หมอ ครู​ แม่

ปีนี้พวกเราได้ไปทำ workshop จิตตปัญญาเวชศึกษา ที่ ม.วลัยลักษณ์เป็นปีที่สอง เป็นการได้เจอะเจอนักเรียนแพทย์ชั้นปีที่สอง กำลังไฟแรง กำลังตื่นเต้น กำลังพิศวงงงงวยกับหลายสิ่งหลายอย่าง ชีวิตนักศึกษามหา'ลัย เพื่อนใหม่ สถานที่ใหม่ การเรียนที่ต้องเป็นคนควบคุมดูแลตนเอง รับผิดชอบตนเอง ระบบการเรียนแบบ adult learners (Andragogy) ที่มี assumption ว่าผู้เรียนนั้นเป็นผู้ที่เติบโตสมบูรณ์แล้ว โดยเฉพาะในด้านวัยวุฒิ รู้ตัว รู้ตน ว่าตนต้องการจะทำอะไร อยากจะเป็นอะไร และควรจะทำตัวอย่างไรจึงจะบรรลุความใฝ่ฝันนั้นๆ วิธีการเรียนแบบ adult learners นั้นจะอิงกับเงื่อนไขข้อนี้อย่างมาก เพราะจะไม่เหมือนการเรียนสำหรับเด็กๆที่ยังไม่เติบโต ยังไม่ mature จับพลัดจับผลูจับคู่ผิด นักเรียนและครูจะทุกข์ทรมานกันทั้งคู่

สมัยเด็กๆ สิ่งหนึ่งที่เป็นข้อแตกต่างกันชัดเจนก็คือ "ความรับผิดชอบ" เพราะเด็กยังมีประสบการณ์ชีวิตน้อย ความสามารถในการ "มองให้รอบคอบ" นั้น ไม่ได้เกิดขึ้นโดย intelligence เพียงอย่างเดียว แต่ต้่องอาศัย "เห็นมาเยอะ ผ่านมามาก" จึงจะทราบเหตุปัจจัย ไม่ได้มองอะไรๆเป็น linear equation เท่านั้น แต่สามารถมองเห็นเป็นองค์รวม รับรู้เป็นอิทัปปัจจยตา เชื่อมโยงสิ่งต่างๆได้ ประสบการณ์เป็นอะไรที่ต้องสะสม อาจจะมีทางลัด ไปขโมยประสบการณ์คนอื่นโดยการฟัง โดยการอ่่านได้บ้างก็จริง แต่ก็ยังสู้ของจริงๆที่ใช้สฬายตนะทั้งหมดของตนเองรับรู้ รับทราบ และเข้าใจ ไม่ได้

เมื่อนึกถึงตอนนี้ก็รู้สึก "น่าหวาดเสียว" อยู่บ้างว่า เรา "assume" ถูกหรือเปล่า?

ยังไงๆเด็กที่เข้ามาเรียนแพทย์นั้น ปีแรกๆก็ยังอยู่ใน teenagers วัยรุ่นกันอยู่นะ เขา/เธอจะเพียงพอที่จะเป็น "ผู้ใหญ่" แล้วจริงๆน่ะเหรอ

ในสภาพความเป็นจริง "สถานะ" ของเด็กที่เข้ามาจะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่ที่แน่ๆที่ทุกคนคงจะคิด (และ/หรือ "หวัง") เหมือนกันก็คือ ตอนเรียนจบแล้วนี่ บัณฑิตแพทย์ที่เดินออกมาจะต้องเป็นผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบได้ เพราะอาชีพนี้เวลารับผิดชอบนั้น เราพูดถึง "การรับผิดชอบชีวิต" มนุษย์ ไม่ใช่เพียงคนเดียว แต่ทั้งครอบครัว ทั้งชุมชนเลยทีเดียว

และอีกประการก็คือ สิ่งที่จะแยกแยะผู้ใหญ่กับเด็กนั้น ถ้าหากเป็นเรื่อง "ความรับผิดชอบ" ข่าวดีก็คือสิ่งนี้ "สร้าง หล่อเลี้ยง ประคบประหงม" ให้เติบโตงอกงามได้ในพื้นดินอันอุดม ในสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์ และนี่เองที่เป็น "ที่มา" ของบทความนี้ใน series ม.วลัยลักษณ์ของปีนี้

