้าเดินไปได้จะทำให้สิ่งต่างๆ ที่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบริหารจัดการ หรือเป็นเรื่องคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเบาหวาน หรือเรื่องนวัตกรรมใหม่ที่จะเดินไปได้ อย่างที่ได้เสนอกันไปเรื่องการประสานงานต่างๆ ส่วนหนึ่งที่จะต้องดำเนินการต่อไปก็คือข้อสรุปที่ได้จากทั้ง ๒ วันนี้ แล้วก็ดูจากข้อเสนอแนะของพวกเรา

เครือข่ายจะเกิดได้ อยากให้เกิดได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่เกิดจากการสั่งการ ผมชอบในลักษณะของประชาคม ไม่ชอบการสั่งการ แต่บางทีก็สั่งเป็นแนวทาง เช่น ทุกหน่วยบริการสาธารณสุขต้องจัดตั้งชมรมผู้ป่วยเบาหวาน วิทยากรกระบวนการ ก็ส่งไปฝึกอบรมทุกอำเภอ ถ้าสามารถสรุปแนวทางต่างๆ ได้ผมคิดว่างานทั้งหมดที่มีอยู่คงดำเนินการไปได้ การแลกเปลี่ยนความรู้ การใช้ธารปัญญา โดยตัวมันเองการจัดการความรู้ก็ถือว่าเป็นมิติใหม่ที่ต้องมาใช้ในการทำงาน เพียงแต่ว่าอาจเริ่มต้นในส่วนของ DM แต่จริงๆ แล้วสามารถปรับใช้ได้กับทุกๆ เรื่อง ไม่ได้มีการตำหนิอะไรกัน มีแต่การช่วยเหลือเกื้อกูลกันในการที่จะพัฒนาไป.......ผมเห็นชอบด้วยที่เครือข่ายฉะเชิงเทราของเราทำกันทั้งจังหวัด ถึงจะไปได้เรื่อยๆ แต่มันก็เป็นการให้กำลังใจกันทั้งจังหวัดมากกว่าที่จะเป็นการตำหนิหรือไปทำอะไรกับผู้ปฏิบัติ

สิ่งที่คาดหวังจะเกิดขึ้นหลังจากที่พวกเราได้มาร่วมตลาดนัดความรู้ในวันนี้ ก็หวังว่าผู้ปฏิบัติ และผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงและทีมสหวิชาชีพ ผมเห็นว่าทุกคนมีความกังวลว่าจะจัดการกับแนวนโยบาย อัตรากำลังคนอย่างไร ซึ่งตรงนี้ก็คงเป็นหน้าที่พวกเราในระดับอำเภอก็นำเข้าที่ประชุมได้ส่วนหนึ่ง ทั้งประชุมคณะบริหารโรงพยาบาล การประชุม อบต. ระดับอำเภอว่าทิศทาง แนวโน้มเป็นอย่างนี้ ส่วนผมก็คงรับหน้าที่ในส่วนระดับจังหวัด สรุปแล้วสิ้นเดือนนี้ก็ต้องสรุปผลให้คณะกรรมการระดับจังหวัดได้ทราบว่าเบาหวานแปดริ้วเดินมาอย่างไร หลังจากจัดตลาดนัดความรู้แล้ว ข้อคิดเห็นต่างๆ ของผู้ปฏิบัติโดยตรง มีความคิดเห็นอย่างไร ว่ามันจะเป็นอย่างไรในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เราต้องการความต่อเนื่องเพื่อทำให้การดูแลผู้ป่วยเบาหวานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ได้มีนวัตกรรมใหม่ ให้เจ้าหน้าที่มีความภาคภูมิใจเหมือนกับเรื่องเล่าที่ทุกคนได้เล่ากันเมื่อวาน

ผมคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าตัวแทนเครือข่ายระดับอำเภอหลังจากจบงานตลาดนัดความรู้ฯ แล้วถ้ามีความสนใจอย่างยิ่ง มีความพร้อมหรือความกระตือรือร้น ขอให้มาร่วมกันเป็นทีมเครือข่ายระดับจังหวัด แล้วก็ผมจะพยายามคุยกับผู้บริหารของท่านทั้งหลายว่า หากลูกน้องของท่านเสนอแนวทางแบบนี้ ขอให้ช่วยกันสนับสนุนด้วย เพื่อว่าจะเป็นกำลังใจกับผู้ปฏิบัติงาน หรือผู้ป่วยเบาหวาน แล้วก็คงต้องมีการทบทวน พัฒนา ทำแม่น้ำเหมือนข้ามฝากให้ได้ แล้วถ้าหากเราข้ามแม่น้ำได้หมด ก็ข้ามแม่น้ำอื่นต่อ ก็อยากให้ช่วยแสดงความคิดเห็นว่าเครือข่ายจะไปได้ดี โดยลืมเรื่องบุคลากรน้อย งบประมาณไม่มี ผู้บริหารไม่สนับสนุน คิดให้มันอิสระไปเลยว่า ถ้าจะให้มันดีๆ โดยเจตนาคิดว่าน่าจะไปอย่างไร เพราะว่าผมเห็น สปสช. ก็มาแล้ว ถ้าเรามีโครงการอะไรดีๆ ผมคิดว่าเราอาจมีทิศทางไปอีก อบจ. เดี๋ยวนี้ก็สนับสนุนงบประมาณทางด้านสาธารณสุขค่อนข้างเยอะ เพียงแต่เราไม่มีโครงการอะไรไปเสนอว่า สิ่งที่ทำตรงนี้ไปเกิดประโยชน์อะไรกับประชาชนทั้งจังหวัดได้ หรือเท่าที่ผ่านมาก็นึกถึงไข้เลือดออก ซึ่งผมคิดว่าผู้ปกครองก็ให้การดูแลดีอยู่แล้ว แต่ DM เดี๋ยวขาหาย มี renal fail มี heart ตามมาวนเวียนอยู่นั่น คุณภาพชีวิตจะแย่มาก เรื่องงบประมาณ เท่าที่เห็นก็จะมี อบจ. สปสช. เทศบาล หรือว่าจังหวัด เพราะตอนนี้การพัฒนาก็ไปได้ส่วนหนึ่งแล้ว เพียงแต่ว่าเราจะทำอย่างไรถึงจะมีนวัตกรรมการดูแลผู้ป่วยเบาหวานตั้งแต่ก่อนเป็น เป็นแล้วทำอย่างไรไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน แล้วก็ไม่จำเป็นต้องเป็นแพตเทริน์เดียวกันหมด มันต้องเกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ หรือเตรียมความพร้อมบุคลากรต้องทำความเข้าใจต่างๆ ถ้ามี 10 เรื่องที่ต้องปฏิบัติ ณ ชั่วโมงนี้ ทำได้ 5 เรื่อง 6 เรื่อง ก็ค่อยไต่ระดับไป ก็จะทำงานได้มีความสุข และถ้าเรามีโอกาสเปิดเวทีอย่างนี้ได้ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เรื่องเล่า เรื่องอะไรต่างๆ ที่อาจารย์ได้ให้ความรู้ในการจัดการความรู้ การดูแลผู้ป่วยเบาหวานก็น่าที่จะเดินไปได้

วัลลา ตันตโยทัย วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๙

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 36180
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)