“ทำอย่างไรถึงจะหายโกรธ”
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้รับ mail จากเพื่อนสนิทคนหนึ่ง
subject mail ว่า ทำอย่างไรถึงจะหายโกรธ เห็น subject แว๊บแรก
ก็ประหลาดใจเล็กน้อย ว่า เอ....เราไปโกรธ ใครที่ไหน....(หว่า)
แต่พออ่าน เลยรู้ว่าเป็นขั้นตอน 10 ขั้น ที่ทำให้เราสามารถบรรเทาความโกรธ
ของ ท่านพระพรหมคุณาภรณ์ อ่านแล้วรู้สึกดีจัง...................... :)
เลยมาแบ่ง ให้เพื่อนเพื่อน ที่ gotoknow ได้อ่านบ้าง
เผื่อใครกำลังโกรธใครจะได้บรรเทาลง มี 10 ขั้น ง่าย ง่าย มาลองดูกัน
ขั้นที่ 1 นึกถึงผลเสียของความเป็นคนมักโกรธ
พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนว่า เขาโกรธมา เราไม่โกรธตอบไป อย่างนี้เรียกว่า
ชนะสงครามที่ชนะได้ยาก เมื่อรู้ทันว่าคนอื่นหรืออีกฝ่ายหนึ่งเขาขุ่นเคืองขึ้นมาแล้ว
เรามีสติระงับใจไว้เสีย ไม่เคืองตอบจะชื่อว่าเป็นผู้ทำประโยชน์ให้แก่ทั้งสองฝ่าย
ขั้นที่ 2 พิจารณาโทษของความโกรธ
พอโกรธเข้าแล้วก็ไม่รู้จักว่าอะไรเป็นประโยชน์ โกรธเข้าแล้วมองไม่เห็นธรรม
เวลาถูกความโกรธครอบงำ มีแต่ความมืดตื้อ คนโกรธจะผลาญสิ่งใดสิ่งนั้นทำยาก
ก็เหมือนทำง่าย แต่ภายหลังพอหายโกรธแล้ว ต้องเดือดร้อนใจเหมือนถูกไฟเผา
ขั้นที่ 3 นึกถึงความดีของคนที่เราโกรธ
ถ้ามีอะไรที่ขุ่นใจกัน ก็อย่าไปมองส่วนที่ไม่ดี พึงมองหาส่วนที่ดีของเขา
เอาขึ้นมาระลึกนึกถึง เมื่อจุดนั้นแง่นั้นของเขาไม่ดีไม่ถูกใจเรา ทำให้เราโกรธ
ก็อย่ามัวนึกถึงแต่จุดนั้นแง่นั้นของเขาพึงหันไปมองหรือระลึกถึงความดี
หรือจุดอื่นที่ดีๆ ของเขา
ขั้นที่ 4 พิจารณาว่า ความโกรธ คือการสร้างทุกข์ให้ตัวเองและเป็นการลงโทษตัวเองให้สมใจศัตรู
เมื่อรู้เท่าทัน ก็ไม่ควรจะทำร้ายตัวเองด้วยความโกรธให้ศัตรูได้สมใจเขาโดยไม่ต้องลงทุนอะไร
ในทางตรงข้าม ถ้าสามารถครองสติได้ ถึงกระทบอารมณ์ที่น่าโกรธก็ไม่โกรธ
จิตใจไม่หวั่นไหว สีหน้าผ่องใส กิริยาอาการไม่ผิดเพี้ยน
ทำการงานธุระของตนไปได้ตามปกติ ผู้ที่ไม่ปรารถนาดีต่อเรา
นั่นหล่ะจะกลับเป็นทุกข์ส่วนทางฝ่ายเราประโยชน์ที่ต้องการก็จะสำเร็จ
ขั้นที่ 5 พิจารณาความที่สัตว์มีกรรมเป็นของตนเอง
เมื่อต่างคนต่างมีกรรมเป็นของตนเอง เก็บเกี่ยวผลกรรมของตนเองอยู่แล้ว