ม.วลัยลักษณ์ มี "พื้นที่อันอุดม และสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์" หลายอย่าง หลายประการ พื้นที่ตั้งอยู่ที่อำเภอท่าศาลา ไม่ห่าง ไม่ไกลจากสนามบิน จากอำเภอขนอม จากอำเภอเมือง เมืองเล็กๆน่าอยู่ มีร้านค้าพอประมาณ ไม่ค่อยใหญ่ขนาดที่จะมี "สถานที่อโคจร" มากนัก เพราะคนไม่พลุกพล่านพอ ในตัว campus เองก็เป็น CLEAN ZONE ร้านค้าต่างๆในบริเวณเนื้อที่ 9,000 ไร่เศษๆ จะไม่มีการวางขายเหล้า บุหรี่ ของอบายมุขทั้งปวง ที่พักอาศัยในเขตวิทยาลัยก็พลอยกลายเป็น clean zone ไปด้วยโดยปริยาย เพราะอิทธิพลของ "สิ่งแวดล้อม" โดยแท้ อย่าคิดว่าปัจจัยแวดล้อมเหล่านี้ไม่สำคัญ นักเรียนนักศึกษามีประสบการณ์ตรงกับอะไรบ้าง ทุกสิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของ "หลักสูตร" หมด เพราะบัณฑิตจะซึมซับสิ่งต่างๆเพื่อสร้างเป็น self เป็นอัตตา ของตน ก็จาก "ของจริงๆ" มากกว่าของในห้องเรียน ซึ่งจะมีอิทธิพลต่อตัวเขาก็เฉพาะตอนสอบ ตอนจะเอาคะแนนเท่านั้น

เราคงจะไม่หวังว่า หมอที่จะกำลังดูแลเรา เติบโตมาในสิ่งแวดล้อมที่คะแนนสำคัญที่สุดต่อชีวิตของเขา เพราะคะแนนของหมอ กับคุณภาพที่จะดูแลชีวิตคนนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกันตรงๆไปตรงๆมาสักเท่าไหร่ นี่พูดถึงระบบการประเมินการศึกษาในปัจจุบันส่วนใหญ่นะครับ ถึงแม้ว่าผมจะรังเกียจการ generalize และการ stereotype ก็ตาม และตนเองก็อยู่ในวงการประเมินเพราะเป็นครูอยู่ด้วย ก็ยังคิดว่าเรายังมีอะไรที่ต้องพัฒนา ทำให้ดีขึ้นอีกเยอะ

และถ้าจะพูดถึงประสบการณ์ตรง หรือสิ่งที่นักเรียนนักศึกษาจะมี "ความสัมพันธ์" ต่อ สิ่งก่อสร้าง ทิวทัศน์ อาคาร คงจะไม่สำคัญเท่ากับประสบการณ์ตรงกับ "คน" ที่สามารถสื่อสาร พูดคุย มองเห็น สัมผัส จับต้อง และที่สำคัญ "เข้าใจเรา และมีอะไรให้เราเข้าใจเขา"

 

อ.มยุรี วศินานุกร

นักเรียนแพทย์ ม.วลัยลักษณ์มี "แม่มะ" ผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิงมยุรี วศินานุกร

ผมเคยเขียนบทความเรื่อง "ปลูกต้นรัก ต้องฟูมฟักด้วยน้ำใจ" และคิดว่า ถ้าน้องๆนักเรียนแพทย์ไม่ได้ตระหนัก หรือมี awareness ว่า ที่ข้างๆตนเองมีอะไร มีใครอยู่ด้วย ก็จะเป็น tragic อย่่างหนึ่งทีเดียว

