วันนี้ขออนุญาตนำบทความจากสยามรัฐผลัดใบ ของอาจารย์ยุวรัตน์ กมลเวชชมาลงให้อ่านเป็นข้อคิดกันอีกครั้ง
มองข้างหน้ากันดีกว่า / สยามรัฐผลัดใบ ยุวรัตน์ กมลเวชช21/5/2553
เหตุการณ์บ้านเมืองไทย ได้กระโดข้ามขั้นการเจรจาเพื่อให้เกิดความสันติประสานความรักสามัคคีของคนที่มีเลือดเนื้อเป็นชาวไทยด้วยกัน จนนำไปสู่การเสียเลือดและชีวิตที่ไม่สามารถและหลีกเลี่ยง ด้วยความรู้สึกเจ็บซ้ำ แม้จะเห็นใจว่าประเทศจะอยู่ได้ด้วยการดำรงความศักดิ์สิทธิ์ของอำนาจรัฐเพื่อให้ผู้คนส่วนมากได้มีชีวิตอยู่อย่างสันติสุข จึงปลงตกว่าไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงใช้วิธีอื่นใดแทนได้ นอกจากว่าพวกเราคนไทยจะต้องตั้งสติวิธีการเยี่ยวยาให้ประเทศไทยที่รักกลับมาให้คนไทยทุกชาติทุกภาษาอยู่ด้วยกันได้อย่างพี่น้องที่รักปรองดองเป็นสุขโดยเร็วที่สุด หลังทุกสิ่งทุกอย่างเรียบร้อยลงแล้ว
แต่ก็กลัวนิสัยความเป็นคนไทยรวมทั้งตัวผู้เขียนที่มีความเชื่อมั่นในความคิดเห็นของตนเองว่าดีและถูกต้อง ส่วนความคิดของคนอื่นนั้นไม่ถูกต้อง ในสังคมไทยจึงยากที่จะมีการเจรจา แม้แต่ในที่ประชุมก็ยังยากที่จะทำให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ส่วนมากมักจะลงเอยเป็นไปตามความเห็นของผู้มีอำนาจ จึงเกรงว่าการระดมสมองคงเป็นเพียงรูปแบบ คงจะสำเร็จจะทำให้การรื้อฟื้นสู่สภาพเดิมของไทยเราคงยากที่สำเร็จเช่นกัน เพราะเหตุการณ์จากการแตกแยกของคนในชาติจนนำไปสู่การเสียชีวิตและความเสียหายกระทบคนไทยทุกคน เปรียบได้ว่าประเทศมีรอยร้าวเหมือนกับถ้วยแก้วที่ตก แต่ไม่แตก แต่มีรอยร้าว จึงสลายเป็นปัญหาว่าจะทำอย่างไรให้รอยร้าวนั้นหายไป นี้แหละคือปัญหารักษายากและใช้เวลาพอสมควร เพราะการที่ประเทศขาดความรักและสามัคคี แล้วเกิดการปะทะจนมีการบาดเจ็บและเสียชีวิตรวมทั้งสูญเสียทรัพย์สิน สิ่งนี้อาจทำให้การแตกแยกความรักสามัคคีในความคิดเห็น กลายเป็นความเคียดแค้นทั้งในรูปส่วนตัวและส่วนรวม อาจเป็นว่าแค้นนี้ต้องชำระ ตามมาด้วยการจองเวรที่ไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อใด แต่ขอภาวนาอย่าให้เป็นอย่างที่คิด เพื่อให้ชาติไทยฟื้นฟูเจริญยิ่งกว่าเดิม
จากพฤติกรรมของตัวเอง ที่ไหว้พระสวดมนต์ตามด้วยแผ่เมตตาเป็นประจำทุกคืนทำให้มองเห็นว่าการแตกร้าวของคนไทย อาจบรรเทาไปได้ ด้วยการคิดว่าเหตุการณ์ที่เกิดมาแล้วเป็นการกระทบกระทั่งตามธรรมชาติ เสมือนลิ้นกับฟัน ต้องอยู่ด้วยกัน ขาดอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้ การเป็นประเทศจะถูกแบ่งแยกไม่ได้ จะต้องเป็นประเทศเดียว เป็นที่อยู่ของชนชาวไทยทุกคน ประชาชนเปรียบเหมือนลิ้น ที่ไม่เปลี่ยนแปลง คงอยู่กับปากแม้แต่ฟันจะหมดทั้งปาก ลิ้นก็ยังอยู่ ส่วนนักการเมืองเปรียบเหมือนกับฟัน ที่อยู่ชั่วครั้งชั่วคราว ฟันแต่ละซี่ก็แยกกัน ฟันหักไม่พร้อมกัน แต่บางกรณีก็ต้องถอนหมดทั้งปาก ฟันเองก็ยังขบกัน