เราอย่ามัวคิดวุ่นวายอยู่เลย ตั้งหน้าทำแต่กรรมที่ดีไปเถิด อย่าโกรธกันเลย
ขั้นที่ 6 พิจารณาพระจริยาวัตรในปางก่อนของพระพุทธเจ้า
พุทธจริยาวัตร เกี่ยวกับความเสียสละอดทน และความมีเมตตากรุณา
ของพระพุทธเจ้ามีมากมาย เมื่อพระองค์ทรงถูกข่มเหงกลั่นแกล้งเบียดเบียน
ด้วยวิธีการต่างๆ ก็ไม่ทรงแค้นเคืองทรงเอาดีเข้าตอบเราควรยึดเป็นแบบอย่าง
ขั้นที่ 7 พิจารณาความเคยเกี่ยวข้องกันในสังสารวัฏ
มีพุทธพจน์แห่งหนึ่งว่า ในสังสาระคือการเวียนว่ายตายเกิดที่กำหนดจุดเริ่มต้นมิได้นี้
สัตว์ที่ไม่เคยเป็นมารดา ไม่เคยเป็นบิดา ไม่เคยเป็นบุตร ไม่เคยเป็นธิดากัน มิใช่หาได้ง่าย
เมื่อเป็นเช่นนี้หากมีเหตุโกรธเคืองจากใคร พึงพิจารณาว่าท่านผู้นี้บางทีอาจจะเคยเป็นมารดา
ท่านผู้นี้บางทีจะเคยเป็นบิดาของเรา
ขั้นที่ 8 พิจารณาอานิสงส์ของเมตตา
ธรรมที่ตรงข้ามกับความโกรธ ก็ คือความ เมตตา
ความโกรธมีโทษก่อผลร้ายมากมาย ฉันใด เมตตาก็มีคุณ
ก่อให้เกิดผลดีมาก ฉันนั้น
ขั้นที่ 9 พิจารณาโดยวิธีแยกธาตุ
แยกธาตุ ว่า ที่โกรธเขาอยู่น่ะโกรธอะไร โกรธผม โกรธขน
หรือโกรธหนัง โกรธเล็บ โกรธกระดูก โกรธธาตุ โกรธดิน
โกรธธาตุน้ำ โกรธธาตุไฟ โกรธธาตุลม หรือโกรธรูป โกรธเวทนา
โกรธสัญญา โกรธสังขาร โกรธวิญญาณ หรือโกรธอะไรกัน
ในที่สุดก็จะหาฐานที่ตั้งของความโกรธไม่ได้
ไม่มีที่ยึดที่เกาะให้ความโกรธจับตัว เพราะฉะนั้นจะโกรธทำไม
ขั้นที่ 10 ปฏิบัติทาน คือ การให้หรือแบ่งปันสิ่งของ
การให้หรือแบ่งบันเป็นวิธีแก้ความโกรธที่ได้ผลชะงัด
สามารถระงับเวรที่ผูกกันมายาวนานให้สงบลงได้
ทำให้ศัตรูกลายเป็นมิตร เป็นเมตตากรุณา
10 ขั้นตอน ง๊ายง่าย รู้อย่างงี้แล้วจะโกรธกันทำไม ใช่ไหมคะ
อืม....โกรธกันแล้วในใจของเธอมีความสุขไหม โกรธกับฉันจะทำให้เธอดีใจใช่ไหม
ลองเปิดใจหากัน.. บอกกับฉันสักที โกรธอย่างนี้มันดีอย่างไร :)
สัจจะชีวิตก็อย่างนี้แหละ แต่ทำยากจัง
อริยสัจ 4 ใช่เลย
สาธุ.... พี่ดา
จงปล่อยวาง มองโลกในแง่ดี นี่แหละชีวิตจะสุขขี
สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะ
ตอนนี้กะลังโกรธกะสารถีค่ะ
ก้อเลยอดได้ไปเที่ยวอ่ะค่ะ
ขอบคุณสำหรับบันทึกดีดีนะคะ
ขอบคุณค่ะ