ในตอนเริ่ม workshop ในวันแรก แม่มะ (ผมเรียก อ.มยุรี ว่า "แม่มะ" มาแต่ไหน แต่ไร ฝากตัวเป็นลูกตั้งแต่เรายังอยู่ ม.อ.ด้วยกัน) โทรมาหาเป็นระยะๆตอนเราอยู่ในรถเดินทางจากหาดใหญ่ไปวลัยลักษณ์ (รถของ ม.วลัยลักษณ์ทุกคัน ติด GPS และ monitor speed ความเร็วตลอดเวลา ห้ามขับเร็วเกิน) ว่าถึงไหนแล้วๆ ตอนนี้เด็กๆพร้อมแล้ว เรียกว่ามาคุมงานเองเลย ขณะที่พวกเราปุเลงๆไปตามอัชฌาศัย (มี delay นิดนึง เพราะรถหลงไปรับผิดโรงแรม) พอเราไปถึงอาคารกีฬาของม.วลัยลักษณ์ ก็เห็นว่ามีอุปกรณ์กีฬา ห้อง fitness แบบครบเครื่อง เพิ่มเติมมาจากปีที่แล้วอีกหลายห้อง เนื่องเราไปถึงเกือบสิบโมง (จากกำหนดการเดิม 9.00 น.) ปรากฏว่าแม่มะเลยปล่อยให้เด็กๆไปทาน break เช้าเรียบร้อยแล้ว

ผม พี่วิธาน วรวุฒิ แอ๊ด ก็เดินเข้าไปประจำที่ แม่มะยิ้มแป้นต้อนรับมาแต่ไกล โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพี่วิธาน ปีที่แล้วแม่มะก็เชิญแต่พี่วิธานสับสนในชีวิตเล็กน้อย ก็เลยติดชนกับงานที่ รพ.รามา อดมา ปีนี้แม่มะสั่งจองตัวล่วงหน้าหนึ่งปี (เรียกว่าหมดสิทธิ์แก้ตัวใดๆทั้งสิ้น ยกเว้นเอาใบมรณบัตรมายืนยันว่ามาไม่ได้) มีน้องๆเอา break มาเสริฟ (รับด้วยความเขิน เพราะก่อนหน้านั้น แอบไปแวะกินข้าวเช้าที่ปั๊มน้ำมัน) คุยไปคุยมา แม่มะก็บอกให้น้อง นศพ. ไปตามเพื่อนๆมาได้แล้ว แต่เด็กรับคำ ก็รับแบบเด็กๆ ค่อยๆ เดิน ค่อยๆแวะคุยกับเพื่อน ทักทายคนโน้นคนนี้ แม่มะมองตามไปประเดี๋ยวเดียว ไม่ทันใจ เด็กยังไม่ทันออกไปพ้นประตูเลย แม่มะก็ลุกออกไปตามพรรคพวกทั้งหมดเอง!! ฮึ ฮึ

นักเรียนรุ่นนี้ทั้งหมดก็เดินเข้ามา เสียงแม่มะทักทาย เรียกชื่อ ทั้งชื่อจริง ชื่อเล่น "นี่เธอ ผอมไปนะ กางเกงหลวมเชียว แหม นี่เธอตัวใหญ่ขึ้นเยอะเลยนะ ว้าย อาจารย์ขา จริงเหรอคะ นี่เธอหน้าตาง่วงเหงาหาวนอนอะไรกัน นี่มันพึ่ง 10 โมงเช้าเองนะ ...... ฯลฯ"

พวกเราก็เริ่มอารัมภบททีละคน

"น้องๆทราบไหมว่า จะมีนักเรียนแพทย์สักกี่ที่ จะมีคณบดีสักกี่คน ที่จะสามารถจำชื่อเล่น ชื่อจริง รู้จักเรา เข้าใจเรา และมาคลุกคลีกับนักเรียนแพทย์ปีสองได้อย่างที่นี่?