แต่ฟันขบอาหารให้รสชาติแก่ลิ้นจนบางครั้งเดือดร้อนถึงลิ้น จึงไม่น่าจะแปลกใจ ว่าจะต้องมีการ กระทบกระทั่งกันบ้าง เป็นธรรมดา แต่ทุกคนเป็นคนไทยจะต้องอยู่ด้วยกัน ถ้าแยกกันอยู่ก็ไม่ใช่ประเทศไทยแล้ว เพราะประเทศไทยต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียว ไม่สามารถแบ่งแยกกันได้ และมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ลิ้นกับฟันกระทบกันบ่อยครั้ง แต่ประสาทและสมองของตน คงไม่เคยคิดหรือโทษว่าเป็นความผิดของลิ้นหรือฟัน แต่คิดเหตุผลว่าเป็นสิ่งที่เกิดได้เสมอ แล้วก็ปรับให้ลิ้นกับฟันทำงานด้วยกันได้ เช่นฟันกัดลิ้น อาจเป็นเพราะชักลิ้นช้าหรือขบฟันเร็ว แล้วตั้งโจทย์ว่าเป็นความผิดของลิ้นหรือฟันแล้วสอบสวนความผิด ก็คงไม่ใช่การแก้ปัญหาอย่างถาวร ก็จะเกิดเรื่องฟันกัดลิ้นขึ้นอีกเช่นเดียวกับที่ประเทศสยามเมืองยิ้ม แต่มีเหตุการณ์ไม่สงบจากการแตกแยกของคนไทยมาตลอด ทำไมจึงไม่คิดอ่านเอาแต่ตั้งกรรมการสอบสวนหาคนผิด ที่ผู้เขียนเป็นกรรมการร่วมด้วยความขืนใจ เพราะน่าจะเป็นเรื่องกระบวนการยุติธรรม เป็นการลงโทษผู้กระทำความผิด แต่ไม่ใช่การแก้ปัญหาถาวร ควรทำเหมือนเมื่อท่านกัดลิ้น ก็คิดว่าทำไมถึงลิ้นโดนกัด อาจหาสาเหตุได้ว่าชักลิ้นช้า ก็ได้คำตอบให้ชักลิ้นเข้าเร็วขึ้น หรืองับฟันช้าลง ก็เป็นการแก้ปัญหาถาวรระหว่างลิ้นกับฟัน
การแก้ปัญหาถาวรไม่ค่อยจะถูกกับอุปนิสัยของคนไทย เพราะพวกเราชอบความสะใจรุนแรง ไม่ค่อยมีการให้อภัย อยากให้มีการลงโทษที่ทันตาเห็น จึงขอคนไทยทำใจคิดและเชื่อให้ได้ว่า “เวรกรรมตามทัน ไม่เคยเว้น ไม่ตัวเองก็ลูกหลาน” เจ็บปวดมากกว่าตัวเองรับกรรม ที่เห็นลูกตายก่อน
จึงวิงวอนว่า การตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาผู้กระทำความผิดหรือดำเนินการทางกฎหมายก็ว่ากันไปและต้องให้มีการลโทาโดยเร็ว แค่ขอให้ตั้งคณะกรรมการศึกษาข้อเท็จจริงเพื่อเสนอแนะแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก เป็นการศึกษาทั้งข้อเท็จจริง ปัญหาของกฎหมายที่มีอยู่ การปฏิบัติของหน่วยงานในการจัดการ และอื่นๆ ที่จะปรับปรุงปัญหาต่างๆ เพื่อให้รับสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดความเสียหายในชีวิตร่างกายและทรัพย์สินของประชาชนและราชการ อย่างน้อยทุกคนก็จะรู้บทบาทและเข้าทำงานได้ทันที ต่างคนต่างทำไม่ต้องรอการสั่ง ดังตัวอย่างที่ตั้ง คณะกรรมการการศึกษาและเสนอแนะมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดระบบการเงินของประเทศเพื่อเป็นการป้องกันการเกิดวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ ที่ช่วยให้ได้คิดพอช่วยไม่เดือดร้อน ในกรณีวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์
ทำเถอะครับ อย่างน้อยก็ได้วิธีการจัดการบริหารป้องกันการใช้เงินให้ได้อำนาจ การเมืองเข้าบริหารประเทศ ง่ายกว่าเลือกตั้งเยอะ คงมีคนคิดอีกหลายคน เพราะมีเงินจากการทุจริตและการค้าผิดมากพอที่จะซื้อประเทศได้ครับ