คำตอบคือ พี่คิดว่าไม่มีที่ไหนอีกแล้ว

ที่ที่อาจารย์แพทย์จะรู้ว่าน้องคนนี้กลัวอ้วน น้องคนนี้ผอมลง น้องคนนี้จะหน้าตาไม่สบาย นอกเหนือจากรู้เกรด รู้คะแนน และรู้อะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีส่วนที่จะทำให้น้องเป็นหมอที่ประสบความสำเร็จ และข้อสำคัญ เป็นหมอที่มีความสุข เป็นคนที่มีความสุข และทำให้คนรอบๆข้างมีความสุข

พี่คิดว่าจริยธรรม จรรยาบรรณ นั้น น้องจะไม่ได้เรียนจากในห้องเรียนหรอก แต่น้องๆจะได้เรียนจาก "จริยาวัตร" สิ่งที่พี่ๆแพทย์ และอาจารย์แพทย์ ทำให้ดู ปฏิบัติจริงกับคนไข้ และไม่เพียงเท่านั้น จริยธรรม จรรยาบรรณ ไม่ได้เกิดขึ้น ณ ขณะที่เรา "ใส่หมวก เล่นบทบาท" เท่านั้น แต่รวมไปถึงตอนที่เราปฏิบัติกับคนรอบข้างทุกๆคน ในวาระทั้งเป็นครูก็ดี เป็นหมอก็ดี เป็นพี่ก็ดี เป็นรุ่นพี่รุ่นน้อง เป็นเพื่อน ฯลฯ

ดังนั้น ถ้าน้องจะเรียน พี่คิดว่าในขณะที่น้องๆหลายๆคน จากบ้าน จากที่มาไกลๆ จากภูเก็ตบ้าง จากตรังบ้าง หรือจากแถวๆนี้แต่ก็ต้องมาค้างที่หอ มาปฏิบัติงานบน ward พี่อยากจะให้น้องได้่เรียนรู้เรื่องความสัมพันธ์ และการทำงาน โดยสังเกตจากแม่มะ

อาจารย์มยุรีไม่ได้เป็นเพียงแค่คณบดี แต่อาจารย์เป็นครู เป็นทั้งครูและเป็นทั้งแพทย์ เป็นทั้งแม่ ภรรยา และคน ที่จะเป็นตัวอย่างให้แก่น้องๆได้ ขณะที่พี่ไหว้อาจารย์ พี่ไม่ทราบเหมือนกันว่าจะไหว้จากอะไรบ้าง ที่แน่ๆก็คือ "อยากไหว้ อยากกอด" เพราะมันทั้งรักและเคารพ

อาจารย์เลือก "ใช้เวลา" อันมีค่าของคณบดี คณะแพทยศาสตร์ มาอยู่ในที่ที่มีความหมายมากที่สุด ก็คือ อยู่กับลูกศิษย์ ทั้งเรียนทั้งสอนไปกับลูกศิษย์ ฟังลูกศิษย์ เข้าใจ และหล่อเลี้ยงทะนุถนอมเราให้เติบโตขึ้น

ที่ที่ "หมอ" ควรจะอยู่ ก็คือกับคนไข้ ที่ที่ "ครู" ควรจะอยู่ก็คือกับลูกศิษย์ที่ที่ครูแพทย์ควรจะอยู่ก็คือสถานที่ที่มีทั้งครู ทั้งหมอ ทั้งคนไข้ ทั้งลูกศิษย์อยู่ จึงจะเป็นองค์ประกอบที่ครบครัน

ในขณะที่เราจะได้มาอยู่ด้วยกันเพียงแค่ 3 คืน 4 วันใน workshop นี้ แต่น้องควรจะรู้ว่า น้องกำลังจะได้อยู่กับใครอีกหลายคน เป็นเวลา 4-5 ปีต่อเนื่องกัน ขอเพียงน้องรู้ว่า น้องกำลังถูกรัก ถูกดูแล จากคนที่ทุ่มเทให้แก่น้องจริงๆ พี่คิดว่า ชีวิตการเรียนเป็นแพทย์ เป็นคนดูแลคนอื่น เป็นคนที่จะสานฝันแก่คนอื่น ควรจะทำอะไรบ้างและทำอย่างไร น้องๆที่นี้จะมีทุกอย่างที่จะสามารถเรียนรู้ เลียนแบบ และนำไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตน้องๆได้"